(เชื่อว่า หลายคนเห็นความยาวบรรทัด น่าจะถอดใจกันไปเป็นแถว ค่ะ มาในยุค 2025-2026 เราหวังว่าทุกคนจะมีความคิดที่ก้าวหน้าขึ้นเยอะ เรากลับมาตั้งกระทู้คำถามอีกครั้ง ตอนนั้นอายุ12-13 ปัจจุบันอายุ16 ใกล้17 อันที่จริงจะไม่กลับมาแล้ว ถ้าไม่มีข้อความหลังไมค์ทักมา ก็จะลืมไปเลย ว่าตอนนั้นปัญหาของเราเคยถูกเมิน) อาจพิมตกหล่น รีบบบ
ตัวของเราเคยถูกแซะ จาก ผู้ใหญ่"ส่วนเยอะ/ไม่ใช่ทุกคน ยังมีคนดีอยู่คนหนึ่ง" ในตั้งกระทู้ปัญหาชีวิตครอบครัว ว่าสิ่งที่เราเรียกร้อง มันเป็นการหาแสง และไม่ใช่ความจริง ควรจะแท็กหมวดนิยายไป เพียงเพราะ"เขียนภาษาไทย สะกดถูก เหมือนผู้ใหญ่พิมพ์" ซึ่งเราพึ่งตระหนักว่าตนเองอายุเพียง12-13ปีในตอนนั้น อายุยังทำงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารไม่ได้ด้วยซํ้า นางสาวก็ยังไม่ใช้ เรายังเด็กมากจริงๆ เราโตมากับปัญหา คุณพ่อทำร้าย ใช้ความรุนแรงให้เห็น เสพยา "จริงๆ" แต่เพราะตอนนั้นเราเด็ก ไม่มีอำนาจ หรือ สิทธิ์ที่จะปกป้องร่างกายตัวเองด้วยการเรียกร้องด้วยซ้ำ เราเป็นคนที่คิดเยอะมาตั้งแต่นั้น และอยู่ในยุคที่ปีนั้น ยังมีการตีเด็กแรงๆ ตัวเราพอเริ่มโตได้ ก็เริ่มคิดเปลี่ยนไป เริ่มตั้งคำถาม หาความช่วยเหลือ ช่วงนั้นคุณพ่อก็น่าจะหนีตามเมียน้อยไประยะหนึ่งแล้ว เราโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อายุเยอะ มากๆ ทำให้เห็นอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เราเริ่มที่มองย้อนกลับไปช่วงหนึ่งที่เรามีปัญหา เป็นแค่เด็กประถม แต่ทำไมผู้ใหญ่ถึงคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือคิดว่าบางทีเราอาจจะเป็นผู้ใหญ่ แต่แกล้งมาตั้งกระทู้หาแสง มันรู้สึกน้อยใจจริงๆค่ะ กว่าจะกล้าขอร้องผู้ใหญ่ ก็มาอยู่ช่วงม.3-ม.ปลาย ที่เริ่มเข้ารับคำปรึกษาสุขภาพจิต เราจมอยู่กับความกลัว ไม่กล้าบอกปัญหากับใคร แต่จะบอกกับคนที่มาให้คำปรึกษา ทุกครั้งที่ส่งข้อความหาคนสนิทเราจะยกเลิกเสมอ เพราะคิดว่ามันดูตลก นึกอีกที มันก็ผ่านมานานแล้วปัญหาของเรา จนจำไม่ได้แล้ว มันถูกเมินไปนาน จนรู้ว่าตัวเองอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนี้นาน นานจนสังเกตตัวเองได้ ว่ามีอาการตื่นตระหนก หัวใจสั่น โฟกัสกับสิ่งตรงหน้าไม่ได้ จากเสียงฝีเท้าพ่อ หรือทุกครั้งที่เห็น/ได้ยิน บางอย่างที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดิมๆ ชีวิตทั้งวันนั้นก็จะทุก อยู่กับความกลัว ทั้งหลบซ่อน หนีเขา จะสู้ก็ไม่ได้ เห็นหน้าเขาก็รู้สึกรังเกียจ การเป็นคนที่ไม่ชอบเพศตรงข้าม(ผช. ที่ไม่ทำงาน ขอเงินผญ. แต่ดันอีโก้สูง ไม่รู้ว่าตัวเองขี้แพ้) กระทั่งเราทนไม่ไหว ไม่อยากเป็นผู้หญิงแบบแม่ เป็นคนที่ใช้ชีวิตในรุ่นของแม่ ที่คนก้มหัวให้พ่อแม่(ที่ห่วยแตก)โดยไม่รู้ความจริง ว่าตัวเองเนี่ยแหละจะชีวิตสั้นกว่าพ่อแม่อีก ไม่อยากเป็นผู้หญิงที่ยอมผู้ชายอีกต่อไป เราย้ายบ้านหนี หนีไปนอนบ้านเพื่อนว่า จนล่วงเลยมาในวันเสาร์ 24 มกรา เราไปสถานีเพื่อลง บันทึกประจำวัน ไว้ก่อนค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้เราตื้นตัน/น้อยใจ พี่ตร.พูด "จริงๆ ปัญหาครอบครัว มันไม่จบไม่สิ้น มีแต่จะบานปลาย อันที่จริงควรแจ้งเจ้าหน้าที่ไปลงเลยด้วยซ้ำ จะรอให้เขาทำอะไรเราก่อนหรอ คิดว่าตอนนั้นเราจะมีชีวิตมาสถานีไหมล่ะ? ก็ต้องแจ้งตำรวจให้ไปลงพื้นที่เลย" ตอนฟังก็เก็บมานั่งคิดนานเลย เรารู้สึก อิจฉา/หมั่นไส้ ตัวเองในตอนนี้ และก็น้อยใจที่ว่า ทำไมเมื่อปีนั้น ถึงไม่มีใครมองเห็นหัวเด็ก12ปีบ้างเลย เราต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า แล้วทุกคน ครู/ญาติ หายไปไหนหมด
แต่ปัจจุบันตอนนี้คิดว่ากำลังวางแผนหางานทำจริงจัง เก็บพอร์ตเข้ามหาลัย แล้วหนีไปอยู่ที่ไหนสักที่ในกรุงเทพค่ะ แต่ติดตรงที่ ไม่รู้ไปอยู่ไหนดี555 see ya
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ชอบลดคุณค่า/เมินปัญหาของเด็ก? (มาเล่าผลกระทบ เชิงน้อยใจ555)
ตัวของเราเคยถูกแซะ จาก ผู้ใหญ่"ส่วนเยอะ/ไม่ใช่ทุกคน ยังมีคนดีอยู่คนหนึ่ง" ในตั้งกระทู้ปัญหาชีวิตครอบครัว ว่าสิ่งที่เราเรียกร้อง มันเป็นการหาแสง และไม่ใช่ความจริง ควรจะแท็กหมวดนิยายไป เพียงเพราะ"เขียนภาษาไทย สะกดถูก เหมือนผู้ใหญ่พิมพ์" ซึ่งเราพึ่งตระหนักว่าตนเองอายุเพียง12-13ปีในตอนนั้น อายุยังทำงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารไม่ได้ด้วยซํ้า นางสาวก็ยังไม่ใช้ เรายังเด็กมากจริงๆ เราโตมากับปัญหา คุณพ่อทำร้าย ใช้ความรุนแรงให้เห็น เสพยา "จริงๆ" แต่เพราะตอนนั้นเราเด็ก ไม่มีอำนาจ หรือ สิทธิ์ที่จะปกป้องร่างกายตัวเองด้วยการเรียกร้องด้วยซ้ำ เราเป็นคนที่คิดเยอะมาตั้งแต่นั้น และอยู่ในยุคที่ปีนั้น ยังมีการตีเด็กแรงๆ ตัวเราพอเริ่มโตได้ ก็เริ่มคิดเปลี่ยนไป เริ่มตั้งคำถาม หาความช่วยเหลือ ช่วงนั้นคุณพ่อก็น่าจะหนีตามเมียน้อยไประยะหนึ่งแล้ว เราโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อายุเยอะ มากๆ ทำให้เห็นอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เราเริ่มที่มองย้อนกลับไปช่วงหนึ่งที่เรามีปัญหา เป็นแค่เด็กประถม แต่ทำไมผู้ใหญ่ถึงคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือคิดว่าบางทีเราอาจจะเป็นผู้ใหญ่ แต่แกล้งมาตั้งกระทู้หาแสง มันรู้สึกน้อยใจจริงๆค่ะ กว่าจะกล้าขอร้องผู้ใหญ่ ก็มาอยู่ช่วงม.3-ม.ปลาย ที่เริ่มเข้ารับคำปรึกษาสุขภาพจิต เราจมอยู่กับความกลัว ไม่กล้าบอกปัญหากับใคร แต่จะบอกกับคนที่มาให้คำปรึกษา ทุกครั้งที่ส่งข้อความหาคนสนิทเราจะยกเลิกเสมอ เพราะคิดว่ามันดูตลก นึกอีกที มันก็ผ่านมานานแล้วปัญหาของเรา จนจำไม่ได้แล้ว มันถูกเมินไปนาน จนรู้ว่าตัวเองอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนี้นาน นานจนสังเกตตัวเองได้ ว่ามีอาการตื่นตระหนก หัวใจสั่น โฟกัสกับสิ่งตรงหน้าไม่ได้ จากเสียงฝีเท้าพ่อ หรือทุกครั้งที่เห็น/ได้ยิน บางอย่างที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดิมๆ ชีวิตทั้งวันนั้นก็จะทุก อยู่กับความกลัว ทั้งหลบซ่อน หนีเขา จะสู้ก็ไม่ได้ เห็นหน้าเขาก็รู้สึกรังเกียจ การเป็นคนที่ไม่ชอบเพศตรงข้าม(ผช. ที่ไม่ทำงาน ขอเงินผญ. แต่ดันอีโก้สูง ไม่รู้ว่าตัวเองขี้แพ้) กระทั่งเราทนไม่ไหว ไม่อยากเป็นผู้หญิงแบบแม่ เป็นคนที่ใช้ชีวิตในรุ่นของแม่ ที่คนก้มหัวให้พ่อแม่(ที่ห่วยแตก)โดยไม่รู้ความจริง ว่าตัวเองเนี่ยแหละจะชีวิตสั้นกว่าพ่อแม่อีก ไม่อยากเป็นผู้หญิงที่ยอมผู้ชายอีกต่อไป เราย้ายบ้านหนี หนีไปนอนบ้านเพื่อนว่า จนล่วงเลยมาในวันเสาร์ 24 มกรา เราไปสถานีเพื่อลง บันทึกประจำวัน ไว้ก่อนค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้เราตื้นตัน/น้อยใจ พี่ตร.พูด "จริงๆ ปัญหาครอบครัว มันไม่จบไม่สิ้น มีแต่จะบานปลาย อันที่จริงควรแจ้งเจ้าหน้าที่ไปลงเลยด้วยซ้ำ จะรอให้เขาทำอะไรเราก่อนหรอ คิดว่าตอนนั้นเราจะมีชีวิตมาสถานีไหมล่ะ? ก็ต้องแจ้งตำรวจให้ไปลงพื้นที่เลย" ตอนฟังก็เก็บมานั่งคิดนานเลย เรารู้สึก อิจฉา/หมั่นไส้ ตัวเองในตอนนี้ และก็น้อยใจที่ว่า ทำไมเมื่อปีนั้น ถึงไม่มีใครมองเห็นหัวเด็ก12ปีบ้างเลย เราต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า แล้วทุกคน ครู/ญาติ หายไปไหนหมด
แต่ปัจจุบันตอนนี้คิดว่ากำลังวางแผนหางานทำจริงจัง เก็บพอร์ตเข้ามหาลัย แล้วหนีไปอยู่ที่ไหนสักที่ในกรุงเทพค่ะ แต่ติดตรงที่ ไม่รู้ไปอยู่ไหนดี555 see ya