โดยปกติแล้ว เวลาเราพูดถึงการจัดพอร์ตการลงทุนระยะยาว (Asset Allocation) ตามตำราการเงินดั้งเดิม กูรูหรือที่ปรึกษาทางการเงินมักจะแนะนำให้เรามี "ทองคำ" ติดพอร์ตไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง ในสัดส่วนประมาณ 5% หรืออย่างมากที่สุดก็ไม่เกิน 10% ของพอร์ต
แต่วันนี้... โลกการลงทุนได้เปลี่ยนไปแล้วครับ
ทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เอาไว้หลบภัยเฉยๆ อีกต่อไป แต่มันกำลังทำหน้าที่สร้างผลตอบแทนได้ดีเยี่ยม ในยามที่โลกกำลังเหมือนจะฉีกกติกาเดิมทิ้งไป
หลังจากการประชุม World Economic Forum (WEF) 2026 ที่ผ่านมา ภาพหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนมากคือ ความร่วมมือกันในระดับโลก (Globalization) กำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
มหาอำนาจต่างพยายามแยกขั้วอำนาจ โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันในรูปแบบใหม่ให้ได้โดยเร็ว
และความไม่แน่นอนตรงนี้เองครับ ที่กำลังนำมาซึ่งการไหล Fund Flow ไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆที่น่าจะมีความผันผวมากขึ้น
และ บอกเลยว่า อาจจะคาดเดายากที่สุดยุคหนึ่ง ก็ว่าได้
สิ่งที่ผมเริ่มสังเกตเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ "ตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้โลก" โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ราคาเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางที่ "ผิดปกติ" ไปจากอดีต
นักลงทุนเห็นปรากฏการณ์ Flash Crash หรือการดิ่งลงอย่างรวดเร็วของตลาดตราสารหนี้บ่อยขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ผมวิเคราะห์ว่า มีสาเหตุเชิงลึกมาจาก 3 ปัจจัยหลักครับ
1. The Butterfly Effect ในญี่ปุ่น
ตลาดบอนด์ญี่ปุ่นกำลังเกิดการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่ กองทุนต่างชาติเริ่มแห่เข้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาวพิเศษเพราะถูกล่อใจด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
แต่บริษัทประกันชีวิตในญี่ปุ่น (ขาใหญ่เดิม) กลับเริ่มเทขาย เพราะไม่จำเป็นต้องถือพันธบัตรอายุ 40 ปีเพื่อหาผลตอบแทนอีกต่อไปแล้ว ถือแค่ตัว 20 ปี ก็ได้ผลตอบแทนทะลุ 2% สบายๆ
การเปลี่ยนกลุ่มถือแบบนี้ ให้เกิด Flash Crash และลุกลามไปยัง Wall Street เพราะนักลงทุนต่างชาติต้องเร่งขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเพื่อปรับพอร์ตตามไปด้วย
กองทุน Hedge Fund ที่ใช้กลยุทธ์ Risk-Parity ต่างโดนบีบให้ลดสัดส่วนตราสารหนี้ลงพร้อมๆ กัน ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดบอนด์ เจอแรงขายเพิ่มขึ้นไปอีก
2. เกมส์การเมืองโลก เปลี่ยนพันธบัตรให้เป็นอาวุธ
หลังปธน. ทรัมป์ ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการเงินอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น เบี้ยบนกระดานหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ ไปแล้วครับ
ล่าสุดเริ่มมีกระแสพูดคุยกันว่า กลุ่มประเทศยุโรปอาจใช้วิธีเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกดดันให้ทำเนียบขาวเลิกใช้วิธีบีบบังคับในการพยายามกดดันในทุกๆเรื่อง
แม้เรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงตอนนี้ แต่แค่คำขู่ ว่าจะมีแรงขาย มันก็เพียงพอที่จะกดดันให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปั่นป่วน
3. การล่มสลายของโมเดล 60/40
WallStreet เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า การถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (หลักๆเลยคือพันบัตรสหรัฐฯ) มันยังสมเหตุสมผลอยู่ไหม?
เพราะโมเดลคลาสสิกอย่าง หุ้น 60% / ตราสารหนี้ 40% ที่เชื่อกันว่าบอนด์จะเป็นเบาะรองรับยามหุ้นตก ได้พิสูจน์แล้วว่า ใช้ไม่ได้จริง ในปี 2022 และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ผลตอบแทนรวมของการถือพันธบัตรระยะยาว (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) ทำให้พอร์ตติดลบอย่างหนัก ส่วนในพันธบัตรสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้ Total Return ดีเท่าในอดีต
ผมเริ่มเห็นนักวิเคราะห์ และกูรูการลงทุนออกมาเตือนหลายคนนะครับ โดยรวมก็คือ ตลาดตราสารหนี้โลกตอนนี้เปรียบเหมือน "House of Cards" หรือปราสาทไพ่ที่พร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
และเราอาจจะยังไม่เห็นจุดที่เลวร้ายที่สุดด้วยซ้ำ
นั่นจึงทำให้ หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการรักษามูลค่าพอร์ตให้ไม่ผันผวน และยังสร้างผลตอบแทนได้ดี เริ่มมีคนบอกว่า ทองคำ คือคำตอบ
ถึงแม้ราคาทองคำในปัจจุบันจะทะลุจุดสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ไปแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งยังเชื่อว่ามี Upside ให้ไปต่อได้อีก
โดยล่าสุด Morgan Stanley ได้ออกมาเสนอสูตรการจัดพอร์ตใหม่ที่เรียกว่า "60/20/20" นั่นคือการโยกเงินบางส่วนออกจากตราสารหนี้ แล้วเพิ่มสัดส่วนทองคำขึ้นมา โดยแบ่งเป็น หุ้น 60% / ตราสารหนี้ 20% / และ ทองคำ 20%
เพราะในยุคที่เงินเฟ้อยังเป็นภัยคุกคาม และพันธบัตรผันผวน ทองคำคือสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีที่สุด
โดย 6 สำนักใหญ่ ให้เป้าราคาทองคำปี 2026 ตามนี้
Yardeni $6,000
UBS $5,400
JPMorgan $5,055
Bank of America $5,000
Goldman Sachs $4,900
Morgan Stanley $4,800
ดูจากเป้า อาจจะงงว่า เอ๊ะ Morgan Stanley ให้เป้า ต่ำกว่าราคาปัจจุบันซะอีกนิ? ตอบว่า นั่นเป็นเป้าที่เขาให้เมื่อปลายปีที่แล้วครับ เชื่อว่า ถ้ากลับมา revisit กันอีกที หลายเจ้าน่าจะขยับเป้าราคาทองปีนี้ขึ้นกันอีกไม่มากก็น้อย
ในโลกที่กติกาการเงินกำลังถูกเขียนใหม่... การยึดติดกับตำราเดิม อาจเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดก็ได้ครับ
Mr.Messenger รายงาน
Bank Chayanon
CR
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้. https://www.facebook.com/chayanon.rakkanjanan/photos/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-/10235193322387430/?set=a.1086064905382&http_ref=eyJ0cyI6MTc2OTMwNjc0MzAwMCwiciI6IiJ9
Morgan Stanley เสนอจัดพอร์ต 60/20/20 ทางรอดยุคโลกปั่นป่วน
แต่วันนี้... โลกการลงทุนได้เปลี่ยนไปแล้วครับ
ทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เอาไว้หลบภัยเฉยๆ อีกต่อไป แต่มันกำลังทำหน้าที่สร้างผลตอบแทนได้ดีเยี่ยม ในยามที่โลกกำลังเหมือนจะฉีกกติกาเดิมทิ้งไป
หลังจากการประชุม World Economic Forum (WEF) 2026 ที่ผ่านมา ภาพหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนมากคือ ความร่วมมือกันในระดับโลก (Globalization) กำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
มหาอำนาจต่างพยายามแยกขั้วอำนาจ โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันในรูปแบบใหม่ให้ได้โดยเร็ว
และความไม่แน่นอนตรงนี้เองครับ ที่กำลังนำมาซึ่งการไหล Fund Flow ไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆที่น่าจะมีความผันผวมากขึ้น
และ บอกเลยว่า อาจจะคาดเดายากที่สุดยุคหนึ่ง ก็ว่าได้
สิ่งที่ผมเริ่มสังเกตเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ "ตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้โลก" โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ราคาเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางที่ "ผิดปกติ" ไปจากอดีต
นักลงทุนเห็นปรากฏการณ์ Flash Crash หรือการดิ่งลงอย่างรวดเร็วของตลาดตราสารหนี้บ่อยขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ผมวิเคราะห์ว่า มีสาเหตุเชิงลึกมาจาก 3 ปัจจัยหลักครับ
1. The Butterfly Effect ในญี่ปุ่น
ตลาดบอนด์ญี่ปุ่นกำลังเกิดการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่ กองทุนต่างชาติเริ่มแห่เข้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาวพิเศษเพราะถูกล่อใจด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
แต่บริษัทประกันชีวิตในญี่ปุ่น (ขาใหญ่เดิม) กลับเริ่มเทขาย เพราะไม่จำเป็นต้องถือพันธบัตรอายุ 40 ปีเพื่อหาผลตอบแทนอีกต่อไปแล้ว ถือแค่ตัว 20 ปี ก็ได้ผลตอบแทนทะลุ 2% สบายๆ
การเปลี่ยนกลุ่มถือแบบนี้ ให้เกิด Flash Crash และลุกลามไปยัง Wall Street เพราะนักลงทุนต่างชาติต้องเร่งขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเพื่อปรับพอร์ตตามไปด้วย
กองทุน Hedge Fund ที่ใช้กลยุทธ์ Risk-Parity ต่างโดนบีบให้ลดสัดส่วนตราสารหนี้ลงพร้อมๆ กัน ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดบอนด์ เจอแรงขายเพิ่มขึ้นไปอีก
2. เกมส์การเมืองโลก เปลี่ยนพันธบัตรให้เป็นอาวุธ
หลังปธน. ทรัมป์ ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการเงินอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น เบี้ยบนกระดานหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ ไปแล้วครับ
ล่าสุดเริ่มมีกระแสพูดคุยกันว่า กลุ่มประเทศยุโรปอาจใช้วิธีเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกดดันให้ทำเนียบขาวเลิกใช้วิธีบีบบังคับในการพยายามกดดันในทุกๆเรื่อง
แม้เรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงตอนนี้ แต่แค่คำขู่ ว่าจะมีแรงขาย มันก็เพียงพอที่จะกดดันให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปั่นป่วน
3. การล่มสลายของโมเดล 60/40
WallStreet เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า การถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (หลักๆเลยคือพันบัตรสหรัฐฯ) มันยังสมเหตุสมผลอยู่ไหม?
เพราะโมเดลคลาสสิกอย่าง หุ้น 60% / ตราสารหนี้ 40% ที่เชื่อกันว่าบอนด์จะเป็นเบาะรองรับยามหุ้นตก ได้พิสูจน์แล้วว่า ใช้ไม่ได้จริง ในปี 2022 และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ผลตอบแทนรวมของการถือพันธบัตรระยะยาว (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) ทำให้พอร์ตติดลบอย่างหนัก ส่วนในพันธบัตรสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้ Total Return ดีเท่าในอดีต
ผมเริ่มเห็นนักวิเคราะห์ และกูรูการลงทุนออกมาเตือนหลายคนนะครับ โดยรวมก็คือ ตลาดตราสารหนี้โลกตอนนี้เปรียบเหมือน "House of Cards" หรือปราสาทไพ่ที่พร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
และเราอาจจะยังไม่เห็นจุดที่เลวร้ายที่สุดด้วยซ้ำ
นั่นจึงทำให้ หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการรักษามูลค่าพอร์ตให้ไม่ผันผวน และยังสร้างผลตอบแทนได้ดี เริ่มมีคนบอกว่า ทองคำ คือคำตอบ
ถึงแม้ราคาทองคำในปัจจุบันจะทะลุจุดสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ไปแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งยังเชื่อว่ามี Upside ให้ไปต่อได้อีก
โดยล่าสุด Morgan Stanley ได้ออกมาเสนอสูตรการจัดพอร์ตใหม่ที่เรียกว่า "60/20/20" นั่นคือการโยกเงินบางส่วนออกจากตราสารหนี้ แล้วเพิ่มสัดส่วนทองคำขึ้นมา โดยแบ่งเป็น หุ้น 60% / ตราสารหนี้ 20% / และ ทองคำ 20%
เพราะในยุคที่เงินเฟ้อยังเป็นภัยคุกคาม และพันธบัตรผันผวน ทองคำคือสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีที่สุด
โดย 6 สำนักใหญ่ ให้เป้าราคาทองคำปี 2026 ตามนี้
Yardeni $6,000
UBS $5,400
JPMorgan $5,055
Bank of America $5,000
Goldman Sachs $4,900
Morgan Stanley $4,800
ดูจากเป้า อาจจะงงว่า เอ๊ะ Morgan Stanley ให้เป้า ต่ำกว่าราคาปัจจุบันซะอีกนิ? ตอบว่า นั่นเป็นเป้าที่เขาให้เมื่อปลายปีที่แล้วครับ เชื่อว่า ถ้ากลับมา revisit กันอีกที หลายเจ้าน่าจะขยับเป้าราคาทองปีนี้ขึ้นกันอีกไม่มากก็น้อย
ในโลกที่กติกาการเงินกำลังถูกเขียนใหม่... การยึดติดกับตำราเดิม อาจเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดก็ได้ครับ
Mr.Messenger รายงาน
Bank Chayanon
CR
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้