การสอนของชนชั้นปกครอง มักมีการปลูกฝังตั้งแต่ระดับครอบครัว
ในเรื่องการสร้างการยอมรับทางสังคม เช่น บุคลิกภาพ การพูดจา การจัดการอารมณ์
นอกเหนือจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือ หลัก กม. ในการปกครองคน
ความรู้ในระบบมหาวิทยาลัย เน้นให้เราทำงานเป็น แต่บทบาท
นักบริหาร หรือ การเป็นหัวหน้า ไม่ใช่การทำงานคนเดียว แต่ต้องเข้าใจภาพใหญ่ทั้งระบบ
สามารถทำให้ผู้อื่นทำตามคำสั่งโดยสมัครใจ เพื่อให้งานใหญ่เสร็จลงได้จากทีมที่ร่วมมือกัน
บทความนี้จะให้ 5 เทคนิกเพื่อยกระดับความฉลาดทางอารมณ์
1. กำหนดผลลัพธ์ แทนที่จะทำตามความรู้สึก
จริงใจกับความรู้สึก เป็นความประพฤติที่แสดงความเป็นคนดี
เท่าทันความรู้สึก คือ วิธีการสังเกตโลกภายในของตนเอง
ในทางพุทธ มักสอนให้เราสังเกตความรู้สึก แทนที่จะปล่อยตัวล่องลอยตามความรู้สึก
ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า คุณจะหาความสุขความสบายใจไม่ได้เลย แต่ในโลกของการทำงาน
ไม่ควรกระโจนลงไปในกระแสความรู้สึก แต่ควรกำกับผลลัพธ์ที่คุณอยากให้เกิดขึ้น
โดยถอยตนเองออกจากสงครามอารมณ์
ในที่นี้ ไม่ใช่การเอาเปรียบหลอกลวงผู้อื่น แต่มันคือ การแก้ปัญหาและปกป้องจิตใจของตนเอง
เมื่อเผชิญสิ่งที่ทำให้หงุดหงิด โกรธ ไม่ได้ดั่งใจ ลองออกแบบวิธีการ มากกว่าโต้แย้ง/ต่อสู้/ต่อต้าน
อย่าใช้อารมณ์เหมือนลมที่พัดกระแทก พัดต้าน แต่จงเป็นลมที่โฉบเฉี่ยบ หมุนเวียน เย็นสบาย
2. เก็บความลับให้เป็น
อย่าให้คนอื่นรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับคุณ แม้แต่เป้าหมายของคุณ
ทำตัวให้เป็นคนลึกลับ มีเสน่ห์ น่าค้นหา
สัตว์ที่ทำให้เหยื่อรู้ตัว ว่ามันคือผู้ล่า มักล้มเหลวในการล่า
หากบอกแผนการของคุณมากเกินไป จะทำให้เหนื่อยกับการตอบผู้ติดตามความคืบหน้า
ลองให้คนภายนอกรู้ เมื่อคุณทำเสร็จแล้ว
อย่าเปิดเผยตนเองมากเกินไป คิดคำตอบล่วงหน้าให้บางบทสนทนาผ่านไปด้วยดี
เพื่อทำให้ตัวเองปลอดภัยจากการถูกตัดสินด้วยมุมมองคนอื่น บางคนไม่ได้สนใจเรื่องเดียวกับคุณ
เช่น คุณชอบหนังที่ถ่ายทอดความลึกซึ้งบนความเรียบง่าย แต่เพื่อนคุณอาจชอบดูมวย
เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน เข้าใจกันหมดทุกเรื่อง แต่เราก็อยู่ร่วมกันได้
คาดหวังให้คนอื่นเข้าใจคุณ 30% ก็พอ
ส่วนในเรื่องการงาน ยิ่งมีตำแหน่งสูง การเปิดข้อมูลบางอย่าง อาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก
ดังนั้น คุณต้องกำหนดล่วงหน้า ทั้งกลยุทธิ์ทางภาษา และระดับความจริงที่เปิดเผยได้
3. อย่าดีเกินไป แต่มีศิลปะการปฏิเสธ
ต่อสู้บ้างในสถานการณ์ที่จำเป็น เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเอง
หากเรายอมตลอด บางคนก็ใช้ประโยชน์จากบุคลิกของเราโดยไม่รู้ตัว
จงอ่อนโยน แต่อย่าอ่อนแอ
บอกให้ผู้อื่นปรับพฤติกรรม โดยให้สัญญาณ บอกเป็นนัย
หรือ แม้แต่เล่าเรื่องราวความผิดพลาดของตัวคุณเอง ให้เขาคิดออก
จำไว้ว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่ ไม่อยากรู้ว่า ตนเองไม่ฉลาด ทำผิด หรือ มีข้อด้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หากพูดตรงๆ สิ่งที่ผู้ฟังรู้สึก ไม่ใช่มองว่าเราหวังดี แต่เขาจะ
- ปกป้องตัวเองจากความรู้สึกผิด
- ปกป้องภาพลักษณ์ตัวเอง
- กลัวสูญเสียสถานะความเป็นที่รัก
- หนีปัญหา ปิดช่องทางสื่อสาร บล็อกข้อความ
- โยนความผิดให้คนอื่น
อย่างไรก็ดี หากเป็นเคสรุนแรง เราไม่ควรยอมรับพฤติกรรมไม่ดีของเขา แล้วปล่อยผ่าน
แต่ลองหาวิธีสื่อสารให้เขาเจริญขึ้นทางจิตใจ เติบโตขึ้นทางความสามารถ
ทั้งหมดที่เราสื่อสารต่อเขา ไม่ใช่แค่เพื่อให้งานสำเร็จ หรือ อยู่ร่วมกันอย่างสันติเท่านั้น
แต่เพื่อประโยชน์ความเจริญก้าวหน้าของเขาด้วย
4. Move on ให้เร็ว จากเรื่องที่ไม่สำคัญนัก
4.1 รู้จักมองข้าม
หากคุณเข้าไปแก้ปัญหา เอาจิตไปพัวพันเรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกเรื่อง คุณจะไม่มีเวลาทำเรื่องใหญ่
คิดจะจับปลาใหญ่ อย่าสนใจปลาซิวปลาสร้อย
คุณอาจจะเสียเวลาเขียนคอมเม้นใน Youtube หรือ tiktok ซึ่งส่งผลเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้น้อยมาก
จงเอาชนะความอยากแสดงปฏิกริยา ความอยากแสดงออก ต่อสิ่งเร้าต่างๆ
หันมาทำงานที่มี impact สูง เช่น ทำหนึ่ง ได้หลาย ทำสิ่งที่ดีต่อหลายคน ส่งผลดีหลายมิติ
และพลิกเกมส์ชีวิตของคุณได้
4.2 อย่าจมอยู่กับข้อสงสัยของลุงป้าข้างบ้าน
นั่นอาจจะเป็นแค่มารยาทถามไถ่ชีวิตของคุณ หรือ แสดงความห่วงใย
โดยใช้ประสพการณ์ความเข้าใจโลกของเขา นั่นอาจเป็นคำตัดสิน ที่ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเราเลย
เมื่อผู้อื่นถามด้วยมารยาท คุณก็ตอบด้วยมารยาท เขาถามด้วยความห่วงใย คุณตอบขอบคุณ
แต่ไม่ต้องไปพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา หรือ คอมเม้นสิ่งที่เขาคิด
เพราะต่อให้คุณเถียงเขาจนชนะ แนวโน้ม คือ เขาก็คิดแบบเดิม
เพราะนั่นคือเลนส์สายตาของเขา
แต่ที่คุณเสียไปแล้วคือเวลาและพลังงานจากการต่อปากต่อคำ
เขาเปลี่ยนความคิดได้ก็ต่อเมื่อมีปรากฏการณ์ใหม่
ให้เขายอมรับว่าเขาคิดผิดไป เช่น ให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณเป็นตัวสื่อสารต่อเขา
ที่สำคัญ ไม่ควรปล่อยให้ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อคุณ
เปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น เหมือนเปิดขวดโหลรับลูกกวาดสีต่างๆ
แต่จะหยิบลูกกวาดเม็ดไหน มาใช้เมื่อไหร่ นั่นคือ การตัดสินใจของคุณเอง
บางคน พูดวิจารณ์คนอื่น ทั้งที่ตนเองก็ไม่รู้คำตอบที่แท้จริง
เมื่อเขาพูด ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นถูกทันที
จึงไม่ควรเอาคำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนกำลังใจของตนเอง
เขาแค่สรุปจากประสบการณ์และความเข้าใจโลกของเขา
ณ วันนี้ ทั้งคุณ และเขา ต่างไม่รู้อนาคต พอๆกัน
ซึ่งเราควรเปิดใจ วิเคราะห์พิจารณาจุดดีจุดด้อย
หลากหลายความเห็น รวมทั้งความเห็นของตนเอง
5. บันทึกสิ่งที่ค้านกับสามัญสำนึก
การใช้ความรู้สึก และตรรกะพื้นฐาน ไม่ผิด แต่ใช้เสมอไม่ได้
เพราะบางครั้ง ความรู้สึกบดบังความจริง
ความรู้บางอย่าง ค้านกับ common sense / ตรรกะพื้นฐาน
ลองตรวจสอบข้อสรุปเหล่านี้
ออกกำลังเยอะ = ผอม
ขยัน = รวย
แสดงความรักห่วงใยบ่อย = เขาจะรักเราตอบ
ตัวอย่าง เทคนิกวิธี ที่ค้านกับสามัญสำนึก
การตรวจเลือด – นำไปสู่ความเข้าใจโรคได้
โดยธรรมชาติ การตรวจโรค น่าจะเป็นการตรวจตราอวัยวะนั้นๆ
แต่การตรวจเลือด กลับเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคได้
เทคนิกการสวมใส่เสื้อผ้า
เช่น คนอ้วน ใส่ชุดหลวม ปกปิดส่วนที่ใหญ่ขึ้น
กลับทำให้ทรวดทรงท้วม ดูไม่สง่า ภูมิฐาน
ดังนั้น ลองสังเกต ว่าบางสิ่ง เมื่อตอบตามสามัญสำนึก หรือ ตรรกะพื้นฐาน
กลับไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ดี ต้องรักษาความสมดุล การออกห่างจากความรู้สึกบ่อยเกินไป จะทำให้คุณขาดความเป็นมนุษย์
แต่การใช้ความรู้สึกนำทางมากเกินไป ก็ดูเป็นคนขาดสติ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับโอกาส สถานการณ์ ลักษณะปัญหา
ที่คุณพร้อมจะปรับเปลี่ยน และใช้อารมณ์ความรู้สึก อย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม
หลายคนไม่ได้เก่งกว่าคุณ แต่เขาเป็นผู้นำได้ เพราะสังคมยอมรับเขา
ในเรื่องการสร้างการยอมรับทางสังคม เช่น บุคลิกภาพ การพูดจา การจัดการอารมณ์
นอกเหนือจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือ หลัก กม. ในการปกครองคน
ความรู้ในระบบมหาวิทยาลัย เน้นให้เราทำงานเป็น แต่บทบาท
นักบริหาร หรือ การเป็นหัวหน้า ไม่ใช่การทำงานคนเดียว แต่ต้องเข้าใจภาพใหญ่ทั้งระบบ
สามารถทำให้ผู้อื่นทำตามคำสั่งโดยสมัครใจ เพื่อให้งานใหญ่เสร็จลงได้จากทีมที่ร่วมมือกัน
บทความนี้จะให้ 5 เทคนิกเพื่อยกระดับความฉลาดทางอารมณ์
1. กำหนดผลลัพธ์ แทนที่จะทำตามความรู้สึก
จริงใจกับความรู้สึก เป็นความประพฤติที่แสดงความเป็นคนดี
เท่าทันความรู้สึก คือ วิธีการสังเกตโลกภายในของตนเอง
ในทางพุทธ มักสอนให้เราสังเกตความรู้สึก แทนที่จะปล่อยตัวล่องลอยตามความรู้สึก
ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า คุณจะหาความสุขความสบายใจไม่ได้เลย แต่ในโลกของการทำงาน
ไม่ควรกระโจนลงไปในกระแสความรู้สึก แต่ควรกำกับผลลัพธ์ที่คุณอยากให้เกิดขึ้น
โดยถอยตนเองออกจากสงครามอารมณ์
ในที่นี้ ไม่ใช่การเอาเปรียบหลอกลวงผู้อื่น แต่มันคือ การแก้ปัญหาและปกป้องจิตใจของตนเอง
เมื่อเผชิญสิ่งที่ทำให้หงุดหงิด โกรธ ไม่ได้ดั่งใจ ลองออกแบบวิธีการ มากกว่าโต้แย้ง/ต่อสู้/ต่อต้าน
อย่าใช้อารมณ์เหมือนลมที่พัดกระแทก พัดต้าน แต่จงเป็นลมที่โฉบเฉี่ยบ หมุนเวียน เย็นสบาย
2. เก็บความลับให้เป็น
อย่าให้คนอื่นรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับคุณ แม้แต่เป้าหมายของคุณ
ทำตัวให้เป็นคนลึกลับ มีเสน่ห์ น่าค้นหา
สัตว์ที่ทำให้เหยื่อรู้ตัว ว่ามันคือผู้ล่า มักล้มเหลวในการล่า
หากบอกแผนการของคุณมากเกินไป จะทำให้เหนื่อยกับการตอบผู้ติดตามความคืบหน้า
ลองให้คนภายนอกรู้ เมื่อคุณทำเสร็จแล้ว
อย่าเปิดเผยตนเองมากเกินไป คิดคำตอบล่วงหน้าให้บางบทสนทนาผ่านไปด้วยดี
เพื่อทำให้ตัวเองปลอดภัยจากการถูกตัดสินด้วยมุมมองคนอื่น บางคนไม่ได้สนใจเรื่องเดียวกับคุณ
เช่น คุณชอบหนังที่ถ่ายทอดความลึกซึ้งบนความเรียบง่าย แต่เพื่อนคุณอาจชอบดูมวย
เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน เข้าใจกันหมดทุกเรื่อง แต่เราก็อยู่ร่วมกันได้
คาดหวังให้คนอื่นเข้าใจคุณ 30% ก็พอ
ส่วนในเรื่องการงาน ยิ่งมีตำแหน่งสูง การเปิดข้อมูลบางอย่าง อาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก
ดังนั้น คุณต้องกำหนดล่วงหน้า ทั้งกลยุทธิ์ทางภาษา และระดับความจริงที่เปิดเผยได้
3. อย่าดีเกินไป แต่มีศิลปะการปฏิเสธ
ต่อสู้บ้างในสถานการณ์ที่จำเป็น เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเอง
หากเรายอมตลอด บางคนก็ใช้ประโยชน์จากบุคลิกของเราโดยไม่รู้ตัว
จงอ่อนโยน แต่อย่าอ่อนแอ
บอกให้ผู้อื่นปรับพฤติกรรม โดยให้สัญญาณ บอกเป็นนัย
หรือ แม้แต่เล่าเรื่องราวความผิดพลาดของตัวคุณเอง ให้เขาคิดออก
จำไว้ว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่ ไม่อยากรู้ว่า ตนเองไม่ฉลาด ทำผิด หรือ มีข้อด้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หากพูดตรงๆ สิ่งที่ผู้ฟังรู้สึก ไม่ใช่มองว่าเราหวังดี แต่เขาจะ
- ปกป้องตัวเองจากความรู้สึกผิด
- ปกป้องภาพลักษณ์ตัวเอง
- กลัวสูญเสียสถานะความเป็นที่รัก
- หนีปัญหา ปิดช่องทางสื่อสาร บล็อกข้อความ
- โยนความผิดให้คนอื่น
อย่างไรก็ดี หากเป็นเคสรุนแรง เราไม่ควรยอมรับพฤติกรรมไม่ดีของเขา แล้วปล่อยผ่าน
แต่ลองหาวิธีสื่อสารให้เขาเจริญขึ้นทางจิตใจ เติบโตขึ้นทางความสามารถ
ทั้งหมดที่เราสื่อสารต่อเขา ไม่ใช่แค่เพื่อให้งานสำเร็จ หรือ อยู่ร่วมกันอย่างสันติเท่านั้น
แต่เพื่อประโยชน์ความเจริญก้าวหน้าของเขาด้วย
4. Move on ให้เร็ว จากเรื่องที่ไม่สำคัญนัก
4.1 รู้จักมองข้าม
หากคุณเข้าไปแก้ปัญหา เอาจิตไปพัวพันเรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกเรื่อง คุณจะไม่มีเวลาทำเรื่องใหญ่
คิดจะจับปลาใหญ่ อย่าสนใจปลาซิวปลาสร้อย
คุณอาจจะเสียเวลาเขียนคอมเม้นใน Youtube หรือ tiktok ซึ่งส่งผลเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้น้อยมาก
จงเอาชนะความอยากแสดงปฏิกริยา ความอยากแสดงออก ต่อสิ่งเร้าต่างๆ
หันมาทำงานที่มี impact สูง เช่น ทำหนึ่ง ได้หลาย ทำสิ่งที่ดีต่อหลายคน ส่งผลดีหลายมิติ
และพลิกเกมส์ชีวิตของคุณได้
4.2 อย่าจมอยู่กับข้อสงสัยของลุงป้าข้างบ้าน
นั่นอาจจะเป็นแค่มารยาทถามไถ่ชีวิตของคุณ หรือ แสดงความห่วงใย
โดยใช้ประสพการณ์ความเข้าใจโลกของเขา นั่นอาจเป็นคำตัดสิน ที่ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเราเลย
เมื่อผู้อื่นถามด้วยมารยาท คุณก็ตอบด้วยมารยาท เขาถามด้วยความห่วงใย คุณตอบขอบคุณ
แต่ไม่ต้องไปพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา หรือ คอมเม้นสิ่งที่เขาคิด
เพราะต่อให้คุณเถียงเขาจนชนะ แนวโน้ม คือ เขาก็คิดแบบเดิม
เพราะนั่นคือเลนส์สายตาของเขา
แต่ที่คุณเสียไปแล้วคือเวลาและพลังงานจากการต่อปากต่อคำ
เขาเปลี่ยนความคิดได้ก็ต่อเมื่อมีปรากฏการณ์ใหม่
ให้เขายอมรับว่าเขาคิดผิดไป เช่น ให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณเป็นตัวสื่อสารต่อเขา
ที่สำคัญ ไม่ควรปล่อยให้ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อคุณ
เปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น เหมือนเปิดขวดโหลรับลูกกวาดสีต่างๆ
แต่จะหยิบลูกกวาดเม็ดไหน มาใช้เมื่อไหร่ นั่นคือ การตัดสินใจของคุณเอง
บางคน พูดวิจารณ์คนอื่น ทั้งที่ตนเองก็ไม่รู้คำตอบที่แท้จริง
เมื่อเขาพูด ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นถูกทันที
จึงไม่ควรเอาคำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนกำลังใจของตนเอง
เขาแค่สรุปจากประสบการณ์และความเข้าใจโลกของเขา
ณ วันนี้ ทั้งคุณ และเขา ต่างไม่รู้อนาคต พอๆกัน
ซึ่งเราควรเปิดใจ วิเคราะห์พิจารณาจุดดีจุดด้อย
หลากหลายความเห็น รวมทั้งความเห็นของตนเอง
5. บันทึกสิ่งที่ค้านกับสามัญสำนึก
การใช้ความรู้สึก และตรรกะพื้นฐาน ไม่ผิด แต่ใช้เสมอไม่ได้
เพราะบางครั้ง ความรู้สึกบดบังความจริง
ความรู้บางอย่าง ค้านกับ common sense / ตรรกะพื้นฐาน
ลองตรวจสอบข้อสรุปเหล่านี้
ออกกำลังเยอะ = ผอม
ขยัน = รวย
แสดงความรักห่วงใยบ่อย = เขาจะรักเราตอบ
ตัวอย่าง เทคนิกวิธี ที่ค้านกับสามัญสำนึก
การตรวจเลือด – นำไปสู่ความเข้าใจโรคได้
โดยธรรมชาติ การตรวจโรค น่าจะเป็นการตรวจตราอวัยวะนั้นๆ
แต่การตรวจเลือด กลับเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคได้
เทคนิกการสวมใส่เสื้อผ้า
เช่น คนอ้วน ใส่ชุดหลวม ปกปิดส่วนที่ใหญ่ขึ้น
กลับทำให้ทรวดทรงท้วม ดูไม่สง่า ภูมิฐาน
ดังนั้น ลองสังเกต ว่าบางสิ่ง เมื่อตอบตามสามัญสำนึก หรือ ตรรกะพื้นฐาน
กลับไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ดี ต้องรักษาความสมดุล การออกห่างจากความรู้สึกบ่อยเกินไป จะทำให้คุณขาดความเป็นมนุษย์
แต่การใช้ความรู้สึกนำทางมากเกินไป ก็ดูเป็นคนขาดสติ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับโอกาส สถานการณ์ ลักษณะปัญหา
ที่คุณพร้อมจะปรับเปลี่ยน และใช้อารมณ์ความรู้สึก อย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม