ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เกิดกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ของอเมริกาประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าอีก 10% จาก 8 ประเทศในยุโรปที่เป็นสมาชิกนาโต ที่คัดค้านการยึดเกาะกรีนแลนด์ของเมริกาจากเดนมาร์ก แต่ประเทศทั้ง 8 รวมถึงประเทศสมาชิกนาโตกลับประกาศ “สู้” และส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปที่เกาะ นั่นทำให้หุ้นอเมริกาตกลงมาหลายเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายในที่ประชุมประจำปี World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ทรัมป์ได้ประกาศ “ถอย” และบอกว่าจะไม่ยึดด้วยการใช้กำลัง และงดที่จะเพิ่มภาษีที่ประกาศไว้ ซึ่งก็ทำให้หุ้นขึ้นทันทีทั่วโลก
สิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ที่จริงเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาสมัยที่สองในปี 2025 นั่นก็คือ การประกาศนโยบายและพูด “ข่มขู่” ให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็น “คู่กรณี” ทำในสิ่งที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์ เช่น เรื่องของภาษีนำเข้าสินค้าของอเมริกาที่มีการเพิ่มขึ้นมหาศาลในขณะที่สินค้าส่งออกของอเมริกานั้นได้รับการลดภาษีจนแทบเป็นศูนย์ในบางกรณี เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ยังมีประเด็นและเรื่องราวอีกมากที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องและได้พูดในแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นในประธานาธิบดีคนก่อน ๆ
ลักษณะที่ทรัมป์ทำนั้น ถ้าใช้คำแสลงของไทย หลายคนคิดว่าน่าจะตรงกับคำว่า “เกรียน” ซึ่งเราใช้กันมานานพอสมควรและโดยเฉพาะในสื่อดิจิทัลที่อ้างอิงถึงคนที่ก้าวร้าว ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ก่อกวนสังคม สร้างความเดือดร้อนหรือความรำคาญให้แก่ผู้อื่น ไร้ความยั้งคิด ขาดการควบคุมตนเอง มักใช้คำหยาบ เรียกร้องความสนใจ ชอบสร้างประเด็นหรือความขัดแย้ง สร้างความวุ่นวายหรือทำตัวไม่เหมาะสม และทั้งหมดนั้นก็คือ นิยามของคำว่า “เกรียน” ที่คนทำมักจะต้องมีพลังอำนาจในทางใดทางหนึ่ง
ในแวดวงการเมืองระดับโลกนั้น คนที่เข้าข่าย “เกรียน” นั้น นอกจากประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว แน่นอนว่าต้องรวมถึงประธานาธิบดีปูตินที่อาจจะไม่ได้พูดมากเท่ากับทรัมป์ แต่ความเกรียนคงไม่แพ้กัน เพราะส่งกองทัพออกไปยึดยูเครนเลย รายต่อมาก็คงเป็นคนอย่างคิมจองอึนที่ทดลองหรือซ้อมยิงขีปนาวุธเฉียดเพื่อนบ้านเป็นประจำ ซึ่งสำหรับผมแล้ว “ดังกว่าคำพูด” และ “เกรียน” ยิ่งกว่า
ความเกรียนหรือคนที่เกรียนนั้น มีในทุกวงการ โดยเฉพาะในยุคสังคมดิจิทัลที่คนสามารถจะพูดอะไรก็ได้ผ่านสื่อสังคมที่เปิดกว้างที่สุดในขณะที่คนพูดอาจจะไม่ต้องเปิดเผยตัวตนก็ได้ ดังนั้น เราจึงพบว่ามี “เกรียน” อยู่ในทุกวงการ และก็แน่นอน รวมถึงในตลาดหุ้นและการลงทุนซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่คึกคัก ต่อสู้ แข่งขันเอาเป็นเอาตาย มีการใช้กลยุทธที่ซับซ้อน “โกหก หลอกลวง” ไม่แพ้ในวงการเมืองทั้งในระดับโลกและประเทศ
ว่าที่จริง สำหรับผมแล้ว ความ “เกรียน” ของทรัมป์เองนั้น จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์อยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทรัมป์ทำหรือพูดส่วนใหญ่แล้ว สุดท้ายก็มักจะกระทบไปถึงตลาดหุ้นและตลาดการเงินมากพอ ๆ กับการเมือง เพราะการเมืองนั้นกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแทบจะแยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าใครจะบอกว่าทรัมป์เป็น “เกรียนตลาดหุ้น” ผมก็คิดว่าไม่ผิด และนักลงทุนทุกคนก็ต้องคอยติดตามว่าเขาจะทำหรือพูดอะไรที่จะกระทบกับตลาดและหุ้นที่เราอาจจะถืออยู่ด้วย
และนี่ก็นำมาสู่ประเด็นหลักที่ผมจะพูดในบทความนี้ นั่นก็คือ “เกรียนตลาดหุ้น” ที่นักลงทุนจะต้องรู้จักและเข้าใจ เพราะเกรียนตลาดหุ้นอาจจะทำให้นักลงทุนเดือดร้อนได้ เพราะเขาอาจจะทำให้เราเข้าใจผิด หลอกลวงหรือข่มขู่ให้เรากลัวและทำอะไรที่เป็นผลเสีย ในขณะที่ “เกรียน” ได้ประโยชน์ อาจจะทั้งในด้านการเงินหรือชื่อเสียงที่อาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ในภาคหน้าได้ มาดูกัน
เกรียนในตลาดหุ้นแบบแรกก็คือ การปั่นหุ้นหรือการเชียร์หุ้นแบบไร้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุน พฤติกรรมของเกรียนกลุ่มนี้มักจะโพสต์ข้อความที่ดูสดใสเกินไปมากสุด ๆ หรือไม่ก็ดูแย่อย่างหนักโดยที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานชัดเจน เช่น คำพูดแบบ “รับประกันโตขึ้นเป็น 10 เด้งแน่นอน” หรืออีกด้านหนึ่งก็อาจจะบอกว่า สุดท้ายหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นก็จะต้องกลายเป็นศูนย์แน่ ๆ อาจจะเพราะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน คนพูดก็จะหายตัวไปเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าว
เกรียนปั่นหุ้นนั้น มักจะใช้กลยุทธระยะสั้นประเภท “ลากขึ้นไปเชือด” คือปล่อยข่าวแล้วก็กวาดซื้อหุ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างแรง ซึ่งก็ทำให้นักเก็งกำไรอื่นซื้อหุ้นตาม ดันราคาให้วิ่งขึ้นไปอีกมากพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เปิดโอกาสให้คนปั่นหุ้น “ปล่อยของ” หรือเทขายหุ้นออกไปจนหมดในราคาที่ทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้น และนี่ก็คือกลยุทธที่ใช้กันมากในยามที่ตลาดหุ้นโดยรวมคึกคักเป็นกระทิง
เกรียนแบบที่ 2 ก็คือ การสร้างความรู้สึกกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัยในหมู่นักลงทุน ซึ่งจะทำให้เกิดแพนิกและความสับสน อาจจะโดยการปล่อยข่าวลบรุนแรงบางอย่างที่ไม่เป็นจริง เช่น บอกว่าบริษัทกำลังมีปัญหาไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระ อาจจะอ้างด้วยว่ามาจากคนวงในที่เชื่อถือได้เพื่อให้คนฟังเชื่อ
เกรียนแนวสร้างความกลัวนั้น สามารถทำกำไรได้โดยเฉพาะการขายชอร์ตและมักจะทำได้ง่ายในยามที่ตลาดโดยรวมกำลังตกลงในภาวะตลาดหมีที่สังคมนักลงทุนมักจะหวั่นไหวกับทุกสิ่งที่เป็นลบอยู่แล้ว
เกรียนแบบที่ 3 คือ การรักษาตำแหน่งและจุดยืนของตนเองแบบ “หัวชนฝา” นี่ก็คือคนที่มักโจมตีใครก็ตามที่มีจุดยืนหรือความคิดที่แตกต่างจากตนเอง พวกเขาจะไม่สนใจหรือรับฟังอะไรรวมถึงข้อมูลการศึกษาที่ย้อนแย้งหรือตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเมื่อถูกพิสูจน์ว่าความคิดของตนผิด เกรียนแบบนี้มักจะชอบพูดว่า “คุณแค่ไม่เข้าใจธุรกิจ” หรือ “ต้องดูกันต่อไปยาว ๆ” เป็นต้น
เกรียนแบบที่ 4 คือ เกรียน “หาแสง” หรือเกรียนที่เรียกร้องความสนใจหรือ “อยากดัง” อยากเป็น “Somebody” ซึ่งนี่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาผลประโยชน์หรือทำกำไรในระยะสั้น
พฤติกรรมของเกรียนก็คือการโพสต์หรือสัมภาษณ์การทำนายหรือคาดการณ์ที่สุดโต่งหรือมี “ดรามา” เป็นประจำ พวกเขามักจะชอบอ้างว่าผม “เคยบอกแล้ว” ว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น “เห็นไหมล่ะ” โดยที่ไม่ได้มีการพิสูจน์หรือมีข้อมูลอ้างอิงชัด ๆ ไม่รู้ว่า “บอกตอนไหน?” นอกจากนั้น ก็มักจะชอบพูดถกเถียงไม่มีสิ้นสุดเพื่อที่จะยึดครองกระทู้พูดคุยไว้คนเดียว
เกรียนแบบที่ 5 คือแบบ “เจ้าลัทธิ” หรือเจ้าหลักการ ที่คอยโปรโมทความเชื่อแต่ไม่ใช่ผลตอบแทน
นี่คือคนที่มองหุ้นเป็นเหมือนกับศาสนา และปฏิเสธเรื่องของการวิเคราะห์เพื่อประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ไม่พูดถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นหรือพื้นฐานและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ เกรียนแบบนี้ชอบพูดอะไรที่เป็นคล้าย ๆ ปรัชญา เช่น นักลงทุนที่มี “ศรัทธา” ในหลักการลงทุนแบบ “XX” จะ “ไม่มีวันขายหุ้น” เป็นต้น
เกรียนแบบสุดท้ายคือแบบที่ 6 ที่ผมจะพูดถึงอาจจะเรียกว่า “เซียนหุ้นจอมปลอม” และนี่ก็คือคนที่ดูเหมือนว่าเป็น “เซียนหุ้น” ที่น่าเชื่อถือและทุกคนยอมรับและมักจะถูกขอความเห็นเป็นประจำ
เกรียนเหล่านี้มักจะใช้คำพูดที่เป็นภาษาวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษพร่ำเพรื่อ เพื่อที่จะฟังดูฉลาดหลักแหลม ชอบอธิบายทฤษฎีหรือหลักการซับซ้อนฟังดูจะรู้สึกมืนงงไม่ชัดเจนโปร่งใส แต่เวลามีคำถามเฉพาะก็จะพยายามหลีกเลี่ยง บางทีก็อาจจะใช้แนวแบบ “นักลงทุนสถาบันมืออาชีพจะรู้ดี” เพื่อที่จะบอกว่า อย่าถาม เพราะคุณไม่เข้าใจหรอก หรือ “เชื่อผมเถอะ ผมทำแบบนี้มานานมากแล้ว” เป็นต้น
ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “เกรียน” ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนควรที่จะรู้และเข้าใจและตั้งรับอย่างรู้เท่าทัน เพราะเกรียนเอง บ่อยครั้งพูดเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ได้เป็นการให้ความรู้หรือความเข้าใจแก่คนฟังจริง ๆ ถ้าเราฟังมาก ๆ แทนที่จะดีเราอาจจะกลายเป็น “เหยื่อ” ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นขีดว่าอะไรหรือแบบไหนหรือคำพูดระดับไหนถึงจะเข้าข่ายว่าเป็น “เกรียน” บางทีก็เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนขี้สงสัยหรือที่เรียกว่า “Skeptical” จริง ๆ หรือคนที่ยังใหม่ในวงการลงทุนจริง ๆ ที่ไม่รู้ว่าในตลาดหุ้นก็มีเกรียนอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น คำแนะนำของผมก็คือ เราต้องหัดเป็นคน “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย แม้ว่าทุกอย่างจะดูชัดหรือ “Obvious” จริง ๆ ว่าเขาเป็นนักลงทุนที่แท้จริงที่ไม่เป็นเกรียน
โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมรังเกียจพฤติกรรมเกรียนมาตลอดและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำมัน แต่พอมานึกดูอีกที ผมเองก็อาจจะไม่รู้ตัวเหมือนกันว่า ผมเป็น “เกรียน” หรือเปล่า
24 ม.ค 2569
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เกรียนตลาดหุ้น : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ที่จริงเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาสมัยที่สองในปี 2025 นั่นก็คือ การประกาศนโยบายและพูด “ข่มขู่” ให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็น “คู่กรณี” ทำในสิ่งที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์ เช่น เรื่องของภาษีนำเข้าสินค้าของอเมริกาที่มีการเพิ่มขึ้นมหาศาลในขณะที่สินค้าส่งออกของอเมริกานั้นได้รับการลดภาษีจนแทบเป็นศูนย์ในบางกรณี เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ยังมีประเด็นและเรื่องราวอีกมากที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องและได้พูดในแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นในประธานาธิบดีคนก่อน ๆ
ลักษณะที่ทรัมป์ทำนั้น ถ้าใช้คำแสลงของไทย หลายคนคิดว่าน่าจะตรงกับคำว่า “เกรียน” ซึ่งเราใช้กันมานานพอสมควรและโดยเฉพาะในสื่อดิจิทัลที่อ้างอิงถึงคนที่ก้าวร้าว ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ก่อกวนสังคม สร้างความเดือดร้อนหรือความรำคาญให้แก่ผู้อื่น ไร้ความยั้งคิด ขาดการควบคุมตนเอง มักใช้คำหยาบ เรียกร้องความสนใจ ชอบสร้างประเด็นหรือความขัดแย้ง สร้างความวุ่นวายหรือทำตัวไม่เหมาะสม และทั้งหมดนั้นก็คือ นิยามของคำว่า “เกรียน” ที่คนทำมักจะต้องมีพลังอำนาจในทางใดทางหนึ่ง
ในแวดวงการเมืองระดับโลกนั้น คนที่เข้าข่าย “เกรียน” นั้น นอกจากประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว แน่นอนว่าต้องรวมถึงประธานาธิบดีปูตินที่อาจจะไม่ได้พูดมากเท่ากับทรัมป์ แต่ความเกรียนคงไม่แพ้กัน เพราะส่งกองทัพออกไปยึดยูเครนเลย รายต่อมาก็คงเป็นคนอย่างคิมจองอึนที่ทดลองหรือซ้อมยิงขีปนาวุธเฉียดเพื่อนบ้านเป็นประจำ ซึ่งสำหรับผมแล้ว “ดังกว่าคำพูด” และ “เกรียน” ยิ่งกว่า
ความเกรียนหรือคนที่เกรียนนั้น มีในทุกวงการ โดยเฉพาะในยุคสังคมดิจิทัลที่คนสามารถจะพูดอะไรก็ได้ผ่านสื่อสังคมที่เปิดกว้างที่สุดในขณะที่คนพูดอาจจะไม่ต้องเปิดเผยตัวตนก็ได้ ดังนั้น เราจึงพบว่ามี “เกรียน” อยู่ในทุกวงการ และก็แน่นอน รวมถึงในตลาดหุ้นและการลงทุนซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่คึกคัก ต่อสู้ แข่งขันเอาเป็นเอาตาย มีการใช้กลยุทธที่ซับซ้อน “โกหก หลอกลวง” ไม่แพ้ในวงการเมืองทั้งในระดับโลกและประเทศ
ว่าที่จริง สำหรับผมแล้ว ความ “เกรียน” ของทรัมป์เองนั้น จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์อยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทรัมป์ทำหรือพูดส่วนใหญ่แล้ว สุดท้ายก็มักจะกระทบไปถึงตลาดหุ้นและตลาดการเงินมากพอ ๆ กับการเมือง เพราะการเมืองนั้นกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแทบจะแยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าใครจะบอกว่าทรัมป์เป็น “เกรียนตลาดหุ้น” ผมก็คิดว่าไม่ผิด และนักลงทุนทุกคนก็ต้องคอยติดตามว่าเขาจะทำหรือพูดอะไรที่จะกระทบกับตลาดและหุ้นที่เราอาจจะถืออยู่ด้วย
และนี่ก็นำมาสู่ประเด็นหลักที่ผมจะพูดในบทความนี้ นั่นก็คือ “เกรียนตลาดหุ้น” ที่นักลงทุนจะต้องรู้จักและเข้าใจ เพราะเกรียนตลาดหุ้นอาจจะทำให้นักลงทุนเดือดร้อนได้ เพราะเขาอาจจะทำให้เราเข้าใจผิด หลอกลวงหรือข่มขู่ให้เรากลัวและทำอะไรที่เป็นผลเสีย ในขณะที่ “เกรียน” ได้ประโยชน์ อาจจะทั้งในด้านการเงินหรือชื่อเสียงที่อาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ในภาคหน้าได้ มาดูกัน
เกรียนในตลาดหุ้นแบบแรกก็คือ การปั่นหุ้นหรือการเชียร์หุ้นแบบไร้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุน พฤติกรรมของเกรียนกลุ่มนี้มักจะโพสต์ข้อความที่ดูสดใสเกินไปมากสุด ๆ หรือไม่ก็ดูแย่อย่างหนักโดยที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานชัดเจน เช่น คำพูดแบบ “รับประกันโตขึ้นเป็น 10 เด้งแน่นอน” หรืออีกด้านหนึ่งก็อาจจะบอกว่า สุดท้ายหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นก็จะต้องกลายเป็นศูนย์แน่ ๆ อาจจะเพราะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน คนพูดก็จะหายตัวไปเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าว
เกรียนปั่นหุ้นนั้น มักจะใช้กลยุทธระยะสั้นประเภท “ลากขึ้นไปเชือด” คือปล่อยข่าวแล้วก็กวาดซื้อหุ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างแรง ซึ่งก็ทำให้นักเก็งกำไรอื่นซื้อหุ้นตาม ดันราคาให้วิ่งขึ้นไปอีกมากพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เปิดโอกาสให้คนปั่นหุ้น “ปล่อยของ” หรือเทขายหุ้นออกไปจนหมดในราคาที่ทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้น และนี่ก็คือกลยุทธที่ใช้กันมากในยามที่ตลาดหุ้นโดยรวมคึกคักเป็นกระทิง
เกรียนแบบที่ 2 ก็คือ การสร้างความรู้สึกกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัยในหมู่นักลงทุน ซึ่งจะทำให้เกิดแพนิกและความสับสน อาจจะโดยการปล่อยข่าวลบรุนแรงบางอย่างที่ไม่เป็นจริง เช่น บอกว่าบริษัทกำลังมีปัญหาไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระ อาจจะอ้างด้วยว่ามาจากคนวงในที่เชื่อถือได้เพื่อให้คนฟังเชื่อ
เกรียนแนวสร้างความกลัวนั้น สามารถทำกำไรได้โดยเฉพาะการขายชอร์ตและมักจะทำได้ง่ายในยามที่ตลาดโดยรวมกำลังตกลงในภาวะตลาดหมีที่สังคมนักลงทุนมักจะหวั่นไหวกับทุกสิ่งที่เป็นลบอยู่แล้ว
เกรียนแบบที่ 3 คือ การรักษาตำแหน่งและจุดยืนของตนเองแบบ “หัวชนฝา” นี่ก็คือคนที่มักโจมตีใครก็ตามที่มีจุดยืนหรือความคิดที่แตกต่างจากตนเอง พวกเขาจะไม่สนใจหรือรับฟังอะไรรวมถึงข้อมูลการศึกษาที่ย้อนแย้งหรือตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเมื่อถูกพิสูจน์ว่าความคิดของตนผิด เกรียนแบบนี้มักจะชอบพูดว่า “คุณแค่ไม่เข้าใจธุรกิจ” หรือ “ต้องดูกันต่อไปยาว ๆ” เป็นต้น
เกรียนแบบที่ 4 คือ เกรียน “หาแสง” หรือเกรียนที่เรียกร้องความสนใจหรือ “อยากดัง” อยากเป็น “Somebody” ซึ่งนี่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาผลประโยชน์หรือทำกำไรในระยะสั้น
พฤติกรรมของเกรียนก็คือการโพสต์หรือสัมภาษณ์การทำนายหรือคาดการณ์ที่สุดโต่งหรือมี “ดรามา” เป็นประจำ พวกเขามักจะชอบอ้างว่าผม “เคยบอกแล้ว” ว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น “เห็นไหมล่ะ” โดยที่ไม่ได้มีการพิสูจน์หรือมีข้อมูลอ้างอิงชัด ๆ ไม่รู้ว่า “บอกตอนไหน?” นอกจากนั้น ก็มักจะชอบพูดถกเถียงไม่มีสิ้นสุดเพื่อที่จะยึดครองกระทู้พูดคุยไว้คนเดียว
เกรียนแบบที่ 5 คือแบบ “เจ้าลัทธิ” หรือเจ้าหลักการ ที่คอยโปรโมทความเชื่อแต่ไม่ใช่ผลตอบแทน
นี่คือคนที่มองหุ้นเป็นเหมือนกับศาสนา และปฏิเสธเรื่องของการวิเคราะห์เพื่อประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ไม่พูดถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นหรือพื้นฐานและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ เกรียนแบบนี้ชอบพูดอะไรที่เป็นคล้าย ๆ ปรัชญา เช่น นักลงทุนที่มี “ศรัทธา” ในหลักการลงทุนแบบ “XX” จะ “ไม่มีวันขายหุ้น” เป็นต้น
เกรียนแบบสุดท้ายคือแบบที่ 6 ที่ผมจะพูดถึงอาจจะเรียกว่า “เซียนหุ้นจอมปลอม” และนี่ก็คือคนที่ดูเหมือนว่าเป็น “เซียนหุ้น” ที่น่าเชื่อถือและทุกคนยอมรับและมักจะถูกขอความเห็นเป็นประจำ
เกรียนเหล่านี้มักจะใช้คำพูดที่เป็นภาษาวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษพร่ำเพรื่อ เพื่อที่จะฟังดูฉลาดหลักแหลม ชอบอธิบายทฤษฎีหรือหลักการซับซ้อนฟังดูจะรู้สึกมืนงงไม่ชัดเจนโปร่งใส แต่เวลามีคำถามเฉพาะก็จะพยายามหลีกเลี่ยง บางทีก็อาจจะใช้แนวแบบ “นักลงทุนสถาบันมืออาชีพจะรู้ดี” เพื่อที่จะบอกว่า อย่าถาม เพราะคุณไม่เข้าใจหรอก หรือ “เชื่อผมเถอะ ผมทำแบบนี้มานานมากแล้ว” เป็นต้น
ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “เกรียน” ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนควรที่จะรู้และเข้าใจและตั้งรับอย่างรู้เท่าทัน เพราะเกรียนเอง บ่อยครั้งพูดเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ได้เป็นการให้ความรู้หรือความเข้าใจแก่คนฟังจริง ๆ ถ้าเราฟังมาก ๆ แทนที่จะดีเราอาจจะกลายเป็น “เหยื่อ” ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นขีดว่าอะไรหรือแบบไหนหรือคำพูดระดับไหนถึงจะเข้าข่ายว่าเป็น “เกรียน” บางทีก็เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนขี้สงสัยหรือที่เรียกว่า “Skeptical” จริง ๆ หรือคนที่ยังใหม่ในวงการลงทุนจริง ๆ ที่ไม่รู้ว่าในตลาดหุ้นก็มีเกรียนอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น คำแนะนำของผมก็คือ เราต้องหัดเป็นคน “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย แม้ว่าทุกอย่างจะดูชัดหรือ “Obvious” จริง ๆ ว่าเขาเป็นนักลงทุนที่แท้จริงที่ไม่เป็นเกรียน
โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมรังเกียจพฤติกรรมเกรียนมาตลอดและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำมัน แต่พอมานึกดูอีกที ผมเองก็อาจจะไม่รู้ตัวเหมือนกันว่า ผมเป็น “เกรียน” หรือเปล่า