คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
มีวิธีที่ผมใช้แล้วได้ผลชะงักครับ
- กินยา "daflon 500" ให้กินตามที่เภสัชแนะนำ
- ใช้ ยาเหน็บหรือสอดริดสีดวงทวาร (สอบถามเภสัช) เหน็บหรือสอดเมื่อติ่งริชชี่เกิดการอักเสบแล้วรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถ่าย
แต่นั่นคือวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าครับ วิธีถาวรก็คือ คุณต้องไม่ทำให้ท้องผูก ไม่ทำให้อุจจาระแข็งเป็นเม็ด รวมถึงไม่ทำให้อุจจาระใหญ่และแข็งเกินไป เพราะนั่นจะทำให้ติ่งริชชี่อักเสบ แล้วโรคก็จะกำเริบอีก
ใช่แล้วครับ เจ้าติ่งนี้ไม่ได้หายไปไหนแม้กินยาแล้ว มันจะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต แต่ปรัชญาการดำเนินชีวิตของเราก็คือ เราต้องอยู่กับมันได้ครับ
นอกจากคุณตัดสินใจไปผ่าตัด แต่นั่นก็อาจเกิดปัญหาใหม่ตามมา (ควรปรึกษาแพทย์แล้วเรียนรู้จากประสบการณ์รุ่นพี่ที่ทำมา ในพันทิปมีรีวิวเยอะมากครับ ทั้งเคสสำเร็จ และไม่สำเร็จ)
เอาล่ะครับ นี่คือวิธีอยู่เป็น กับเจ้าติ่งนี้
- ต้องถ่ายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 1-2 รอบต่อวัน ห้ามเก็บไว้ เพราะไม่งั้น แข็ง เป็นเม็ด ออกยาก เบ่งมาก ติ่งเปล่ง เจ็บ เลือดไหล ใช้ยาสอด มันจะวนแบบนี้เป็นวัฎจักร!
- อย่าทำให้อุจจาระแข็ง: เราต้องเข้าใจ Anatomy ของอุจจาระอย่างลึกซึ้งก่อนครับ อุจจาระเมื่อออกจากลำไส้เล็กสู่ลำไส้ใหญ่ จะถูกดึงน้ำที่เป็นแร่ธาตุต่างๆ กลับคืนสู่ร่างกาย ซึ่งนั่นจะทำให้อุจจาระมีการก่อตัวจนกลายเป็นก้อนอย่างที่เราเห็น
แต่ปัญหาคือ ความไม่สมดุลของความชุ่มชื้นของอุจจาระจากการดึงน้ำกลับ
แต่เราก็มีตัวที่จะมาสร้างสมดุลนั้น นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “จุลินทรีย์” ที่อยู่ในอุจจาระเรา พวกมันใช้อุจจาระเราเป็นอาหารของมัน เจ้าพวกนี้มักจะทำการ “ออสโมซิส” เมื่อมันกินอิ่ม นั่นคือ การดึงของเหลวหรือน้ำ จากลำไส้เราออกมาจนชะโลมอุจจาระเราจนเกิดความนิ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสที่มันจะออกไปแพร่พันธุ์ยังโลกภายนอกต่อไป นั่นคือนิเวศน์ในลำไส้ที่มันเป็นวัฎจักรอย่างนี้มาช้านาน
แต่เมื่อไรที่จุลินทรีย์น้อยลง หรืออาหารของมันน้อยลง เมื่อนั้นวัฎจักรนั้นก็สูญเสียไป ก็ทำให้เราถ่ายยาก เพราะอุจจาระเราจะแข็งและเป็นก้อนเล็กๆ จากการที่ลำไส้ดูดน้ำกลับแต่ไม่มีตัวดึงน้ำให้สมดุล
วิธีการก็คือ
+ เพิ่มจุลินทรีย์ หากวิเคราะห์แล้วว่า จุลินทรีย์เราน้อยไป (ส่วนใหญ่มักเกิดจากผู้ที่ผ่าตัดไส้ติ่งที่เคยเป็นรังจุลินทรีย์ทิ้ง) เช่น โยเกิร์ต (ควรเป็นรสจืดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหม่คือ อ้วน หรือเบาหวาน)
+ เพิ่มอาหารให้มัน หากวิเคราะห์แล้วว่าอาหารของพวกมันน้อยไป ด้วยการกินอาหารประเภทไฟเบอร์มากขึ้น เช่น ผักต่างๆ แน่นอนผักสดจะดีที่สุดเพราะยังมีสารอาหารสำหรับพวกมันหลงเหลืออยู่ (แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาด)
หรือหากไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเป็นคนไม่ชอบกินผัก (บางคนกินผักมากไป ไปเพิ่มเนื้ออุจจาระจนจุลินทรีย์ดึงน้ำมาชะโลมน้อยไปก็เกิดการท้องผูกได้เหมือนกัน) ก็อาจกินพวกพรีไบโอติกส์ที่ขายตามร้านขายยา ที่ผมเคยใช้แล้วได้ผลดีมากคือ "ยาแลคตูโลส" ซึ่งมีหลายยี่ห้อ ลองถามเภสัชดู (หรือหลังใมค์ถามผมก็ได้ เพราะกินอยู่)
อีกเทคนิคนึงที่ได้ผลดี แต่เป็นเทคนิคเสริม นั่นก็คือ ดื่มน้ำแร่ที่มีแร่แมกนีเซี่ยมสูง เพราะแมกนีเซี่ยมจะมีคุณสมบัติในการดึงน้ำจากลำไส้ใหญ่เช่นเดียวกับจุลินทรีย์ ผมจะใช้วิธีดื่มน้ำแร่แทนน้ำปกติ ช่วยได้เยอะมากครับ
+ อย่านั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ให้ลุกขึ้น เดินไปไหนมาไหนบ้าง หรือทำงานบ้าน หรือหากออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะๆ เป็นประจำ จะดีมาก เพราะได้ทั้งสุขภาพที่ดี และช่วยให้อุจจาระมีการเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น สู้ๆ นะครับ
- กินยา "daflon 500" ให้กินตามที่เภสัชแนะนำ
- ใช้ ยาเหน็บหรือสอดริดสีดวงทวาร (สอบถามเภสัช) เหน็บหรือสอดเมื่อติ่งริชชี่เกิดการอักเสบแล้วรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถ่าย
แต่นั่นคือวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าครับ วิธีถาวรก็คือ คุณต้องไม่ทำให้ท้องผูก ไม่ทำให้อุจจาระแข็งเป็นเม็ด รวมถึงไม่ทำให้อุจจาระใหญ่และแข็งเกินไป เพราะนั่นจะทำให้ติ่งริชชี่อักเสบ แล้วโรคก็จะกำเริบอีก
ใช่แล้วครับ เจ้าติ่งนี้ไม่ได้หายไปไหนแม้กินยาแล้ว มันจะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต แต่ปรัชญาการดำเนินชีวิตของเราก็คือ เราต้องอยู่กับมันได้ครับ
นอกจากคุณตัดสินใจไปผ่าตัด แต่นั่นก็อาจเกิดปัญหาใหม่ตามมา (ควรปรึกษาแพทย์แล้วเรียนรู้จากประสบการณ์รุ่นพี่ที่ทำมา ในพันทิปมีรีวิวเยอะมากครับ ทั้งเคสสำเร็จ และไม่สำเร็จ)
เอาล่ะครับ นี่คือวิธีอยู่เป็น กับเจ้าติ่งนี้
- ต้องถ่ายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 1-2 รอบต่อวัน ห้ามเก็บไว้ เพราะไม่งั้น แข็ง เป็นเม็ด ออกยาก เบ่งมาก ติ่งเปล่ง เจ็บ เลือดไหล ใช้ยาสอด มันจะวนแบบนี้เป็นวัฎจักร!
- อย่าทำให้อุจจาระแข็ง: เราต้องเข้าใจ Anatomy ของอุจจาระอย่างลึกซึ้งก่อนครับ อุจจาระเมื่อออกจากลำไส้เล็กสู่ลำไส้ใหญ่ จะถูกดึงน้ำที่เป็นแร่ธาตุต่างๆ กลับคืนสู่ร่างกาย ซึ่งนั่นจะทำให้อุจจาระมีการก่อตัวจนกลายเป็นก้อนอย่างที่เราเห็น
แต่ปัญหาคือ ความไม่สมดุลของความชุ่มชื้นของอุจจาระจากการดึงน้ำกลับ
แต่เราก็มีตัวที่จะมาสร้างสมดุลนั้น นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “จุลินทรีย์” ที่อยู่ในอุจจาระเรา พวกมันใช้อุจจาระเราเป็นอาหารของมัน เจ้าพวกนี้มักจะทำการ “ออสโมซิส” เมื่อมันกินอิ่ม นั่นคือ การดึงของเหลวหรือน้ำ จากลำไส้เราออกมาจนชะโลมอุจจาระเราจนเกิดความนิ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสที่มันจะออกไปแพร่พันธุ์ยังโลกภายนอกต่อไป นั่นคือนิเวศน์ในลำไส้ที่มันเป็นวัฎจักรอย่างนี้มาช้านาน
แต่เมื่อไรที่จุลินทรีย์น้อยลง หรืออาหารของมันน้อยลง เมื่อนั้นวัฎจักรนั้นก็สูญเสียไป ก็ทำให้เราถ่ายยาก เพราะอุจจาระเราจะแข็งและเป็นก้อนเล็กๆ จากการที่ลำไส้ดูดน้ำกลับแต่ไม่มีตัวดึงน้ำให้สมดุล
วิธีการก็คือ
+ เพิ่มจุลินทรีย์ หากวิเคราะห์แล้วว่า จุลินทรีย์เราน้อยไป (ส่วนใหญ่มักเกิดจากผู้ที่ผ่าตัดไส้ติ่งที่เคยเป็นรังจุลินทรีย์ทิ้ง) เช่น โยเกิร์ต (ควรเป็นรสจืดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหม่คือ อ้วน หรือเบาหวาน)
+ เพิ่มอาหารให้มัน หากวิเคราะห์แล้วว่าอาหารของพวกมันน้อยไป ด้วยการกินอาหารประเภทไฟเบอร์มากขึ้น เช่น ผักต่างๆ แน่นอนผักสดจะดีที่สุดเพราะยังมีสารอาหารสำหรับพวกมันหลงเหลืออยู่ (แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาด)
หรือหากไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเป็นคนไม่ชอบกินผัก (บางคนกินผักมากไป ไปเพิ่มเนื้ออุจจาระจนจุลินทรีย์ดึงน้ำมาชะโลมน้อยไปก็เกิดการท้องผูกได้เหมือนกัน) ก็อาจกินพวกพรีไบโอติกส์ที่ขายตามร้านขายยา ที่ผมเคยใช้แล้วได้ผลดีมากคือ "ยาแลคตูโลส" ซึ่งมีหลายยี่ห้อ ลองถามเภสัชดู (หรือหลังใมค์ถามผมก็ได้ เพราะกินอยู่)
อีกเทคนิคนึงที่ได้ผลดี แต่เป็นเทคนิคเสริม นั่นก็คือ ดื่มน้ำแร่ที่มีแร่แมกนีเซี่ยมสูง เพราะแมกนีเซี่ยมจะมีคุณสมบัติในการดึงน้ำจากลำไส้ใหญ่เช่นเดียวกับจุลินทรีย์ ผมจะใช้วิธีดื่มน้ำแร่แทนน้ำปกติ ช่วยได้เยอะมากครับ
+ อย่านั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ให้ลุกขึ้น เดินไปไหนมาไหนบ้าง หรือทำงานบ้าน หรือหากออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะๆ เป็นประจำ จะดีมาก เพราะได้ทั้งสุขภาพที่ดี และช่วยให้อุจจาระมีการเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น สู้ๆ นะครับ
แสดงความคิดเห็น
ใครเป็นริดสีดวงช่วยตอบหน่อยค่ะ
ไม่กล้าผ่าตัดมีที่ไหนที่รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดไหมค่ะ หรือมีวิธีอะไรช่วยบรรเทาอาการริดสีดวงได้บ้างช่วยบอกเอาบุญหน่อยค่ะ พลีสสสส หรือถ้าต้องผ่าจริงๆ ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ค่ะ ช่วยกันตอบหน่อยน้าขอบคุณล่วงหน้าค่ะ