เชื่อว่าหลายคนคงเห็นคลิปไวรัล "Walk for Peace" ที่คณะสงฆ์นานาชาติเดินธุดงค์ข้ามรัฐในอเมริกา พร้อมกับสุนัข "เจ้าอโลกา" ภาพที่เห็นคือชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติออกมาต้อนรับด้วยน้ำตาและความปิติ แต่ในขณะเดียวกัน ในโซเชียลไทยกลับมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบหรือตั้งคำถามว่า "ทำไปเพื่ออะไร?" หรือ "ผิดหลักการหรือไม่?"
ประเด็นที่ผมนั้นอยากชวนคุย
1. ฝั่งชาวต่างชาติ: มองเห็น "สาระ" และ "พลังงาน"
เขามองว่านี่คือ Performance Art of Peace หรือศิลปะแห่งความสงบที่จับต้องได้
ในสังคมที่ตึงเครียดและแบ่งแยก การเห็นกลุ่มคนที่เดินด้วยความนิ่งและเมตตา คือ "ยาใจ"
เขาไม่ได้มองว่าคือการเผยแผ่ศาสนาแบบยัดเยียด แต่คือการแชร์ "Spiritual Vibe"
2. ฝั่งชาวเน็ตไทย(บางกลุ่ม): มองผ่าน "อคติ" และ "ไม้บรรทัดส่วนตัว"
ประสบการณ์ลบ: เพราะข่าวพระในไทยทำเสียไว้เยอะ เลยเกิดกลไกป้องกันตัว (Defense Mechanism) ด้วยการจับผิด
การยึดติดรูปแบบ: หลายคนมองว่า "ธุดงค์" ต้องอยู่ในป่าเท่านั้น พอเห็นเดินบนถนนเลยมองว่าผิดที่ผิดทาง (ทั้งที่บริจาคในตปท. ถนนคือพื้นที่หลักในการเข้าถึงผู้คน)
การตั้งคำถามเรื่องความจริงใจ: มักจะใช้คำว่า "สร้างภาพ" หรือ "หน้าอย่างหลังอย่าง" โดยที่ยังไม่ได้ศึกษาวัตรปฏิบัติจริงของคณะนี้
3. เมื่อ "เสียงแตก" ในทางธรรม: วินัยที่เคร่งครัด VS กุศโลบายที่ยืดหยุ่น
ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่ชาวเน็ตทั่วไปที่ถกเถียงกัน แต่แม้แต่ในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมเองก็มองเรื่องนี้เป็นสองด้านชัดเจน:
ฝ่ายที่ยึดตาม "พยัญชนะ" (ตัวบท): มองว่านี่คือการผิดเพี้ยนไปจาก "ธุดงค์ 13" ที่เน้นการหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด การมาเดินกลางเมืองใหญ่แบบนี้ถูกมองว่าเป็น "โลกวัชชะ" (ชาวโลกติเตียน) หรือเป็นการแสดงเพื่อเรียกศรัทธาที่เกินขอบเขตพระธรรมวินัย
ฝ่ายที่ยึดตาม "อรรถ" (แก่น): มองว่านี่คือการเผยแผ่ธรรมเชิงรุก (Active Buddhism) ในโลกยุคใหม่ หากพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านอาจจะสนับสนุนการจาริกเพื่อสันติภาพนี้ก็ได้ เพราะเป้าหมายคือการเข้าถึง "หัวใจมนุษย์" ไม่ใช่การนั่งรอให้คนเข้าหาที่วัดเพียงอย่างเดียว
หากเราเอา "ไม้บรรทัดไทย" ที่สร้างขึ้นจากบริบทในประเทศ ไปวัดพระที่กำลังทำงานในระดับ Global บางทีเราอาจจะพลาด "สาระสำคัญ" ไปอย่างน่าเสียดายครับ พุทธศาสนาในตะวันตก ไม่ใช่แค่การไหว้พระขอพร: สำหรับคนอเมริกัน ธรรมะคือ "Psychology of Mind" (จิตวิทยาแห่งจิต) การที่พระท่านออกมาเดิน คือการแสดงให้เห็นว่า "สติ" และ "ความนิ่ง" สามารถดำรงอยู่ได้จริงๆ การที่สุนัขอย่าง "เจ้าอโลกา" เดินเคียงข้างพระสงฆ์ มันสื่อสารกับฝรั่งได้มากกว่าพระธรรมคัมภีร์หนาๆ เสียอีก เพราะมันคือภาพของ Compassion (ความเมตตา) ที่ไร้เงื่อนไข ซึ่งเป็นภาษาสากลที่คนทั้งโลกสัมผัสได้
ผมขออนุญาตถามกลับไปยังชาวเน็ตไทยที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนพุทธ และกำลังวิจารณ์โครงการนี้อย่างรุนแรงว่า... "เรากำลังใช้ธรรมะ หรือใช้ทิฐิในการตัดสินผู้อื่น เรากลัวว่าภาพลักษณ์พระจะเสีย เรากลัวพระจะรวย เรากลัวการถูกหลอก จนเราปิดกั้นโอกาสที่จะมองเห็น "เจตนาบริสุทธิ์" ของเพื่อนร่วมโลกใช่หรือไม่ครับ และการที่เราเอาไม้บรรทัดที่เรียกว่า "ความเคยชิน" ในประเทศไทย ไปวัดการเผยแผ่ธรรมในระดับสากล เรากำลังจำกัดคำว่า "ธรรมะ" ให้อยู่แค่ในกำแพงวัด หรือในตำราที่ตัวเองเคยอ่านมาแค่ไม่กี่เล่มหรือเปล่าครับ
ในทางธรรม "อคติ 4" คือสิ่งที่ทำให้ใจมืดบอด คนพุทธที่แท้จริงควรรู้จักพิจารณาด้วย "โยนิโสมนสิการ" (การคิดอย่างถูกวิธี)
ลองถามตัวเองดูครับว่า... หากคณะสงฆ์กลุ่มนี้เป็นพระที่แย่อย่างที่เราสงสัยจริงๆ ท่านจะทนลำบากเดินท่ามกลางพายุหิมะ ท่านจะแบกความเจ็บปวดจากการถูกรถชนแต่ยังยิ้มได้และให้อภัย หรือท่านจะสามารถสบตาคนต่างชาติต่างศาสนาจนเขาสัมผัสได้ถึงความสงบเย็นได้อย่างไร
ก่อนจะพิมพ์คำว่า "หน้าอย่างหลังอย่าง" หรือ "สร้างภาพ" ลงบนคีย์บอร์ด ลองสำรวจใจตัวเองดูสักนิดว่า... ขณะนี้ใจเรามีความเมตตา หรือมีความขัดเคือง? เพราะถ้าเราบอกว่าท่านผิดวินัย แต่ใจเราเต็มไปด้วยความเกลียดชังและการจับผิด... บางทีคนที่ "สอบตก" ในวิชาพุทธศาสนา อาจไม่ใช่พระท่าน แต่เป็นตัวเราเองที่นั่งวิจารณ์อยู่หน้าจอนั่นแหละครับ
"นะ ปะเรสัง วิโลมานิ นะ ปะเรสัง กะตากะตัง - "ไม่ควรไปมองหาความผิดของผู้อื่น ไม่ควรไปมัวเฝ้าดูว่าใครทำอะไร หรือไม่ทำอะไร แต่ควรย้อนกลับมาตรวจดูความผิด ความบกพร่องของตนเอง (จะดีกว่า) "
ทัศนคติของชาวเน็ตไทย กับ กิจกรรม "walk of peace"
ประเด็นที่ผมนั้นอยากชวนคุย
1. ฝั่งชาวต่างชาติ: มองเห็น "สาระ" และ "พลังงาน"
เขามองว่านี่คือ Performance Art of Peace หรือศิลปะแห่งความสงบที่จับต้องได้
ในสังคมที่ตึงเครียดและแบ่งแยก การเห็นกลุ่มคนที่เดินด้วยความนิ่งและเมตตา คือ "ยาใจ"
เขาไม่ได้มองว่าคือการเผยแผ่ศาสนาแบบยัดเยียด แต่คือการแชร์ "Spiritual Vibe"
2. ฝั่งชาวเน็ตไทย(บางกลุ่ม): มองผ่าน "อคติ" และ "ไม้บรรทัดส่วนตัว"
ประสบการณ์ลบ: เพราะข่าวพระในไทยทำเสียไว้เยอะ เลยเกิดกลไกป้องกันตัว (Defense Mechanism) ด้วยการจับผิด
การยึดติดรูปแบบ: หลายคนมองว่า "ธุดงค์" ต้องอยู่ในป่าเท่านั้น พอเห็นเดินบนถนนเลยมองว่าผิดที่ผิดทาง (ทั้งที่บริจาคในตปท. ถนนคือพื้นที่หลักในการเข้าถึงผู้คน)
การตั้งคำถามเรื่องความจริงใจ: มักจะใช้คำว่า "สร้างภาพ" หรือ "หน้าอย่างหลังอย่าง" โดยที่ยังไม่ได้ศึกษาวัตรปฏิบัติจริงของคณะนี้
3. เมื่อ "เสียงแตก" ในทางธรรม: วินัยที่เคร่งครัด VS กุศโลบายที่ยืดหยุ่น
ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่ชาวเน็ตทั่วไปที่ถกเถียงกัน แต่แม้แต่ในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมเองก็มองเรื่องนี้เป็นสองด้านชัดเจน:
ฝ่ายที่ยึดตาม "พยัญชนะ" (ตัวบท): มองว่านี่คือการผิดเพี้ยนไปจาก "ธุดงค์ 13" ที่เน้นการหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด การมาเดินกลางเมืองใหญ่แบบนี้ถูกมองว่าเป็น "โลกวัชชะ" (ชาวโลกติเตียน) หรือเป็นการแสดงเพื่อเรียกศรัทธาที่เกินขอบเขตพระธรรมวินัย
ฝ่ายที่ยึดตาม "อรรถ" (แก่น): มองว่านี่คือการเผยแผ่ธรรมเชิงรุก (Active Buddhism) ในโลกยุคใหม่ หากพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านอาจจะสนับสนุนการจาริกเพื่อสันติภาพนี้ก็ได้ เพราะเป้าหมายคือการเข้าถึง "หัวใจมนุษย์" ไม่ใช่การนั่งรอให้คนเข้าหาที่วัดเพียงอย่างเดียว
หากเราเอา "ไม้บรรทัดไทย" ที่สร้างขึ้นจากบริบทในประเทศ ไปวัดพระที่กำลังทำงานในระดับ Global บางทีเราอาจจะพลาด "สาระสำคัญ" ไปอย่างน่าเสียดายครับ พุทธศาสนาในตะวันตก ไม่ใช่แค่การไหว้พระขอพร: สำหรับคนอเมริกัน ธรรมะคือ "Psychology of Mind" (จิตวิทยาแห่งจิต) การที่พระท่านออกมาเดิน คือการแสดงให้เห็นว่า "สติ" และ "ความนิ่ง" สามารถดำรงอยู่ได้จริงๆ การที่สุนัขอย่าง "เจ้าอโลกา" เดินเคียงข้างพระสงฆ์ มันสื่อสารกับฝรั่งได้มากกว่าพระธรรมคัมภีร์หนาๆ เสียอีก เพราะมันคือภาพของ Compassion (ความเมตตา) ที่ไร้เงื่อนไข ซึ่งเป็นภาษาสากลที่คนทั้งโลกสัมผัสได้
ผมขออนุญาตถามกลับไปยังชาวเน็ตไทยที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนพุทธ และกำลังวิจารณ์โครงการนี้อย่างรุนแรงว่า... "เรากำลังใช้ธรรมะ หรือใช้ทิฐิในการตัดสินผู้อื่น เรากลัวว่าภาพลักษณ์พระจะเสีย เรากลัวพระจะรวย เรากลัวการถูกหลอก จนเราปิดกั้นโอกาสที่จะมองเห็น "เจตนาบริสุทธิ์" ของเพื่อนร่วมโลกใช่หรือไม่ครับ และการที่เราเอาไม้บรรทัดที่เรียกว่า "ความเคยชิน" ในประเทศไทย ไปวัดการเผยแผ่ธรรมในระดับสากล เรากำลังจำกัดคำว่า "ธรรมะ" ให้อยู่แค่ในกำแพงวัด หรือในตำราที่ตัวเองเคยอ่านมาแค่ไม่กี่เล่มหรือเปล่าครับ
ในทางธรรม "อคติ 4" คือสิ่งที่ทำให้ใจมืดบอด คนพุทธที่แท้จริงควรรู้จักพิจารณาด้วย "โยนิโสมนสิการ" (การคิดอย่างถูกวิธี)
ลองถามตัวเองดูครับว่า... หากคณะสงฆ์กลุ่มนี้เป็นพระที่แย่อย่างที่เราสงสัยจริงๆ ท่านจะทนลำบากเดินท่ามกลางพายุหิมะ ท่านจะแบกความเจ็บปวดจากการถูกรถชนแต่ยังยิ้มได้และให้อภัย หรือท่านจะสามารถสบตาคนต่างชาติต่างศาสนาจนเขาสัมผัสได้ถึงความสงบเย็นได้อย่างไร
ก่อนจะพิมพ์คำว่า "หน้าอย่างหลังอย่าง" หรือ "สร้างภาพ" ลงบนคีย์บอร์ด ลองสำรวจใจตัวเองดูสักนิดว่า... ขณะนี้ใจเรามีความเมตตา หรือมีความขัดเคือง? เพราะถ้าเราบอกว่าท่านผิดวินัย แต่ใจเราเต็มไปด้วยความเกลียดชังและการจับผิด... บางทีคนที่ "สอบตก" ในวิชาพุทธศาสนา อาจไม่ใช่พระท่าน แต่เป็นตัวเราเองที่นั่งวิจารณ์อยู่หน้าจอนั่นแหละครับ
"นะ ปะเรสัง วิโลมานิ นะ ปะเรสัง กะตากะตัง - "ไม่ควรไปมองหาความผิดของผู้อื่น ไม่ควรไปมัวเฝ้าดูว่าใครทำอะไร หรือไม่ทำอะไร แต่ควรย้อนกลับมาตรวจดูความผิด ความบกพร่องของตนเอง (จะดีกว่า) "