สวัสดีค่ะ เราเพิ่งเคยลองสร้างกระทู้ครั้งแรก ผิดถูกยังไงต้องขออภัยด้วยนะคะ จะพยายามเล่าให้ชัดเจนที่สุด
เราเป็นผู้หญิง ปัตตุบันอานุ 27 ปีแล้วค่ะ หลังเกิดเหตุเราได้แจ้งความคดี ขข ไปตั้งแต่ปี 67
แต่ตำรวจก็ยังไม่ตัดเลข ทำยังไงได้บ้างคะ
เมื่อปี 67 เราได้เจอกับผู้ชายคนนึงผ่านแอปเหลือง คุยไปๆมาๆ ก็เลยนัดเจอกันที่ฟิตเนส ครั้งแรกลองให้เขาเทรนให้ (เขาเป็นเทรนเนอร์ในฟิตเนสที่เราเป็นสมาชิกอยู่ค่ะ) ครั้งที่สองเขาชวนไปคลาสออกกำลังกายกับเพื่อนเขา
ซึ่งตอนเจอแต่ละครั้ง เราไม่เคยเกินเลยกันเลยค่ะ ไม่มีจับมือ จูบกอดอะไรทั้งนั้น เราเลยมองว่าเขาเป็นคนคุยที่เรื่อย ๆ ช้าๆ น่าจะเป็นสุภาพบุรุษมากพอ
ทีนี้มาเจอครั้งที่ 3 เขาชวนให้เราไปหาเขาที่สาขาที่ทำงาน เรามีธุระแถวนั้นพอดีเลยแวะไป พอเจอกันเขาก็ชวนเรากินข้าว จากนั้นเขาก็อาสาจะไปส่งเราที่รถ ซึ่งตอนนั้นก็ประมาณจะสี่ทุ่มแล้วค่ะ เราจอดรถบนตึก เราก็มองว่าโอเค ไม่น่ามีอะไร ก็ให้เขาไปส่ง จากนั้นเขาก็ขอให้เขาไปส่งที่ป้อมยามด้านล่าง เพราะจอดมอไซต์ไว้ เราก็โอเค เพราะแค่วนรถไปส่ง พอขึ้นมาบนรถ เราก็สตาร์ทรถกำลังจะออก เขาบอกว่าเดี๊ยวสิ อยู่คุยด้วยกันก่อน
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มม่จับมือ มาจูบ ลวนลามเรา บังคับกดหัวให้เราอมของเขา ตอนนั้นเราสติแตกแล้วค่ะ ไม่รู้จะสลัดคนนี้ออกยังไง เพราะเขาอยู่บนรถเรา ตึกจอดรถตอนนั้นมันก็เงียบ เราก็ไม่กล้าทำอะไร จนเขาพยายาม ขข เรา ซึ่งเราก็พยายามสู้ด้วยการทั้งบอกว่า ไม่ หลาย ๆ ครั้ง เขาก็บังคับถอดกางเกงให้เรา ซึ่งตอนนั้นเรากลัวมาก พยายามเอามือดันตัวเขาออก ไม่ได้อยากมีอะไรกับเขา เพราะรู้สึกว่าก็ไม่ได้รู้จักเขาดีมากพอขนาดนั้น
แล้วพอเราเริ่มเสียงดังโวยวายเขาถึงหยุด เพราะเจ็บด้วยและก็ไม่อยากมีจริงๆ เขาก็พยายามโทษว่าเป็นความผิดเรา ที่เราไม่ยอมเขาเพราะเราคุยกับคนอื่นอยู่ ตอนนั้นเราทั้งไม่มีสติ แล้วก็กลัวมาก ๆ พอเขาลงจากรถไป เราก็ขับกลับบ้านแล้วร้องไห้เลยค่ะ โทรคุยกับเพื่อนว่ามันคือการ ขข หรือเปล่า คืนนั้นนอนไม่ได้เลยค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงดี เขาเอาโรคมาติดมั้ย เราต้องไปแจ้งความรึเปล่า ถ้าแจ้งความแล้วเราจะมีหลักฐานพอมั้ย เราค่อนข้างกังวลค่ะ
ตอนเช้าตื่นมาเลยโทรหา 1663 เพื่อปรึกษา จากนั้นก็ไปรับยา Prep ตามคำแนะนำ ซึ่งตอนเราเล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอฟัง เขาก็แนะนำให้เราไป รพ. เพื่อตรวจร่างกายก่อน จะแจ้งความมั้ยค่อยคิดอีกทีก็ได้ แต่รีบไปตรวจร่างกายก่อน เราก็ไปตรวจร่างกาย แล้วหลังจากนั้นเราก็ลองทักแชทเขาไป เพื่อจะให้เขาสารภาพเพราะเราต้องการหลักฐาน ซึ่งเขาก็พิมพ์มาว่า "ถึงจุดที่มันบังคับกันพี่ก็หยุด" แต่ในความเป็นจริง กว่าเขาจะหยุดมันก็สายไปแล้วค่ะ เราพยายามเคลียร์งานประจำให้เสร็จ แล้วถึงไปแจ้งความต่อ
คดีก็ล่าช้ามาก ๆ ค่ะ ใช้เวลาถึงหนึ่งปีกว่า ๆ กว่าเขาจะเรียกฝ่ายชายมา ซึ่งทนายฝั่งเขาก็ติดต่อมา เพื่อที่จะขอไกล่เกลี่ย และบอกเราว่า เขามีชดใช้ค่าความเสียหายให้เราแค่ 50k บาท ซึ่งเราคิดว่ามันไม่สามารถชดเชยในสิ่งที่เราเสียไปได้ ทั้งความรู้สึก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสุขภาพจิตของเรา ใจจริงเราอยากจะให้ดำเนินคดีจนถึงขั้นเขาเข้าคุกด้วยซ้ำค่ะ แม้เรื่องจะผ่านมานานแค่ไหน แต่เวลานึกถึง หรือพูดถึงเรื่องนี้ เราจะร้องไห้ทุกครั้งเลยค่ะ
เราทั้งพยายามติดต่อไปที่ที่ทำงานกับเขา เพื่อร้องเรียนสิ่งที่เกิดขึ้น ทางบริษัทเขาตอบกลับมาว่า "เป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน ไม่สามารถเอาผิดได้" เราทั้งเสียสุขภาพจิต ยกเลิกฟิตเนสนั้นจนไม่อยากออกกำลังกาย และทั้ง ๆ ที่ ณ ตอนเหตุการ์ณที่เกิดขึ้น เรายังเป็นลูกค้าเขาอยู่ พอเจอแบบนี้ไปเรารู้สึกเลยว่าฟิตเนสนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยค่ะ เสียใจมาก ๆ ที่เคยหลงไปสมัคร
เราทั้งต้องติดตามคดี และทำงานไปด้วย เราเหนื่อยมาก ๆ เลยหาทนายให้มาช่วยติดตามคดี ซึ่งค่าจ้างเราก็จ่ายไปทั้งหมด 110k เรียกได้ว่าทุ่มเงินเก็บของตัวเองเกือบทั้งหมด เพื่อแค่อยากทวงความยุติธรรมให้กับตัวเอง แต่สุดท้ายตลกร้าย ทนายคนนั้นเขาโกงเงินของเราทั้งหมด เพราะติดการพนัน จนตอนนี้จาก 1 คดี ก็เพิ่มมาเป็น 2 คดี
เบื้องต้นเราได้ไปเขียนรายงานคำกล่าวหาที่สภาทนาย และแจ้งความเรื่องฉ้อโกง และเขียนรายงานขอติดตามเร่งรัดคดีแล้วที่จเรของตำรวจ แต่เราท้อมากเลยค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ควรทำยังไงต่อไปดีคะ สุขภาพจิตก็แย่ลงทุกวัน ทุกอย่างมันช้าไปมาก และยังมาซวยซ้ำซ้อนอีก ในขณะที่อีกฝ่ายได้เลื่อนขั้นเป็นผจก.สาขา เรารู้สึกโกรธแค้นมากค่ะ ที่เขาไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ทั้งๆที่สิ่งเขาทำมันเลวร้ายยิ่งกว่าอะไร เราควรจะทำยังไงต่อดีคะ เครียดมากเลยค่ะ เรื่องผ่านมาถึงขนาดนี้ เราก็ยังไม่กล้าจะบอกพ่อกับแม่เราเลยค่ะ กลัวเขาผิดหวังในตัวเรา กลัวเขามองว่าเราเอาปัญหามาให้เขา ท้อใจมาก ๆ ค่ะ
โดน ขข มาตั้งแต่ ปี 67 แล้วคดียังไม่คืบหน้า แถมยังซวยซ้ำซ้อนอีกด้วยค่ะ
เราเป็นผู้หญิง ปัตตุบันอานุ 27 ปีแล้วค่ะ หลังเกิดเหตุเราได้แจ้งความคดี ขข ไปตั้งแต่ปี 67
แต่ตำรวจก็ยังไม่ตัดเลข ทำยังไงได้บ้างคะ
เมื่อปี 67 เราได้เจอกับผู้ชายคนนึงผ่านแอปเหลือง คุยไปๆมาๆ ก็เลยนัดเจอกันที่ฟิตเนส ครั้งแรกลองให้เขาเทรนให้ (เขาเป็นเทรนเนอร์ในฟิตเนสที่เราเป็นสมาชิกอยู่ค่ะ) ครั้งที่สองเขาชวนไปคลาสออกกำลังกายกับเพื่อนเขา
ซึ่งตอนเจอแต่ละครั้ง เราไม่เคยเกินเลยกันเลยค่ะ ไม่มีจับมือ จูบกอดอะไรทั้งนั้น เราเลยมองว่าเขาเป็นคนคุยที่เรื่อย ๆ ช้าๆ น่าจะเป็นสุภาพบุรุษมากพอ
ทีนี้มาเจอครั้งที่ 3 เขาชวนให้เราไปหาเขาที่สาขาที่ทำงาน เรามีธุระแถวนั้นพอดีเลยแวะไป พอเจอกันเขาก็ชวนเรากินข้าว จากนั้นเขาก็อาสาจะไปส่งเราที่รถ ซึ่งตอนนั้นก็ประมาณจะสี่ทุ่มแล้วค่ะ เราจอดรถบนตึก เราก็มองว่าโอเค ไม่น่ามีอะไร ก็ให้เขาไปส่ง จากนั้นเขาก็ขอให้เขาไปส่งที่ป้อมยามด้านล่าง เพราะจอดมอไซต์ไว้ เราก็โอเค เพราะแค่วนรถไปส่ง พอขึ้นมาบนรถ เราก็สตาร์ทรถกำลังจะออก เขาบอกว่าเดี๊ยวสิ อยู่คุยด้วยกันก่อน
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มม่จับมือ มาจูบ ลวนลามเรา บังคับกดหัวให้เราอมของเขา ตอนนั้นเราสติแตกแล้วค่ะ ไม่รู้จะสลัดคนนี้ออกยังไง เพราะเขาอยู่บนรถเรา ตึกจอดรถตอนนั้นมันก็เงียบ เราก็ไม่กล้าทำอะไร จนเขาพยายาม ขข เรา ซึ่งเราก็พยายามสู้ด้วยการทั้งบอกว่า ไม่ หลาย ๆ ครั้ง เขาก็บังคับถอดกางเกงให้เรา ซึ่งตอนนั้นเรากลัวมาก พยายามเอามือดันตัวเขาออก ไม่ได้อยากมีอะไรกับเขา เพราะรู้สึกว่าก็ไม่ได้รู้จักเขาดีมากพอขนาดนั้น
แล้วพอเราเริ่มเสียงดังโวยวายเขาถึงหยุด เพราะเจ็บด้วยและก็ไม่อยากมีจริงๆ เขาก็พยายามโทษว่าเป็นความผิดเรา ที่เราไม่ยอมเขาเพราะเราคุยกับคนอื่นอยู่ ตอนนั้นเราทั้งไม่มีสติ แล้วก็กลัวมาก ๆ พอเขาลงจากรถไป เราก็ขับกลับบ้านแล้วร้องไห้เลยค่ะ โทรคุยกับเพื่อนว่ามันคือการ ขข หรือเปล่า คืนนั้นนอนไม่ได้เลยค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงดี เขาเอาโรคมาติดมั้ย เราต้องไปแจ้งความรึเปล่า ถ้าแจ้งความแล้วเราจะมีหลักฐานพอมั้ย เราค่อนข้างกังวลค่ะ
ตอนเช้าตื่นมาเลยโทรหา 1663 เพื่อปรึกษา จากนั้นก็ไปรับยา Prep ตามคำแนะนำ ซึ่งตอนเราเล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอฟัง เขาก็แนะนำให้เราไป รพ. เพื่อตรวจร่างกายก่อน จะแจ้งความมั้ยค่อยคิดอีกทีก็ได้ แต่รีบไปตรวจร่างกายก่อน เราก็ไปตรวจร่างกาย แล้วหลังจากนั้นเราก็ลองทักแชทเขาไป เพื่อจะให้เขาสารภาพเพราะเราต้องการหลักฐาน ซึ่งเขาก็พิมพ์มาว่า "ถึงจุดที่มันบังคับกันพี่ก็หยุด" แต่ในความเป็นจริง กว่าเขาจะหยุดมันก็สายไปแล้วค่ะ เราพยายามเคลียร์งานประจำให้เสร็จ แล้วถึงไปแจ้งความต่อ
คดีก็ล่าช้ามาก ๆ ค่ะ ใช้เวลาถึงหนึ่งปีกว่า ๆ กว่าเขาจะเรียกฝ่ายชายมา ซึ่งทนายฝั่งเขาก็ติดต่อมา เพื่อที่จะขอไกล่เกลี่ย และบอกเราว่า เขามีชดใช้ค่าความเสียหายให้เราแค่ 50k บาท ซึ่งเราคิดว่ามันไม่สามารถชดเชยในสิ่งที่เราเสียไปได้ ทั้งความรู้สึก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสุขภาพจิตของเรา ใจจริงเราอยากจะให้ดำเนินคดีจนถึงขั้นเขาเข้าคุกด้วยซ้ำค่ะ แม้เรื่องจะผ่านมานานแค่ไหน แต่เวลานึกถึง หรือพูดถึงเรื่องนี้ เราจะร้องไห้ทุกครั้งเลยค่ะ
เราทั้งพยายามติดต่อไปที่ที่ทำงานกับเขา เพื่อร้องเรียนสิ่งที่เกิดขึ้น ทางบริษัทเขาตอบกลับมาว่า "เป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน ไม่สามารถเอาผิดได้" เราทั้งเสียสุขภาพจิต ยกเลิกฟิตเนสนั้นจนไม่อยากออกกำลังกาย และทั้ง ๆ ที่ ณ ตอนเหตุการ์ณที่เกิดขึ้น เรายังเป็นลูกค้าเขาอยู่ พอเจอแบบนี้ไปเรารู้สึกเลยว่าฟิตเนสนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยค่ะ เสียใจมาก ๆ ที่เคยหลงไปสมัคร
เราทั้งต้องติดตามคดี และทำงานไปด้วย เราเหนื่อยมาก ๆ เลยหาทนายให้มาช่วยติดตามคดี ซึ่งค่าจ้างเราก็จ่ายไปทั้งหมด 110k เรียกได้ว่าทุ่มเงินเก็บของตัวเองเกือบทั้งหมด เพื่อแค่อยากทวงความยุติธรรมให้กับตัวเอง แต่สุดท้ายตลกร้าย ทนายคนนั้นเขาโกงเงินของเราทั้งหมด เพราะติดการพนัน จนตอนนี้จาก 1 คดี ก็เพิ่มมาเป็น 2 คดี
เบื้องต้นเราได้ไปเขียนรายงานคำกล่าวหาที่สภาทนาย และแจ้งความเรื่องฉ้อโกง และเขียนรายงานขอติดตามเร่งรัดคดีแล้วที่จเรของตำรวจ แต่เราท้อมากเลยค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ควรทำยังไงต่อไปดีคะ สุขภาพจิตก็แย่ลงทุกวัน ทุกอย่างมันช้าไปมาก และยังมาซวยซ้ำซ้อนอีก ในขณะที่อีกฝ่ายได้เลื่อนขั้นเป็นผจก.สาขา เรารู้สึกโกรธแค้นมากค่ะ ที่เขาไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ทั้งๆที่สิ่งเขาทำมันเลวร้ายยิ่งกว่าอะไร เราควรจะทำยังไงต่อดีคะ เครียดมากเลยค่ะ เรื่องผ่านมาถึงขนาดนี้ เราก็ยังไม่กล้าจะบอกพ่อกับแม่เราเลยค่ะ กลัวเขาผิดหวังในตัวเรา กลัวเขามองว่าเราเอาปัญหามาให้เขา ท้อใจมาก ๆ ค่ะ