รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท? เทียบชัดๆ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล

พี่สรรพากรเค้าอัปเกรดระบบตรวจจับรายได้เก่งกว่าเดิมมาก ใครที่ยอดเงินโอนเข้าบัญชีรัวๆ คงเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ คำถามยอดฮิตคือ "ต้องได้เงินเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าจดบริษัท?" เพราะการเป็นบริษัทมีทั้ง "ค่าทำบัญชี" และ "ค่าสอบบัญชี" ที่ต้องจ่ายทุกปี

ถ้าจดเร็วไปก็ไม่คุ้มค่าจ้างบัญชี ถ้าจดช้าไปก็โดนภาษีบุคคลธรรมดาขั้นบันได 35% จนหน้ามืด วันนี้ผมกางตารางเทียบให้ดูชัดๆ ครับ





จุดวัดใจ: กำไรสุทธิ 750,000 - 1,000,000 บาท
จำเลขนี้ไว้ให้แม่นครับ! ถ้า "กำไรสุทธิ" (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว) ของคุณเริ่มแตะหลัก 7.5 แสนถึง 1 ล้านบาท นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่าควรจดบริษัทได้แล้ว

เหตุผล: ภาษีบุคคลธรรมดาพอเกิน 7.5 แสน มันจะพุ่งไปที่ 20% และถ้าเกิน 1 ล้านจะโดดไป 25% ทันที

ภาษีบริษัท (SME): ถ้าคุณจดบริษัท กำไร 3 แสนแรก ฟรีภาษี! และส่วนที่เกิน 3 แสนแต่ไม่เกิน 3 ล้าน เสียแค่ 15% เท่านั้นครับ (ประหยัดเห็นๆ!)




เทียบความต่าง





"ค่าใช้จ่ายแฝง" ของการเป็นบริษัท
ก่อนจะพุ่งตัวไปจดทะเบียนที่ DBD อย่าลืมคำนวณเงินก้อนนี้ด้วยนะครับ:

ค่าจดทะเบียน: หลักพันถึงหลักหมื่น (ครั้งเดียวจบ)

ค่าทำบัญชีรายเดือน: ประมาณ 2,000 - 5,000 บาท (แล้วแต่ยอดขาย)

ค่าสอบบัญชีรายปี: เริ่มต้น 8,000 - 15,000 บาท (ต้องมีตามกฎหมาย)

รวมๆ แล้วปีนึงคุณต้องมีเงินจ่ายค่าจัดการตรงนี้ประมาณ 40,000 - 60,000 บาท ดังนั้นถ้าภาษีที่ประหยัดได้ไม่มากกว่ายอดนี้... "อยู่แบบเดิมไปก่อนครับ!"



ทริคเด็ดเฉพาะตัว: "การดึงเงินออกจากบริษัท"
จดบริษัทแล้ว เงินบริษัทไม่ใช่เงินเรา 100% นะครับ! จะหยิบไปซื้อส้มตำปูปลาร้าเหมือนเดิมไม่ได้
ความเห็นส่วนตัว: ผมใช้วิธี "ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง" ในระดับที่ไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาเยอะเกินไป (เช่น เดือนละ 2-3 หมื่น) เพื่อให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายไปหักกำไร และเราก็ได้เงินมาใช้ส่วนตัวแบบถูกกฎหมายครับ



สรุปฉบับวัยรุ่น: ถ้าปี 2569 นี้ ยอดขายคุณปังจนคาดว่าจะมี "กำไร" เกินเดือนละ 8 หมื่น - 1 แสนบาท เตรียมหาชื่อบริษัทเก๋ๆ ไว้ได้เลยครับ คุ้มแน่นอน! แต่ถ้ากำไรยังไม่ถึง 5 หมื่นต่อเดือน อยู่เป็นบุคคลธรรมดาแล้วหา "ค่าลดหย่อน" ( RMF, Thai ESG) มาอัดไว้ก่อน จะคล่องตัวกว่าครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่