สำนักงานประกันสังคมมีการเพิ่มอัตราเงินสมทบจาก 750 บาท เป็น 875 บาท ตั้งแต่ พ.ศ. 2569 ไม่มีความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ประกันตนและนายจ้างโดยไม่สมเหตุ เนื่องจากเงินสมทบในกองทุนต้องหดเล็กลงในอัตราไม่เกินปีละ 10% ของทุกปี เพราะมาตรา 21 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 บัญญัติให้คณะกรรมการอาจนำเงินไม่เกิน 10% จากเงินสมทบของทุกปีไปจ่ายตามมาตรา 18 และมาตรา 24 เพื่อประโยชน์ของคณะกรรมการเองและการบริหารสำนักงาน อาทิ เบี้ยประชุม รถหรู สร้างโรงอาหาร ผลิตปฏิทิน ฯลฯ จนมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ + เงินต้นที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนต้องหดเล็กลงในอัตราไม่เกิน 10% ของทุกปี แล้วกองทุนจะไม่ล่มสลายได้ยังไงกัน ถึงแม้มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ตาม โดยที่คณะกรรมการและ สปส.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยอีกด้วย!!
ดังนั้น การที่ สปส. ปรับเพิ่มอัตราจ่ายเงินสมทบจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกันตนแต่อย่างใด แล้วผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลใดเพื่อให้เงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ้างเข้ากองทุนทุกเดือนไม่ถูกทำให้หดลงในอัตราไม่เกิน 10% ของทุกปี จากผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ จนทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนที่มีอายุ 35 ปี (2533-2568) อยู่ที่ 1.92% ต่อปี เท่านั้น ทั้งที่ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 21 และมาตรา 24 สมควรต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จัดสรรจากงบประมาณของรัฐซึ่งเป็นเงินภาษีที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายให้รัฐบาลไปทุกปีเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ใช่บัญญัติให้คณะกรรมการอาจนำเงินในอัตราไม่เกิน 10% จากเงินสมทบของทุกปีไปจ่ายตามมาตรา 21 และมาตรา 24 ซ้ำซ้อนได้อีกต่อไป ดังนี้
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
มาตรา 18 กรรมการ ที่ปรึกษากรรมการการแพทย์ กรรมการอุทธรณ์ และอนุกรรมการ อาจได้รับเบี้ยประชุม ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
มาตรา 21 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักประกันสังคม เรียกว่ากองทุนประกันสังคม เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทน ตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 และเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 24 วรรคสอง
มาตรา 22 กองทุนประกอบด้วย
(1) เงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 และมาตรา 46
มาตรา 24 เงินกองทุนให้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้
คณะกรรมการอาจจัดสรรเงินกองทุนไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินสมทบของแต่ละปี เพื่อจ่ายตามมาตรา 18 และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงาน
ในกรณีที่เงินกองทุนไม่พอจ่ายตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนหรือเงินทดรองราชการให้ตามความจำเป็น
ดังนั้น ผู้ประกันตนและนายจ้างมีสิทธิยื่นคำฟ้อง/คำร้องนี้ต่อศาลใด ดังนี้
1.ศาลรัฐธรรมนูญ โดยส่งเรื่องร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้มาตรา 21 และมาตรา 24 บังคับใช้ไม่ได้อีกต่อไป?
2. ศาลปกครอง เพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ สปส.ยุติการบังคับใช้มาตรา 21 และมาตรา 24?
3.ศาลแรงงาน มีคำสั่งให้ สปส.ยุติการบังคับใช้มาตรา 21 และมาตรา 24?
เนื่องจาก ปทท มีศาลเป็นจำนวนมาก ดังนั้น คำฟ้อง/คำร้อง นี้ ผู้ประกันตน/นายจ้างควรยื่นต่อศาลใด เพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง?
การสั่งเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 เป็น 875 โดยไม่เป็นธรรม ผู้ประกันตนและนายจ้างมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลใดได้บ้าง
ดังนั้น การที่ สปส. ปรับเพิ่มอัตราจ่ายเงินสมทบจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกันตนแต่อย่างใด แล้วผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลใดเพื่อให้เงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ้างเข้ากองทุนทุกเดือนไม่ถูกทำให้หดลงในอัตราไม่เกิน 10% ของทุกปี จากผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ จนทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนที่มีอายุ 35 ปี (2533-2568) อยู่ที่ 1.92% ต่อปี เท่านั้น ทั้งที่ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 21 และมาตรา 24 สมควรต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จัดสรรจากงบประมาณของรัฐซึ่งเป็นเงินภาษีที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายให้รัฐบาลไปทุกปีเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ใช่บัญญัติให้คณะกรรมการอาจนำเงินในอัตราไม่เกิน 10% จากเงินสมทบของทุกปีไปจ่ายตามมาตรา 21 และมาตรา 24 ซ้ำซ้อนได้อีกต่อไป ดังนี้
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
มาตรา 18 กรรมการ ที่ปรึกษากรรมการการแพทย์ กรรมการอุทธรณ์ และอนุกรรมการ อาจได้รับเบี้ยประชุม ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
มาตรา 21 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักประกันสังคม เรียกว่ากองทุนประกันสังคม เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทน ตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 และเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 24 วรรคสอง
มาตรา 22 กองทุนประกอบด้วย
(1) เงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 และมาตรา 46
มาตรา 24 เงินกองทุนให้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้
คณะกรรมการอาจจัดสรรเงินกองทุนไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินสมทบของแต่ละปี เพื่อจ่ายตามมาตรา 18 และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงาน
ในกรณีที่เงินกองทุนไม่พอจ่ายตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนหรือเงินทดรองราชการให้ตามความจำเป็น
ดังนั้น ผู้ประกันตนและนายจ้างมีสิทธิยื่นคำฟ้อง/คำร้องนี้ต่อศาลใด ดังนี้
1.ศาลรัฐธรรมนูญ โดยส่งเรื่องร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้มาตรา 21 และมาตรา 24 บังคับใช้ไม่ได้อีกต่อไป?
2. ศาลปกครอง เพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ สปส.ยุติการบังคับใช้มาตรา 21 และมาตรา 24?
3.ศาลแรงงาน มีคำสั่งให้ สปส.ยุติการบังคับใช้มาตรา 21 และมาตรา 24?
เนื่องจาก ปทท มีศาลเป็นจำนวนมาก ดังนั้น คำฟ้อง/คำร้อง นี้ ผู้ประกันตน/นายจ้างควรยื่นต่อศาลใด เพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง?