สวัสดีค่ะทุกคนนี่เป็นกระทู้แรกของเราถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตก็แล้วกัน เราคบกับแฟนมา 15 ปี เป็นแฟนกัน 10 ปีและแต่งงานกันมา 5 ปีแล้ว ปีที่ 5 เรามีลูกกันหนึ่งคนค่ะเรากับแฟนรักกันมากดูแลกันเอาใจใส่กันตลอดเราสองคนเป็นรักระยะไกลนะคะเค้าทำงานเรากับแฟนรักกันมากดูแลกันเอาใจใส่กันตลอดเราสองคนเป็นรักระยะไกลนะคะเค้าทำงานอยู่ กลางทะเล 10 เดือนถึงจะได้กลับมาเจอกันแต่ก็ไม่มีปัญหาเราก็ชอบชีวิตที่เราใช้อยู่อยู่เราก็มีความสุขมากๆที่ช่วงหนึ่งเรามีแฟนและอีกช่วงหนึ่งเราก็ได้ใช้ชีวิตเป็นของเราเองเรียกได้ว่าลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของเราสุดสุด
จนมาเมื่อปีที่ 15 ที่เราตัดสินใจว่าเราจะมีลูกกันก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้จนมาเมื่อปีที่ 15 ที่เราตัดสินใจว่าเราจะมีลูกกันก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เรารู้สึกอึดอัด
เหตุการณ์แรกตอนที่เราท้อง8เดือนกว่าๆ แฟนเราก็กลับจากทำงาน แฟนเราก็กลับจากทำงานเพื่อมารอคลอดและมาดูแลเราตอนที่ใกล้คลอด เรารู้สึกถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของแฟนติดโทรศัพท์มากขึ้นห่วงโทรศัพท์มากขึ้นแต่โดยปกติเราเป็นคนไม่เช็คโทรศัพท์แฟนแล้วก็เชื่อใจกันเสมอแต่ตอนนั้นก็รู้สึกเอ๊ะในใจแต่ก็ปล่อยผ่านไป จนกระทั่งประมาณ17 วันผ่านไปเราก็เลยตัดสินใจขอโทรศัพท์แฟนมาติดตั้งแอพติดตามตำแหน่ง ในตอนที่เราขอโทรศัพท์นั้นแฟนก็ยื่นให้เราทันทีแต่ความรู้สึกเราก็คือนัยน์ตาของฝ่ายนั้นมีความกังวลแต่พยายามทำตัวเหมือนปกติเราก็พยามบอกตัวเองว่าอาจจะไม่ใช่เราน่าจะคิดไปเองเมื่อติดตั้งแอพเสร็จแล้วเราคืนโทรศัพท์ให้แฟนไม่ถามเราสักคำว่าเราทำหลังจากนั้นหนึ่งวันเค้าก็ทำเป็นตาใสแล้วก็มาถามเราว่าเค้าจำเป็นต้องมีแอพนี้ในมือถือด้วยหรอซึ่งเราก็ตอบว่าใช่คู่อื่นอื่นก็มีไม่เห็นเป็นไรเลยหลังจากนั้นก็จบการสนทนาไป สำหรับเราการติดตั้งแอพนี้เป็นการเตือนให้เค้าหยุดสิ่งที่เขากำลังทำอยู่แต่หลังจากที่เราติดตั้งแอพไปพฤติกรรมทุกอย่างของเค้าก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่ง 23 วันผ่านไปวันนั้นคือวันที่เรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้วก็เลยขอโทรศัพท์แฟนแบบตรงตรงว่าขอดูโทรศัพท์หน่อยจากนั้นเราก็ทำการค้นหาว่าเค้าแชทคุยกับใครบ้างและเราก็ได้พบความจริงว่าเค้ากำลังแอบคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งอยู่โดยรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่เพิ่งเจอกันโดยเจอกันหนึ่งวันในสถานที่อบรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นการอบรมหลังจากที่เขากลับมาเหยียบแผ่นดินได้เพียงแค่สามวันเท่านั้น ในวันที่เค้าไปอบรมนั้นเค้าก็ได้พูดว่าเค้าไปส่งเพื่อนเพื่อนและรุ่นน้องเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าซึ่งก็เป็นนิสัยปกติของเขาที่พาทุกคนไปแต่เค้าก็หลุดคำพูดคำนึงมาว่ามีน้องผู้หญิงไปด้วยแต่ก็ไปหลายคนซึ่งในตอนนั้นเรารู้สึกว่าเค้าร้อนตัวแต่เราก็ยอมที่จะปล่อยผ่านไปไม่คิดอะไรเพราะว่าเค้าเป็นคนดีมาเสมอและพวกเราก็เชื่อใจกันมาเสมอและไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ตั้งแต่คบกันมาเลย และเมื่อเราเห็นแล้วว่าเค้าแอบคุยกับคนอื่นและเขาก็ลบแชทเมื่อเราถามถึงชื่อของคนที่อยู่ในแอพพลิเคชั่น LINE ว่าคนคนนี้เป็นใครเค้ากลับตอบว่าใครไม่รู้จักไม่แน่ใจจนเราต้องบอกว่าเราเช็คแล้วว่าคุณโทรหาเค้าทุกวันคุณจะไม่รู้จักได้ยังไงว่าเค้าชื่อว่าอะไรหลังจากนั้นเค้าก็เริ่มโกหกเราอีกว่าเพื่อนเพื่อนเค้าก็คุยทุกคนก็คุยไม่ได้มีแค่เขาถ้าไม่เชื่อให้เราโทรหาเพื่อนของเค้าได้เลยว่าไม่มีอะไรจริงๆตอนนั้นเราเจ็บมากเรารู้สึกว่าเค้ายังคง โกหกเราไปเรื่อยเรื่อยจริงๆหรอเราแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เราก็เลยตอบเขาไปว่าแล้วเพื่อนคุณแลก LINE กับน้องแล้วโทรหาน้องเขาทุกวันแบบนี้หรือเปล่าเค้าก็เลยเงียบไปจากนั้นเค้าก็บอกว่าเค้าไม่เคยให้อยากให้ใครมาแทนที่เราและไม่ได้คิดอะไรกับน้องคนนั้นเค้าแค่อยากคุยอยากระบายในสิ่งที่ไม่สามารถคุยระบายกับเราได้ซึ่งตอนนั้นเราเจ็บมากเค้ายังพูดต่อไปอีกว่าก็เพราะว่าเราคุยกับเขาไม่ได้ทุกเรื่องเค้าก็เลยแค่อยากหาใครสักคนเพื่อที่จะมาคุยด้วยแค่คุยเฉยเฉยไม่ได้คิดอะไรเค้าคงย้ำแบบนี้แต่ในใจของเราเจ็บปวดไปหมดแล้วใน ความคิดเราถ้าตอนนี้เป็นแฟนกันเราก็คงตัดสินใจเลิกกันไปแล้วแต่เพราะตอนนี้เราแต่งงานครอบครัวของเราทั้งสองคนและครอบครัวเราก็รักเขามากเราไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้สึกเสียใจกับการกระทำของเขาเราก็เลยอยากจะลองเลือกที่จะอยู่ต่อและแน่นอนเหตุการณ์นี้เป็นแค่การคุยกันยังไม่มีอะไรมากมายไปกว่านั้นเราก็ถามตัวเองว่ายังพอให้อภัยได้ไหมซึ่งเราก็เลือกที่จะให้อภัยโดยที่เก็บความเจ็บนี้ไว้คนเดียวและรู้ว่าต่อไปนี้คำพูดของเขาจะไม่สามารถทำให้เราเชื่อได้อีกต่อไปและมีความระแวงอยู่ตลอดเวลาซึ่งเราก็ยอมรับมัน โดยที่เราถามจากตรงตรงว่าแล้วอย่างนี้จะเอายังไงจะคุยต่อหรือเปล่าซึ่งเค้าก็ตอบมาเลยว่าไม่คุยแล้วเราก็ก็เลยบล็อกคนคนนั้นไป
เมื่อเวลาผ่านไปจนเราคลอดสามีก็ดูแลเราดีไม่มีปัญหาอะไรผ่านไปไปได้สองเดือน ในเดือนธันวาคมตอนนั้นเป็นช่วงที่ครอบครัวเรากำลังระดมทุนต้องการเงินทุนจำนวนมากสามีเราก็เลยบอกว่าเค้ามีคอนเน็คชั่นส์งานหนึ่งกำลังจะไปคุยงานซึ่งตอนแรกเค้าบอกว่าเค้านัดกินข้าวกับเพื่อน เขาโกหกเราแต่จริงๆแล้วเค้าไปคุยงานโดยที่เค้าบอกว่าคนจ้างงานบอกว่าห้ามบอกใครว่ามาทำงานเป็นงานสีเทาเทาจากนั้นเค้าก็นัดไปคุยกันที่ร้านร้านหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้เรื่องเรารู้แค่ไปกินข้าวกับเพื่อนตอนนั้นเวลาประมาณตีหนึ่งเราตื่นมาให้นมลูกแต่เรายังไม่เห็นแมสเสจจากสามีว่าเค้ากลับถึงคอนโดแล้วหรือยังเราเลยตัดสินใจโทรหาเพราะโทรหาเค้าครั้งแรกไม่ได้รับสายเราเลยโทรไปอีกรอบหนึ่งเค้ารับสายและบอกเราว่ากำลังจะถึงคอนโดแล้วจากนั้นก็วางไป เช้าวันรุ่งขึ้นเรารู้สึกเอะใจเราเลยทักไปถามเพื่อนของสามีคนที่เค้าอ้างชื่อว่าไปทานข้าวด้วยกันปรากฏว่าเพื่อนคนนั้นบอกว่าเค้าสองคนแยกกันตั้งแต่ 4 โมงเย็นแล้วและเพื่อนคนนี้มีภรรยาที่กำลังท้องอยู่ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะต้องไปนั่งกินข้าวกันจนตีหนึ่งเพราะเขาต้องกลับมาดูแลภรรยาท้องแก่นั่นเลยทำให้เรารู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นอีกแล้วแน่แน่
เมื่อเราเจอสามีเค้าก็มาดราม่าใส่เราแล้วก็เล่าเรื่องทั้งน้ำตาว่าเค้าไปคุยงานกับแก๊งยาซ่าที่จะให้เค้าทำงานบางอย่างที่เป็นงานสีเทาซึ่งเค้ารู้สึกว่าเค้าไม่ปลอดภัยเค้าก็เลยต้องรีบแอบหนีออกจากร้านอาหารที่ไปคุยงานกันซึ่งตอนนั้นเราเชื่อสนิทใจแล้วก็สงสารสามีมากที่เค้าพยายามหาเงินแล้วก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแต่หลังจากนั้นสองสามวันมันก็ทำให้เราเอะใจอีกครั้งหนึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นเพราะคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองหรือเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงมันแรงเราตัดสินใจเข้าไปดูโทรศัพท์มือถือของแฟนอีกครั้งหนึ่งแล้วเราก็ได้เห็นบิลการ เปิดโต๊ะบิลการจ่ายค่าอาหารและเราก็เห็นประวัติในการเรียกรถว่าเค้าไปที่ไหนบ้างสิ่งที่เราเห็นก็คือเค้านั่งรถจากบีทีเอสไปที่โรงแรมโรงแรมนึงก่อนที่จะนั่งรถจากโรงแรมไปที่ร้านเราเห็นสลิปที่เค้าจ่ายเงินซึ่งเราสงสัยมากว่าการที่เราไปคุยงานกับนายจ้างหรือพาร์ทเนอร์ที่เค้านัดเราไปทำไมเราต้องเป็นคนจ่ายค่าอาหารโดยการจ่ายค่าอาหารครั้งแรกเป็นการเปิดโต๊ะเพราะนี่เป็นหลานเราการจ่ายครั้งที่สองถ้าเค้าบอกว่าเค้าหนีออกมาจากร้านอาหารทำไมเค้าจะต้องเช็คบิลก่อนแล้วถึงหนีออกมานั่นคือคำถามที่เราสงสัยและเมื่อเค้าบอกว่าเค้าหนีออกมาทำไมเค้าถึงเรียกรถจากร้านอาหารที่โรงแรมโรงแรมหนึ่งและใช้เวลาอยู่ที่นั่น 1 ชั่วโมงก่อนที่จะเรียกรถ อีกครั้งหนึ่งจากโรงแรมกลับมาที่คอนโดสิ่งที่ทำให้เราไม่เข้าใจว่าคนที่รู้สึกกลัวที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยรู้สึกว่าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดทำไมถึงเรียกรถมาที่โรงแรมโรงแรมนั้นทั้งที่โรงแรมนั้นอยู่ห่างจากร้านที่นัดกันไว้ไม่เกิน 2 กิโลเมตรเราคุยกับเค้านานมากเค้าไม่ยอมเปิดปากว่าเกิดอะไรขึ้นจนเราต้องไล่ไทม์ไลน์ทั้งหมดให้เค้าฟังเค้าถึงยอมออกมาว่าเค้าไปนั่งร้านอาหารและมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งด้วยและตอนที่กลับออกมานั้นเค้าก็ได้ชวนน้องผู้หญิงคนนี้กลับออกมาด้วยซึ่งนั่นทำให้เรารู้สึกแย่เป็นครั้งที่สอง ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นหรือว่าเค้าคิดอะไรอยู่แม้เค้าจะบอกว่าไม่มีอะไรแต่สำหรับเราการที่เขากล้าชวนผู้หญิงออกมาจากร้านก็แปลว่าในวินาทีนั้นเค้าไม่มีเราอยู่ในใจเลยเรารู้ว่าเราโง่มากที่เรายังคงเลือกใช้ชีวิตอยู่กับเขาต่อไปเพราะเราเองก็ยังคงทำใจไม่ได้เราเองยังคงติดอยู่กับความดีเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาของเขา เราเลยขอใช้พื้นที่เล็กๆตรงนี้ระบายความในใจที่เรามีถึงความอึดอัด ตอนนี้เรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะเดินออกมาและในใจของเราลึกลึกก็หวังว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนจะดีขึ้นเราอยากกลับไปเป็นรอยยิ้มกันและกันอีกครั้งแต่ถ้าหากว่ามันเป็นแบบนั้นไม่ได้เราก็จะเข้มแข็งให้มากขึ้นเพื่อที่จะเดินออกมา
บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเค้าไม่ได้รักเราเหมือนกับวันแรกที่เรารักกัน
บางวันเรากินข้าวทั้งน้ำตาแล้วเค้าก็นั่งอยู่ข้างข้างแต่เค้ากลับไม่พูดอะไรเลยไม่ปลอบใจไม่ถามเราสักคำและนั่งกินข้าวกันจนเสร็จ
หลายหลายอย่างที่เราสงสัยก็ไม่ได้รับการตอบอย่างชัดเจนมีแต่ความเงียบแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปอย่างการหายเข้าไปในโรงแรม 1 ชั่วโมงเค้ากลับบอกว่าเค้าไม่ได้เข้าไปในโรงแรมเค้ามาส่งผู้หญิงแล้วก็มานั่งรอผู้หญิงอยู่ที่ร้านสะดวกสักด้านหน้าโรงแรมแล้วก็นั่งคิดอยู่ว่าจะกลับไปทำงานหรือว่าจะปฏิเสธงานแล้วกลับคอนโดซึ่งในใจเราตอนนั้นมันเป็นคำพูดที่เชื่อได้ยากมากๆแต่เราก็เลือกที่จะให้มันผ่านไปแล้วบอกว่าเราสองคนจะเริ่มต้นกันใหม่แต่ในใจเรานั้นมันก็ยังไม่ได้คิดแบบนั้นเร ไม่สามารถที่จะลืมแล้วก็เริ่มต้นใหม่ได้จริงๆอย่างที่เราพูดเราได้แต่พยายาม
เราไม่รู้ว่าเราเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ยังไง เราหวังว่าคนที่ได้อ่านเรื่องราวของเราอาจจะด่าเราก็ได้ หรือให้กำลังใจเราก็ได้เพื่อที่เราจะได้ตาสว่างและเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง
เดี๋ยวมาต่อค่ะ……
ความเชื่อใจตลอด 15 ปีถูกทำลายแล้ว