ในโลกธุรกิจ เรามักพูดถึงคำว่า "Bullwhip Effect" หรือปรากฏการณ์แส้ม้า ที่ความผิดพลาดเล็กน้อยในการคาดการณ์ Demand ที่ปลายน้ำ ส่งผลกระทบมหาศาลต่อ Supply Chain ต้นน้ำ 
แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม Spirits (เหล้าดีกรีสูง) ทั่วโลก ไม่ใช่แค่การสะบัดของแส้ธรรมดา แต่มันคือ "สึนามิของสินค้าคงคลัง" (Inventory Tsunami) ที่กำลังถาโถมใส่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่
จากรายงานล่าสุดของ Financial Times และข้อมูลจาก Bernstein แสดงให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจและเป็นกรณีศึกษาที่นักธุรกิจและนักการตลาดต้องดูไว้เป็นบทเรียนครับ
ถ้าดูจากกราฟ Maturing stocks as a share of net sales (สัดส่วนสต็อกสินค้าที่กำลังบ่มต่อยอดขายสุทธิ) จะเห็นว่ากราฟพุ่งทะยานทำ New High ในรอบกว่าทศวรรษ
สถานการณ์ของ 5 เสือแห่งวงการน้ำเมาโลก ได้แก่ Diageo, Pernod Ricard, Campari, Brown-Forman และ Rémy Cointreau กำลังเข้าขั้นวิกฤต โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
มูลค่าสต็อกมหาศาล: ทั้ง 5 บริษัทนั่งทับกองสต็อกเหล้าที่กำลังบ่ม (Ageing Spirits) รวมมูลค่ากว่า $22,000 ล้านเหรียญ (ราว 7.8 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 10 ปี
Inventory Ratio พุ่งเกิน 50%: เมื่อเทียบกับปี 2011 สัดส่วนสินค้าคงคลังต่อยอดขายพุ่งขึ้นไปกว่า 50% แสดงให้เห็นว่าของผลิตออกมาแล้วขายไม่ออก กองพะเนินอยู่ในโกดัง
เคสสุดขีดของ Rémy Cointreau: ผู้ผลิต Cognac รายนี้อาการหนักที่สุด มีมูลค่าสต็อกบ่มสูงถึง €1.8 พันล้าน ซึ่งตัวเลขนี้ มากกว่ารายได้ทั้งปีถึง 2 เท่า และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มูลค่าสต็อกนี้แทบจะเท่ากับมูลค่า Market Cap ของบริษัททั้งหมด!
🌪️ Perfect Storm: เมื่อ Supply ล้น มาเจอกับ Demand หด
ทำไมยักษ์ใหญ่ระดับโลก ถึงพลาดได้ขนาดนี้? คำตอบคือพวกเขาโดนโจมตีจากทั้งสองฝั่งพร้อมกัน (Supply & Demand Shock)
1. The Supply Side Trap: กับดักของการ "มองโลกในแง่ดีเกินไป"
ในช่วงโควิด-19 (2020-2022) ยอดขายแอลกอฮอล์ทั่วโลกพุ่งสูงมาก เพราะคนอยู่บ้านดื่มฉลอง หรือดื่มคลายเครียด (Home Consumption Boom) บริษัทเหล่านี้ทำสิ่งที่เรียกว่า Linear Extrapolation หรือการลากเส้นกราฟพยากรณ์ว่า "เทรนด์นี้จะโตตลอดไป"
พวกเขาเร่งการผลิตในปี 2021-2022 อย่างบ้าคลั่ง
มีการลงทุนขยายโรงกลั่น สร้างโกดังใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Tequila ที่ดาราฮอลลีวูดแห่กันมาทำแบรนด์
2. The Demand Collapse:
3 ปัจจัยที่ทำให้คน "วางแก้ว"
พอโลกเปิด ทุกอย่างกลับตาลปัตร Demand ไม่ได้แค่กลับสู่ปกติ แต่มัน "ดิ่งเหว" จาก 3 ปัจจัยหลัก:
Inflation Crisis: เงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อ (Discretionary Spend) หดตัว เหล้าราคาแพงคือสิ่งแรกที่คนตัดออกจากลิสต์
Health & Wellness Trend: เทรนด์รักสุขภาพ (Sober Curious) มาแรงกว่าที่คิด คนรุ่นใหม่ดื่มน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
The Ozempic Effect: นี่คือตัวแปรใหม่ที่น่ากลัวที่สุด ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 (เช่น Wegovy, Ozempic) มีผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ใช้ "มีความอยากแอลกอฮอล์ลดลง" ซึ่งกระทบตลาดสหรัฐฯ อย่างจัง
🛑 ผลกระทบระยะสั้น: โรงงานต้อง "หยุด" เดินเครื่อง
เมื่อของล้นโกดัง สิ่งที่ตามมาคือมาตรการที่เจ็บปวด:
Suntory สั่งปิดโรงกลั่น Jim Beam ใน Kentucky นานอย่างน้อย 1 ปี
Diageo หยุดการผลิตวิสกี้ใน Texas และ Tennessee จนถึงช่วงซัมเมอร์
Rémy Cointreau ยอดขาย Cognac ร่วงหนัก และยังเจอกำแพงภาษีจากจีนซ้ำเติม
ปกติถ้า Inventory ล้น เรามักจะเห็นการทำ "Price War" หรือลดราคาล้างสต็อก แต่รอบนี้ทำได้ยาก เพราะบริษัทเหล่านี้กู้เงิน (Debt) มาขยายโรงงานในช่วงโควิด ทำให้ต้องรักษาระดับกระแสเงินสดและ Margin ไว้เพื่อจ่ายหนี้ การลดราคาหนักๆ จึงเป็นความเสี่ยงทางการเงิน
🔮 ความเสี่ยงระยะยาว: วิกฤตขาดแคลนปี 2030?
ความยากของธุรกิจ Spirits คือ Lead Time เป็นหน่วย "ปี" หรือ "ทศวรรษ"
วิสกี้หรือคอนญักที่คุณดื่มวันนี้ คือสิ่งที่ผลิตเมื่อ 10-12 ปีที่แล้ว
การที่ผู้ผลิตตัดสินใจ "หยุดผลิต" ในวันนี้ เพื่อระบายสต็อก อาจจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่สร้างหายนะระยะยาว
หาก Demand กลับมาฟื้นตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะเจอกับภาวะ "ของขาดตลาด" (Inventory Shortfall) ในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพราะไม่มีใครหมักเหล้าเก็บไว้ในปี 2024-2025
นักวิเคราะห์บางคนเตือนว่า นี่คือการเดิมพันที่อันตราย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคคาดเดายาก แต่ถ้าหยุดผลิตไปแล้ว จะย้อนเวลากลับมาทำใหม่ไม่ได้
บทเรียนสำหรับธุรกิจ
จากกรณีศึกษาของ Diageo และเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม มีสิ่งที่ธุรกิจไทยเรียนรู้ได้ 3 ข้อครับ:
อย่าเชื่อกราฟช่วง Crisis: ข้อมูลช่วงวิกฤต (เช่น โควิด) คือ Outlier อย่าใช้มันเป็นฐานในการพยากรณ์ระยะยาวแบบ Linear การวางแผน Capacity ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ (Scenario Planning) เสมอ
Monitor "Unseen" Factors: คู่แข่งของคุณอาจไม่ใช่แค่แบรนด์อื่น แต่อาจเป็น "ยา" (Ozempic) หรือ "เทรนด์สังคม" ที่เปลี่ยนไป การทำ Market Intelligence ต้องมองให้กว้างกว่าแค่อุตสาหกรรมตัวเอง
Inventory Management คือหัวใจ: การมีของเยอะเกินไป (Overstock) น่ากลัวพอๆ กับการไม่มีของขาย Cash Flow ที่จมไปกับสต็อกอาจทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องจนล้มได้ โดยเฉพาะในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
สถานการณ์นี้ยังไม่จบง่ายๆ และน่าจับตามองว่ายักษ์ใหญ่เหล่านี้จะ Balance ระหว่างการระบายของ กับการรักษามูลค่าแบรนด์อย่างไรในวันที่โลก "ดื่ม" น้อยลง
Nuttakorn Rattanachaisit
CR
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้. https://www.facebook.com/nuttakorn/photos/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2-22-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8D-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7/10173354543565142/?set=a.10150742201155142&http_ref=eyJ0cyI6MTc2OTU3MjYzOTAwMCwiciI6IiJ9
เมื่อยักษ์ใหญ่แอลกอฮอล์โลกกำลังจมกองสต็อกมูลค่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญ และบทเรียนเรื่อง Data Driven ที่พลาดไม่ได้
แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม Spirits (เหล้าดีกรีสูง) ทั่วโลก ไม่ใช่แค่การสะบัดของแส้ธรรมดา แต่มันคือ "สึนามิของสินค้าคงคลัง" (Inventory Tsunami) ที่กำลังถาโถมใส่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่
จากรายงานล่าสุดของ Financial Times และข้อมูลจาก Bernstein แสดงให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจและเป็นกรณีศึกษาที่นักธุรกิจและนักการตลาดต้องดูไว้เป็นบทเรียนครับ
ถ้าดูจากกราฟ Maturing stocks as a share of net sales (สัดส่วนสต็อกสินค้าที่กำลังบ่มต่อยอดขายสุทธิ) จะเห็นว่ากราฟพุ่งทะยานทำ New High ในรอบกว่าทศวรรษ
สถานการณ์ของ 5 เสือแห่งวงการน้ำเมาโลก ได้แก่ Diageo, Pernod Ricard, Campari, Brown-Forman และ Rémy Cointreau กำลังเข้าขั้นวิกฤต โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
มูลค่าสต็อกมหาศาล: ทั้ง 5 บริษัทนั่งทับกองสต็อกเหล้าที่กำลังบ่ม (Ageing Spirits) รวมมูลค่ากว่า $22,000 ล้านเหรียญ (ราว 7.8 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 10 ปี
Inventory Ratio พุ่งเกิน 50%: เมื่อเทียบกับปี 2011 สัดส่วนสินค้าคงคลังต่อยอดขายพุ่งขึ้นไปกว่า 50% แสดงให้เห็นว่าของผลิตออกมาแล้วขายไม่ออก กองพะเนินอยู่ในโกดัง
เคสสุดขีดของ Rémy Cointreau: ผู้ผลิต Cognac รายนี้อาการหนักที่สุด มีมูลค่าสต็อกบ่มสูงถึง €1.8 พันล้าน ซึ่งตัวเลขนี้ มากกว่ารายได้ทั้งปีถึง 2 เท่า และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มูลค่าสต็อกนี้แทบจะเท่ากับมูลค่า Market Cap ของบริษัททั้งหมด!
🌪️ Perfect Storm: เมื่อ Supply ล้น มาเจอกับ Demand หด
ทำไมยักษ์ใหญ่ระดับโลก ถึงพลาดได้ขนาดนี้? คำตอบคือพวกเขาโดนโจมตีจากทั้งสองฝั่งพร้อมกัน (Supply & Demand Shock)
1. The Supply Side Trap: กับดักของการ "มองโลกในแง่ดีเกินไป"
ในช่วงโควิด-19 (2020-2022) ยอดขายแอลกอฮอล์ทั่วโลกพุ่งสูงมาก เพราะคนอยู่บ้านดื่มฉลอง หรือดื่มคลายเครียด (Home Consumption Boom) บริษัทเหล่านี้ทำสิ่งที่เรียกว่า Linear Extrapolation หรือการลากเส้นกราฟพยากรณ์ว่า "เทรนด์นี้จะโตตลอดไป"
พวกเขาเร่งการผลิตในปี 2021-2022 อย่างบ้าคลั่ง
มีการลงทุนขยายโรงกลั่น สร้างโกดังใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Tequila ที่ดาราฮอลลีวูดแห่กันมาทำแบรนด์
2. The Demand Collapse:
3 ปัจจัยที่ทำให้คน "วางแก้ว"
พอโลกเปิด ทุกอย่างกลับตาลปัตร Demand ไม่ได้แค่กลับสู่ปกติ แต่มัน "ดิ่งเหว" จาก 3 ปัจจัยหลัก:
Inflation Crisis: เงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อ (Discretionary Spend) หดตัว เหล้าราคาแพงคือสิ่งแรกที่คนตัดออกจากลิสต์
Health & Wellness Trend: เทรนด์รักสุขภาพ (Sober Curious) มาแรงกว่าที่คิด คนรุ่นใหม่ดื่มน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
The Ozempic Effect: นี่คือตัวแปรใหม่ที่น่ากลัวที่สุด ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 (เช่น Wegovy, Ozempic) มีผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ใช้ "มีความอยากแอลกอฮอล์ลดลง" ซึ่งกระทบตลาดสหรัฐฯ อย่างจัง
🛑 ผลกระทบระยะสั้น: โรงงานต้อง "หยุด" เดินเครื่อง
เมื่อของล้นโกดัง สิ่งที่ตามมาคือมาตรการที่เจ็บปวด:
Suntory สั่งปิดโรงกลั่น Jim Beam ใน Kentucky นานอย่างน้อย 1 ปี
Diageo หยุดการผลิตวิสกี้ใน Texas และ Tennessee จนถึงช่วงซัมเมอร์
Rémy Cointreau ยอดขาย Cognac ร่วงหนัก และยังเจอกำแพงภาษีจากจีนซ้ำเติม
ปกติถ้า Inventory ล้น เรามักจะเห็นการทำ "Price War" หรือลดราคาล้างสต็อก แต่รอบนี้ทำได้ยาก เพราะบริษัทเหล่านี้กู้เงิน (Debt) มาขยายโรงงานในช่วงโควิด ทำให้ต้องรักษาระดับกระแสเงินสดและ Margin ไว้เพื่อจ่ายหนี้ การลดราคาหนักๆ จึงเป็นความเสี่ยงทางการเงิน
🔮 ความเสี่ยงระยะยาว: วิกฤตขาดแคลนปี 2030?
ความยากของธุรกิจ Spirits คือ Lead Time เป็นหน่วย "ปี" หรือ "ทศวรรษ"
วิสกี้หรือคอนญักที่คุณดื่มวันนี้ คือสิ่งที่ผลิตเมื่อ 10-12 ปีที่แล้ว
การที่ผู้ผลิตตัดสินใจ "หยุดผลิต" ในวันนี้ เพื่อระบายสต็อก อาจจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่สร้างหายนะระยะยาว
หาก Demand กลับมาฟื้นตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะเจอกับภาวะ "ของขาดตลาด" (Inventory Shortfall) ในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพราะไม่มีใครหมักเหล้าเก็บไว้ในปี 2024-2025
นักวิเคราะห์บางคนเตือนว่า นี่คือการเดิมพันที่อันตราย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคคาดเดายาก แต่ถ้าหยุดผลิตไปแล้ว จะย้อนเวลากลับมาทำใหม่ไม่ได้
บทเรียนสำหรับธุรกิจ
จากกรณีศึกษาของ Diageo และเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม มีสิ่งที่ธุรกิจไทยเรียนรู้ได้ 3 ข้อครับ:
อย่าเชื่อกราฟช่วง Crisis: ข้อมูลช่วงวิกฤต (เช่น โควิด) คือ Outlier อย่าใช้มันเป็นฐานในการพยากรณ์ระยะยาวแบบ Linear การวางแผน Capacity ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ (Scenario Planning) เสมอ
Monitor "Unseen" Factors: คู่แข่งของคุณอาจไม่ใช่แค่แบรนด์อื่น แต่อาจเป็น "ยา" (Ozempic) หรือ "เทรนด์สังคม" ที่เปลี่ยนไป การทำ Market Intelligence ต้องมองให้กว้างกว่าแค่อุตสาหกรรมตัวเอง
Inventory Management คือหัวใจ: การมีของเยอะเกินไป (Overstock) น่ากลัวพอๆ กับการไม่มีของขาย Cash Flow ที่จมไปกับสต็อกอาจทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องจนล้มได้ โดยเฉพาะในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
สถานการณ์นี้ยังไม่จบง่ายๆ และน่าจับตามองว่ายักษ์ใหญ่เหล่านี้จะ Balance ระหว่างการระบายของ กับการรักษามูลค่าแบรนด์อย่างไรในวันที่โลก "ดื่ม" น้อยลง
Nuttakorn Rattanachaisit
CR [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้