ซูซูกิขายโรงงานไทยให้ฟอร์ด หลังสู้ค่ายรถจีนไม่ไหว ยอดผลิตดิ่งจาก 6 หมื่น เหลือแค่ 4 พันคัน

กระทู้ข่าว
ซูซูกิขายโรงงานไทยให้ฟอร์ด หลังสู้ค่ายรถจีนไม่ไหว ยอดผลิตดิ่งจาก 6 หมื่น เหลือแค่ 4 พันคัน สะท้อนอำนาจรถญี่ปุ่นเสื่อม จีนรุกแรง

การตัดสินใจขายโรงงานประกอบรถของ #ซูซูกิ ในไทยให้แก่ฟอร์ด ไม่ได้เป็นเพียงดีลธุรกิจธรรมดา แต่สะท้อน ‘การเปลี่ยนขั้ว’ จากยุคที่ค่ายญี่ปุ่นครองตลาดไทยแทบเบ็ดเสร็จ สู่สนามแข่งขันใหม่ที่ผู้เล่นจีน รุกคืบอย่างรวดเร็วแทน
.
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ซูซูกิ มอเตอร์จะ “ขายโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย” ให้แก่ฟอร์ด มอเตอร์ หลังผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ตัดสินใจยุติการผลิตในประเทศ จากแรงกดดันการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นกับค่ายรถจีน
.
ฟอร์ดระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทั้งสองบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายโรงงานดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง ทางภาคตะวันออกของไทย โดยที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ จะถูกโอนภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายไม่ได้มีการเปิดเผย
.
ทั้งนี้ ซูซูกิลงทุนราว 20,000 ล้านเยน (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 2012 ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย MarkLines โรงงานมีกำลังการผลิตต่อปีรวม 80,000 คัน และเคยผลิตรถรุ่นต่าง ๆ รวมถึง Swift รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
.
ในช่วงที่มียอดการผลิตสูงสุด โรงงานแห่งนี้เคยผลิตรถเกือบ 60,000 คันต่อปี แต่ตัวเลข “ลดลงเหลือเพียงราว 4,400 คัน” ในปี 2024 โดยในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ซูซูกิประกาศว่าจะยุติการดำเนินงานของโรงงานภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งจะเป็นการยุติการผลิตรถยนต์ในไทยอย่างสิ้นเชิง
.
ในประเทศไทย ฟอร์ดผลิตรถกระบะขนาดกลางรุ่น Ranger ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก รวมถึงรุ่น Everest ซึ่งเป็นรถเอสยูวีที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Ranger โดยโรงงานในไทย ไม่เพียงผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งออกไปยังตลาดอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
.
โรงงานประกอบรถยนต์ของฟอร์ดในจังหวัดระยอง ตั้งอยู่ติดกับโรงงานของซูซูกิ ซึ่งมีพื้นที่ 412 ไร่ และมีพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร โดยฟอร์ดมีแนวโน้มเข้าซื้อกิจการแห่งนี้เพื่อเตรียมรองรับการขยายการดำเนินงานในอนาคต
.
ตัวแทนของฟอร์ดระบุว่า การเข้าซื้อครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทต่อฐานการผลิตในประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
ด้านโฆษกของซูซูกิให้สัมภาษณ์กับนิกเคอิว่า “เราตัดสินใจขายโรงงาน เนื่องจากรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถเจาะตลาดได้ตามที่คาดหวังไว้ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าและปัจจัยอื่น ๆ”
.
ข้อมูลจากโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ระบุว่า ยอดขายของซูซูกิในไทยช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน ลดลง 14% จากปีก่อน เหลือเพียง 4,600 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1%
.
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับซูซูกิระบุว่า บริษัทได้ติดต่อหลายบริษัทเพื่อขายโรงงานแห่งนี้ โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกพิจารณาคือ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน แต่สุดท้ายซูซูกิตัดสินใจเลือก “ฟอร์ด” เนื่องจากสามารถตกลงเงื่อนไขกันได้
.
สำหรับประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยในปี 2020 ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังครองส่วนแบ่งตลาดรวมราว 90%
.
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจากจีนอย่าง BYD ได้เข้ามาทำตลาดในไทยและเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของค่ายญี่ปุ่น “ลดลงเหลือ 69%” ของยอดขายรถใหม่ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2025 ขณะที่ผู้ผลิตจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 21% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่ง “เพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า” เมื่อเทียบกับปี 2022
.
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่