ปฏิบัติการทลาย Black Market Page คอกม้าถอนเงินสดส่งข้ามแดนกว่า 300 ล้าน.

ศูนย์ ACSC ผนึกกำลัง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการทลาย Black Market Page พบเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดนกว่า 300 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา กลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้าทั้งชาวไทยและเมียนมา 5 ราย, กลุ่มทำหน้าที่กดถอนเงินสด 2 ราย, กลุ่มฟอกเงินและกลุ่มประสานงานคนร้ายฝั่งประเทศพม่า 3 ราย รวมทั้งหมด 10 ราย ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ, สมคบโดยการตกลงแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินฯ และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”

สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความในระบบ “แจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ว่าถูกมิจฉาชีพหลอกให้ซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ร้านประมูลเพชรนาฬิกา บีแอนด์เจไดมอนด์” และ “YCN บริษัท บวรพัฒน์ยางยนต์” แต่หลังจากโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าตามคำสั่งซื้อแต่อย่างใด ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่า คดีที่เกิดจากทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊กนี้ มีมูลค่าความเสียหายต่อคดีไม่มากนักจึงทำให้ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายแจ้งความในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนพฤติการณ์คดีที่คาดว่ากลุ่มผู้ต้องหากระทำความผิด


เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.2 บก.ปอท. ได้ทำการสืบสวนทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊ก พบว่า มีความเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์กลุ่มเดียวกัน ได้ร่วมกันใช้เพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ร้านประมูลเพชรนาฬิกา บีแอนด์เจ ไดมอนด์” มาหลอกขายนาฬิกาข้อมือในรูปแบบการประมูลสินค้า และอีกเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “YCN บริษัท บวรพัฒน์ยางยนต์” หลอกขายยางล้อรถยนต์ ซึ่งทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊กจะนำรูปภาพสินค้ามาโพสต์ขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และจะมีวิธีการสร้างแรงจูงใจด้วยการจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม

จากการสืบสวนพบว่าคนร้าย มีการใช้บริการประกาศโฆษณา (Meta ads) อีกทั้งยังสร้างหรือจัดหาเพจเฟซบุ๊กให้มีความน่าเชื่อถือ โดยการมีผู้ติดตามจำนวนมาก มีการรีวิวสินค้า หรือนำเพจเฟซบุ๊กที่มีการใช้งานนานแล้ว ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสนใจสินค้า และหลงเชื่อว่าเป็นเพจเฟซบุ๊กร้านค้าจริง จึงติดต่อซื้อสินค้า พร้อมทั้งโอนเงินให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งสุดท้ายไม่มีการจัดส่งสินค้าจริง เบื้องต้น พบว่า ภายในปี 2568 มีการกดถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท ข้ามไปยังฝั่งประเทศพม่า และสามารถจัดหาส่งบัญชีม้าไปให้กลุ่มคนร้ายฝั่งประเทศพม่าได้ตลอดไม่มีขาด

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบเครือข่ายกลุ่มผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์อีกกว่า 40 คดี มูลค่าความเสียหายที่แจ้งรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยมีลักษณะการหลอกลวงหลายรูปแบบ เช่น หลอกขายสินค้าออนไลน์, หลอกจองที่พัก และหลอกให้ทำงานหารายได้พิเศษ


จากการสืบสวน พบว่า กลุ่มคนร้ายยักย้ายถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าต่างๆ หลายทอดเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนที่จะโอนเงินต่อให้กับกลุ่มผู้ต้องหาฝ่ายทำหน้าที่กดถอนเงินสด ซึ่งตระเวนกดถอนเงินสดจากตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. จึงขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น ผู้ต้องหากลุ่มเปิดบัญชีม้า, กลุ่มจัดหาบัญชีม้า, กลุ่มฟอกเงิน (โอนและรับโอนเงิน), กลุ่มถอนเงินสด และกลุ่มผู้สั่งการ/ประสานงาน โดยออกหมายจับแล้วทั้งหมด 13 ราย แบ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย 10 คน, สัญชาติเมียนมา 2 ราย และบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติ 1 ราย

ต่อมา เมื่อวันที่ 21-24 ม.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้บูรณาการกำลังร่วมกัน โดยมี กก.2 บก.ปอท. ร่วมกับ กก.1 บก.ปอท., กก.4 บก.ป., กก.12 บก.รน., กก.5 บก.ทล., สภ.พาน และกก.สส.ภ.จว.เชียงราย ร่วมกันตรวจค้น 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, จ.ระยอง, จ.พะเยา และจ.เชียงราย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 10 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 26 รายการ...

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5539515/


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่