เดี๋ยวนี้การสั่งของจากต่างประเทศผ่านแอปฯ ชื่อดังทำได้ง่ายมากค่ะ แต่หลายคนมักจะลืมคำนวณ "ค่าภาษี" เพิ่มเติม ทำให้บางทีราคาสินค้าที่ดูเหมือนถูก กลับแพงขึ้นมาทันทีเมื่อมาถึงไทย มาดูเกณฑ์ปัจจุบันที่กรมศุลกากรใช้กันค่ะ
1. เกณฑ์ใหม่ "7 บาทก็ต้องเสีย VAT"
จากเดิมที่เคยมีเกณฑ์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท แต่ ปัจจุบันกฎหมายเปลี่ยนแล้วค่ะ!
สินค้าทุกชิ้นที่นำเข้าจากต่างประเทศ: ไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่ (เริ่มตั้งแต่ 1 บาทแรก) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ทุกกรณีค่ะ
หมายเหตุ: ส่วนใหญ่อีคอมเมิร์ซเจ้าดังจะรวมยอดนี้ไปในขั้นตอนชำระเงินแล้ว แต่ถ้าสั่งตรงจากเว็บนอกเอง อาจต้องมาจ่ายตอนของถึงไทยค่ะ
2. ภาษีอากรนำเข้า (Import Duty)
นอกจาก VAT 7% แล้ว ยังมี "อากรขาเข้า" ซึ่งจะพิจารณาจาก ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย (CIF) ค่ะ
ถ้ายอดรวม (CIF) ไม่เกิน 1,500 บาท: ได้รับยกเว้น "อากรนำเข้า" (แต่ยังต้องเสีย VAT 7% ตามข้อ 1 นะคะ)
ถ้ายอดรวม (CIF) เกิน 1,500 บาท: ต้องเสียทั้ง อากรนำเข้า (ตามพิกัดอัตราภาษีของสินค้าชนิดนั้นๆ) และ VAT 7% ค่ะ
3. อัตราภาษีแต่ละประเภท (โดยประมาณ)
สินค้าแต่ละชนิดเสียภาษีไม่เท่ากันนะครับ คุณน้ายกตัวอย่างที่เจอบ่อยๆ มาให้ดูค่ะ:
- เครื่องสำอาง/น้ำหอม: ประมาณ 30%
- รองเท้า/กระเป๋าแบรนด์เนม: ประมาณ 20% - 30%
- เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม: ประมาณ 30%
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/โทรศัพท์มือถือ: ส่วนใหญ่มักได้รับยกเว้นอากรนำเข้า (เสียเฉพาะ VAT 7%) ค่ะ
4. คำแนะนำ
1) เช็กช่องทางการขนส่ง: หากส่งผ่านไปรษณีย์ปกติ (แบบลงทะเบียน) มีโอกาสสุ่มตรวจน้อยกว่า แต่ถ้าส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน (เช่น DHL, FedEx) บริษัทเหล่านี้จะสำแดงราคาตามจริง 100% และมักจะเรียกเก็บภาษีเราแน่นอนค่ะ
2) ระวังเรื่องของแถม/ของลดราคา: เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะอ้างอิงจาก "ราคาตลาด" หากเราสำแดงราคาต่ำผิดปกติ (Under Value) อาจถูกกักของและประเมินภาษีใหม่ได้ค่ะ
3) เก็บหลักฐานการชำระเงิน: ควรมีแคปหน้าจอหน้าเว็บและหลักฐานการตัดบัตรไว้ เผื่อต้องใช้ยื่นอุทธรณ์กรณีถูกประเมินภาษีสูงเกินจริงค่ะ
สรุปสั้นๆ : ช้อปออนไลน์ต่างประเทศเดี๋ยวนี้ไม่มีคำว่า "ภาษี 0 บาท" แล้วครับ อย่างน้อยๆ ต้องเตรียมเงินเผื่อไว้ 7% ของราคาสินค้าเสมอ จะได้ช้อปได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องลุ้นตอนของมาถึงค่ะ
กฎใหม่! ภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ สั่งของต่างประเทศบ่อยต้องรู้
1. เกณฑ์ใหม่ "7 บาทก็ต้องเสีย VAT"
จากเดิมที่เคยมีเกณฑ์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท แต่ ปัจจุบันกฎหมายเปลี่ยนแล้วค่ะ!
สินค้าทุกชิ้นที่นำเข้าจากต่างประเทศ: ไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่ (เริ่มตั้งแต่ 1 บาทแรก) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ทุกกรณีค่ะ
หมายเหตุ: ส่วนใหญ่อีคอมเมิร์ซเจ้าดังจะรวมยอดนี้ไปในขั้นตอนชำระเงินแล้ว แต่ถ้าสั่งตรงจากเว็บนอกเอง อาจต้องมาจ่ายตอนของถึงไทยค่ะ
2. ภาษีอากรนำเข้า (Import Duty)
นอกจาก VAT 7% แล้ว ยังมี "อากรขาเข้า" ซึ่งจะพิจารณาจาก ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย (CIF) ค่ะ
ถ้ายอดรวม (CIF) ไม่เกิน 1,500 บาท: ได้รับยกเว้น "อากรนำเข้า" (แต่ยังต้องเสีย VAT 7% ตามข้อ 1 นะคะ)
ถ้ายอดรวม (CIF) เกิน 1,500 บาท: ต้องเสียทั้ง อากรนำเข้า (ตามพิกัดอัตราภาษีของสินค้าชนิดนั้นๆ) และ VAT 7% ค่ะ
3. อัตราภาษีแต่ละประเภท (โดยประมาณ)
สินค้าแต่ละชนิดเสียภาษีไม่เท่ากันนะครับ คุณน้ายกตัวอย่างที่เจอบ่อยๆ มาให้ดูค่ะ:
- เครื่องสำอาง/น้ำหอม: ประมาณ 30%
- รองเท้า/กระเป๋าแบรนด์เนม: ประมาณ 20% - 30%
- เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม: ประมาณ 30%
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/โทรศัพท์มือถือ: ส่วนใหญ่มักได้รับยกเว้นอากรนำเข้า (เสียเฉพาะ VAT 7%) ค่ะ
4. คำแนะนำ
1) เช็กช่องทางการขนส่ง: หากส่งผ่านไปรษณีย์ปกติ (แบบลงทะเบียน) มีโอกาสสุ่มตรวจน้อยกว่า แต่ถ้าส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน (เช่น DHL, FedEx) บริษัทเหล่านี้จะสำแดงราคาตามจริง 100% และมักจะเรียกเก็บภาษีเราแน่นอนค่ะ
2) ระวังเรื่องของแถม/ของลดราคา: เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะอ้างอิงจาก "ราคาตลาด" หากเราสำแดงราคาต่ำผิดปกติ (Under Value) อาจถูกกักของและประเมินภาษีใหม่ได้ค่ะ
3) เก็บหลักฐานการชำระเงิน: ควรมีแคปหน้าจอหน้าเว็บและหลักฐานการตัดบัตรไว้ เผื่อต้องใช้ยื่นอุทธรณ์กรณีถูกประเมินภาษีสูงเกินจริงค่ะ
สรุปสั้นๆ : ช้อปออนไลน์ต่างประเทศเดี๋ยวนี้ไม่มีคำว่า "ภาษี 0 บาท" แล้วครับ อย่างน้อยๆ ต้องเตรียมเงินเผื่อไว้ 7% ของราคาสินค้าเสมอ จะได้ช้อปได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องลุ้นตอนของมาถึงค่ะ