ตัวผมเองบรรจุราชการครูเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว
ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ห่างจากบ้านเกิดประมาณ 40 กิโลเมตร
ก็ขับรถไปกลับทุกวัน วันละ 80 กิโลเมตร
แรก ๆ ก็รู้สึกไกล
แต่พอสักพักก็ชิน
แล้วอยู่ไปก็เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2
รู้จักผู้คน ชุมชนแถวนั้น
แล้วระบบทำงานในองค์กรก็ถือว่าดีมาก
เป็นโรงเรียนประถมขนาดกลางที่มีเด็กทั้งโรงเรียนประมาณ 300 กว่าคน
เน้นพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของเด็กเป็นสำคัญ
เป็นผู้นำทางวิชาการ จนผลทดสอบ o-net ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ได้คะแนนสูงสูงกว่าระดับประเทศตลอดเกือบ 10 ปีที่ผมอยู่ และความจริงแล้วมันสูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
เด็กจบไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมยอดนิยมในตัวเมืองได้หลายคน
ผมใช้ชีวิตแบบมีความสุขมาตลอด
จนอาจจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านผู้บริหาร ระบบทำงานช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจึงเปลี่ยนบ้าง
แต่ก็ยังมีระบบคุณครูเก่า ๆ ที่ยังอยู่ ยังคงเข้มแข็งยึดมั่นแนวทางเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้วมีตำแหน่งว่างที่โรงเรียนใกล้บ้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น
เป็นโรงเรียนประถมขนาดใหญ่
มีนักเรียนประมาณ 800-900 คน
ผมปรึกษากับทางบ้านอยู่นาน
สรุปก็คือยื่นเรื่องย้าย ด้วยเหตุสำคัญที่สุดคือเห็นว่าใกล้บ้านและตัวเองนั้นเริ่มเหนื่อยกับที่เก่า แต่ความคิดในตอนนั้นอาจเหมือนนกน้อยที่อยู่ในกรงก็ได้นะครับเรามองแค่ความเหนื่อยในโรงเรียนเดิม
ไม่ได้ไปสัมผัสที่โรงเรียนอื่นเลย
เกรงว่าหากอยู่ที่เดิม จะสอนเด็กได้ไม่ดีเท่าที่เคย ประกอบกับเด็กในแต่ละห้องก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มควบคุมผลสัมฤทธิ์ได้ยากขึ้น
ส่วนโรงเรียนที่จะย้ายไปนั้น พอจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าผลสัมฤทธิ์ค่อนข้างต่ำเกือบทุกวิชาที่ทดสอบ o-net มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศเป็นเวลา 2-3 ปีมาแล้ว
ซึ่งอันนี้ผมรู้ล่วงหน้ามาแล้ว
แต่เราก็มีความตั้งใจจะย้ายกลับไปบ้าน พัฒนาบ้านเกิดของเรา
และในที่สุดมายื่นเรื่องย้าย
เขารับย้าย 1 อัตรา แล้วก็ย้ายได้สำเร็จ
จากที่มีคุณครูยื่นย้ายแข่งกันเกือบ 40 คน
แต่ผมมาได้เปรียบคะแนนตรงที่ภูมิลำเนาอยู่ใกล้โรงเรียน และใช้เหตุผลว่าย้ายกลับมาดูแลพ่อแม่
ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนตรงนี้สูง
เมื่อทำงานได้ประมาณ 3-4 เดือน
ถึงรู้สึกทันทีว่าในโรงเรียนแห่งนี้แม้จะเป็นโรงเรียนใหญ่
แต่การคำนึงถึงเด็ก คำนึงถึงผู้เรียนน้อยมาก เน้นการสร้างภาพ ถ่ายรูป จัดโต๊ะ จีบผ้า แทบไม่เห็นผู้บริหารถามไถ่ถึงเรื่องการเรียนการสอนของครูและเด็ก
เด็กมีปัญหาการอ่าน การเขียนเยอะมากขึ้นมาระดับชั้น ป.4-ป.5 แล้ว
ยังมีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเป็นจำนวนร้อยละ 40-50 ต่อชั้นเรียน มันเยอะมาก ๆ
ผมได้พูดคุยกับคุณครูเก่า ๆ ที่อยู่ที่นี่
ก็ถามเขาว่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง ?
เด็กขึ้นมาชั้นประถมปลาย
แล้วยังอ่านไม่ออก
คำตอบที่ได้รับคือ ก็เขาสอนแบบปล่อย ๆ มาตั้งแต่ระดับประถมต้น ขาดการวางแผนติดตาม
คนที่ตั้งใจทำงานจะเหนื่อยและท้อ
และเมื่อหัวไม่กระดิก หางก็ไม่ขยับ
หากมีครูคนใดทักท้วงโต้แย้งไป
ก็จะเป็นที่เกลียดชังในหมู่ครูเปล่า ๆ
ก็อยู่ไปสภาพแบบนี้ ครูคนไหนอึดอัดขัดใจอยู่ไม่ได้ เขาก็จะทำเรื่องย้ายหรือโอนไปอยู่สังกัดอื่น ซึ่งมีให้เห็นมาแล้ว
แล้วในปีนี้ก็จะมีคุณครูย้ายอีก
ด้วยสภาพโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ เด็กเกือบพันคน
ผมเห็นแล้วรับไม่ได้จริง ๆ
ผมจะเปลี่ยนระบบที่นี่คนเดียวคงไม่ได้
อยู่ไป 3-4 เดือนมีแต่ความทุกข์ใจ
พอพูดกับที่บ้านว่าอยากย้ายกลับไปโรงเรียนเดิม หรือไปโรงเรียนอื่นในละแวกโซนเดิม
ทีนี้...ก็ทะเลาะกับคนในบ้าน
เพราะคนในบ้านก็บอกผมว่ามาอยู่ใกล้บ้านแล้วจะไปที่ไหนอีก มีแต่คนอยากย้ายกลับบ้านกันทั้งนั้นแหละ
หัดทำตัวให้เหมือนคนอื่น
อยู่ให้สบาย ๆ รับเงินเดือนไปวัน ๆ
จะไปจริงจังอะไรนักหนา
มัวแต่พร่ำสอนอยู่คนเดียว
เด็กมันจะได้ยังไง ?
ในเมื่อคนอื่นเขาก็เฉย
ซึ่งความจริงหากผมจะทำเรื่องย้ายอีกที
มันก็ยากแล้วครับ
เพราะด้วยตัวชี้วัดการให้คะแนนการย้ายเขาเน้นให้ย้ายกลับภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านจะให้คะแนนสูงมาก
การย้ายกลับไปโซนนอกบ้านจะยากยกเว้นอย่างเดียวคือ ย้ายสับเปลี่ยน
ต้องหาคู่มาสับเปลี่ยนกัน
และต้องเป็นที่ยินยอมของผู้บริหารโรงเรียนทั้งสองแห่งด้วย
ณ วันนี้ ผมตั้งเป้าไว้ว่าครบกำหนด 2 ปี ผมจะยื่นย้าย
ค่อยหาคู่สับเปลี่ยน
มาระบายให้ฟังครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
ได้ย้ายที่ทำงานมาใกล้บ้าน แล้วเคยรู้สึกคิดผิดกันบ้างไหมครับ ?
ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ห่างจากบ้านเกิดประมาณ 40 กิโลเมตร
ก็ขับรถไปกลับทุกวัน วันละ 80 กิโลเมตร
แรก ๆ ก็รู้สึกไกล
แต่พอสักพักก็ชิน
แล้วอยู่ไปก็เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2
รู้จักผู้คน ชุมชนแถวนั้น
แล้วระบบทำงานในองค์กรก็ถือว่าดีมาก
เป็นโรงเรียนประถมขนาดกลางที่มีเด็กทั้งโรงเรียนประมาณ 300 กว่าคน
เน้นพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของเด็กเป็นสำคัญ
เป็นผู้นำทางวิชาการ จนผลทดสอบ o-net ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ได้คะแนนสูงสูงกว่าระดับประเทศตลอดเกือบ 10 ปีที่ผมอยู่ และความจริงแล้วมันสูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
เด็กจบไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมยอดนิยมในตัวเมืองได้หลายคน
ผมใช้ชีวิตแบบมีความสุขมาตลอด
จนอาจจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านผู้บริหาร ระบบทำงานช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจึงเปลี่ยนบ้าง
แต่ก็ยังมีระบบคุณครูเก่า ๆ ที่ยังอยู่ ยังคงเข้มแข็งยึดมั่นแนวทางเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้วมีตำแหน่งว่างที่โรงเรียนใกล้บ้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น
เป็นโรงเรียนประถมขนาดใหญ่
มีนักเรียนประมาณ 800-900 คน
ผมปรึกษากับทางบ้านอยู่นาน
สรุปก็คือยื่นเรื่องย้าย ด้วยเหตุสำคัญที่สุดคือเห็นว่าใกล้บ้านและตัวเองนั้นเริ่มเหนื่อยกับที่เก่า แต่ความคิดในตอนนั้นอาจเหมือนนกน้อยที่อยู่ในกรงก็ได้นะครับเรามองแค่ความเหนื่อยในโรงเรียนเดิม
ไม่ได้ไปสัมผัสที่โรงเรียนอื่นเลย
เกรงว่าหากอยู่ที่เดิม จะสอนเด็กได้ไม่ดีเท่าที่เคย ประกอบกับเด็กในแต่ละห้องก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มควบคุมผลสัมฤทธิ์ได้ยากขึ้น
ส่วนโรงเรียนที่จะย้ายไปนั้น พอจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าผลสัมฤทธิ์ค่อนข้างต่ำเกือบทุกวิชาที่ทดสอบ o-net มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศเป็นเวลา 2-3 ปีมาแล้ว
ซึ่งอันนี้ผมรู้ล่วงหน้ามาแล้ว
แต่เราก็มีความตั้งใจจะย้ายกลับไปบ้าน พัฒนาบ้านเกิดของเรา
และในที่สุดมายื่นเรื่องย้าย
เขารับย้าย 1 อัตรา แล้วก็ย้ายได้สำเร็จ
จากที่มีคุณครูยื่นย้ายแข่งกันเกือบ 40 คน
แต่ผมมาได้เปรียบคะแนนตรงที่ภูมิลำเนาอยู่ใกล้โรงเรียน และใช้เหตุผลว่าย้ายกลับมาดูแลพ่อแม่
ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนตรงนี้สูง
เมื่อทำงานได้ประมาณ 3-4 เดือน
ถึงรู้สึกทันทีว่าในโรงเรียนแห่งนี้แม้จะเป็นโรงเรียนใหญ่
แต่การคำนึงถึงเด็ก คำนึงถึงผู้เรียนน้อยมาก เน้นการสร้างภาพ ถ่ายรูป จัดโต๊ะ จีบผ้า แทบไม่เห็นผู้บริหารถามไถ่ถึงเรื่องการเรียนการสอนของครูและเด็ก
เด็กมีปัญหาการอ่าน การเขียนเยอะมากขึ้นมาระดับชั้น ป.4-ป.5 แล้ว
ยังมีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเป็นจำนวนร้อยละ 40-50 ต่อชั้นเรียน มันเยอะมาก ๆ
ผมได้พูดคุยกับคุณครูเก่า ๆ ที่อยู่ที่นี่
ก็ถามเขาว่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง ?
เด็กขึ้นมาชั้นประถมปลาย
แล้วยังอ่านไม่ออก
คำตอบที่ได้รับคือ ก็เขาสอนแบบปล่อย ๆ มาตั้งแต่ระดับประถมต้น ขาดการวางแผนติดตาม
คนที่ตั้งใจทำงานจะเหนื่อยและท้อ
และเมื่อหัวไม่กระดิก หางก็ไม่ขยับ
หากมีครูคนใดทักท้วงโต้แย้งไป
ก็จะเป็นที่เกลียดชังในหมู่ครูเปล่า ๆ
ก็อยู่ไปสภาพแบบนี้ ครูคนไหนอึดอัดขัดใจอยู่ไม่ได้ เขาก็จะทำเรื่องย้ายหรือโอนไปอยู่สังกัดอื่น ซึ่งมีให้เห็นมาแล้ว
แล้วในปีนี้ก็จะมีคุณครูย้ายอีก
ด้วยสภาพโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ เด็กเกือบพันคน
ผมเห็นแล้วรับไม่ได้จริง ๆ
ผมจะเปลี่ยนระบบที่นี่คนเดียวคงไม่ได้
อยู่ไป 3-4 เดือนมีแต่ความทุกข์ใจ
พอพูดกับที่บ้านว่าอยากย้ายกลับไปโรงเรียนเดิม หรือไปโรงเรียนอื่นในละแวกโซนเดิม
ทีนี้...ก็ทะเลาะกับคนในบ้าน
เพราะคนในบ้านก็บอกผมว่ามาอยู่ใกล้บ้านแล้วจะไปที่ไหนอีก มีแต่คนอยากย้ายกลับบ้านกันทั้งนั้นแหละ
หัดทำตัวให้เหมือนคนอื่น
อยู่ให้สบาย ๆ รับเงินเดือนไปวัน ๆ
จะไปจริงจังอะไรนักหนา
มัวแต่พร่ำสอนอยู่คนเดียว
เด็กมันจะได้ยังไง ?
ในเมื่อคนอื่นเขาก็เฉย
ซึ่งความจริงหากผมจะทำเรื่องย้ายอีกที
มันก็ยากแล้วครับ
เพราะด้วยตัวชี้วัดการให้คะแนนการย้ายเขาเน้นให้ย้ายกลับภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านจะให้คะแนนสูงมาก
การย้ายกลับไปโซนนอกบ้านจะยากยกเว้นอย่างเดียวคือ ย้ายสับเปลี่ยน
ต้องหาคู่มาสับเปลี่ยนกัน
และต้องเป็นที่ยินยอมของผู้บริหารโรงเรียนทั้งสองแห่งด้วย
ณ วันนี้ ผมตั้งเป้าไว้ว่าครบกำหนด 2 ปี ผมจะยื่นย้าย
ค่อยหาคู่สับเปลี่ยน
มาระบายให้ฟังครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ