สารคดีประวัติศาสตร์ M163 Vulcan "เลื่อยไฟฟ้าบดเขมร" แห่งกองทัพไทย

สารคดีประวัติศาสตร์ M163 Vulcan "เลื่อยไฟฟ้าบดเขมร" แห่งกองทัพไทย

1. จุดกำเนิดและแนวคิดการพัฒนา
M163 ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นเพื่อเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศอัตตาจร (Self-Propelled Anti-Aircraft Gun) โดยมีเป้าหมายหลักในการปกป้องหน่วยยานเกราะภาคพื้นดินจากเครื่องบินเจ็ตที่บินต่ำและเฮลิคอปเตอร์โจมตี กองทัพสหรัฐฯ ต้องการอาวุธที่มาทดแทนระบบ M42 Duster ที่ล้าสมัยและเคลื่อนที่ช้า โดยบริษัท General Electric ได้นำปืน M61 Vulcan จากเครื่องบินขับไล่มาดัดแปลงลงบนตัวถังรถสายพาน M113 เพื่อให้ได้ระบบที่ทั้งยิงเร็วและเคลื่อนที่ได้คล่องตัวในทุกภูมิประเทศ

2. สถาปัตยกรรมและคุณลักษณะทางเทคนิค
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือปืนใหญ่กลลำกล้องหมุน M168 Vulcan ขนาด 20 มม. ซึ่งสามารถเลือกอัตราการยิงได้สองโหมด คือ 3,000 นัดต่อนาทีสำหรับเป้าหมายทางอากาศ และ 1,000 นัดต่อนาทีสำหรับเป้าหมายภาคพื้นดิน ระบบใช้กระสุนได้หลากหลายชนิด เช่น กระสุนระเบิดเพลิงส่องวิถี (HEI-T-SD) ที่สามารถทำลายตัวเองได้หากพลาดเป้าเพื่อความปลอดภัย และกระสุนเจาะเกราะ (APDS) ในรุ่นปรับปรุง ส่วนระบบควบคุมการยิงเดิมใช้เรดาร์วัดระยะ AN/VPS-2 ทำงานควบคู่กับกล้องเล็งแบบคำนวณระยะด้วยสายตา

3. ประวัติการรบและบทบาทที่เปลี่ยนแปลง
แม้ถูกสร้างมาเพื่อยิงเครื่องบิน แต่ในสนามรบจริงอย่างสงครามเวียดนาม M163 กลับโดดเด่นอย่างมากในบทบาทการยิงสนับสนุนภาคพื้นดิน ด้วยอำนาจการยิงที่มหาศาลจนได้รับฉายาว่า "เสียงเลื่อยไฟฟ้า" เนื่องจากสามารถทำลายที่มั่นทหารราบและบังเกอร์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังผ่านสมรภูมิสำคัญในมือของกองทัพอิสราเอลซึ่งสามารถยิงเครื่องบิน MiG-21 ตกได้จริง และปฏิบัติการในสงครามอ่าวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สหรัฐฯ จะปลดประจำการในปี 1994 เพื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบขีปนาวุธ Stinger แทน

4. การใช้งานและวิวัฒนาการในกองทัพไทย
กองทัพบกไทยรับ M163 เข้าประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 โดยนำมาดัดแปลงหลักนิยมให้เข้ากับสภาพการณ์บ้านเรา คือเน้นการยิงสนับสนุนหน่วยทหารราบและการป้องกันทางอากาศระยะประชิดให้กับรถถังหลัก ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 ไทยได้ดำเนินโครงการ "Super Vulcan" หรือ M163 TVADS โดยร่วมมือกับบริษัทจากอิสราเอล เพื่อถอดระบบเรดาร์เก่าที่ล้าสมัยออก แล้วแทนที่ด้วยระบบ Optronics ซึ่งใช้กล้องความร้อนและเลเซอร์วัดระยะ ทำให้ระบบมีความแม่นยำสูงขึ้นมาก สามารถปฏิบัติการได้ดีทั้งกลางวันและกลางคืนโดยที่ข้าศึกตรวจจับตำแหน่งได้ยาก

5. บทบาทในสงครามยุคใหม่และอนาคต
ในปัจจุบัน M163 TVADS ของไทยได้ก้าวเข้าสู่บทบาทสำคัญคือการเป็น "นักล่าโดรน" (C-UAS) เนื่องจากเป็นอาวุธที่มีราคาค่ากระสุนถูกกว่าขีปนาวุธมาก แต่มีอัตราการยิงที่หนาแน่นพอจะสกัดกั้นโดรนสอดแนมหรือโดรนพลีชีพได้ โดยทำหน้าที่เป็นด่านสุดท้ายในระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบผสมผสาน แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องระยะยิงที่สั้นและตัวรถที่เริ่มหาอะไหล่ยากขึ้น แต่การปรับปรุงเทคโนโลยีตรวจจับทำให้มันยังคงเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพไปจนกว่าจะมีระบบใหม่เข้ามาทดแทนหลังปี 2030

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่