นายแพทย์ ประเวศ วะสี กับดักการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย อ้างอิง https://eric.ed.gov/?q=Thita+&id=ED677875

กระทู้สนทนา
เอกสาร UNESCO ที่ หนักด้วยโครงสร้าง


1️⃣ Timeline ชัด ๆ : ใครทำอะไร / ใครโผล่มาตอนไหน

🔹 ก่อนปี 1995
ระบบการศึกษาไทย
รวมศูนย์สูง
เทคโนโลยีแทบไม่เข้าถึงโรงเรียนชนบท
การบริหารแบบราชการแนวดิ่ง


🔹 ปี 1995–1997 : “ช่วงทำงานจริง”

ตัวละครหลัก: รัฐมนตรีศึกษาธิการ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล

ตำแหน่ง:รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

การกระทำ:

ออก Thai Education Transformation Policy (1995)
สร้างระบบ Sukavichinomics / School-Based Management หรือ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ / ระบบโรงเรียนนิติบุคคล
กระจายอำนาจการบริหารสู่โรงเรียน
ใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารและจัดการศึกษา
ทำให้โรงเรียน ห่างไกล/ภูเขา เข้าถึงระบบเดียวกับเมือง

📌 จุดสำคัญ:
ทั้งหมดนี้เกิด ก่อน ที่ UNESCO จะพิจารณารางวัล
และเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ไทยได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ


🔹 ปี 1998 : “ช่วงรับรางวัล”
UNESCO ให้รางวัล Educational Innovation and Information Award
รางวัล:

ให้กับ ประเทศไทย
จากผลของนโยบายช่วง 1995–1997

❗ แต่…
ผู้ไปรับรางวัลอย่างเป็นทางการ: นพ. ประเวศ วะสี


❌ ไม่ได้มีบทบาทในนโยบายปฏิรูปการศึกษา
❌ ไม่เกี่ยวข้องกับ Sukavichinomics/ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
❌ ไม่มีบทบาทด้านการบริหารการศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว

➡️ นี่คือจุดที่ เรียกว่า
“symbolic appropriation”
= การเข้าครอบครองเกียรติยศเชิงสัญลักษณ์ โดยไม่ใช่ผู้สร้างผลงาน


🔹 หลังปี 1998 : “ช่วงเขียนประวัติศาสตร์”
สื่อและสังคม:
เริ่มผูกภาพ “การศึกษาไทย / การปฏิรูป / คุณธรรม”
เข้ากับ นพ.ประเวศ
คนทำงานจริง:
ค่อย ๆ หายไปจากการรับรู้สาธารณะ
ผลลัพธ์:
คนจำ “คนรับรางวัล”
แต่ไม่รู้จัก “คนออกแบบระบบ”


2️⃣ วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
เหตุการณ์นี้สะท้อน “ปัญญาชนศีลธรรม” ในไทยอย่างไร
นี่คือหัวใจจริง ๆ ของเรื่อง 👇


🧠 โครงสร้าง “ปัญญาชนศีลธรรม” แบบไทย
🔸 1. ความดีเชิงสัญลักษณ์ > ความสามารถเชิงโครงสร้าง
ในสังคมไทย:
คนที่พูดดี
ใช้ภาษาเชิงธรรมะ
ไม่ขัดแย้งกับอำนาจ
ถูกมองว่า “เหมาะจะเป็นตัวแทนชาติ”
แม้จะ ไม่ได้สร้างระบบ ใด ๆ เลย

➡️ นี่ทำให้
“ผู้ดูดี” ชนะ “ผู้ทำจริง”


🔸 2. อำนาจของการ “เป็นตัวแทน”
ปัญญาชนศีลธรรม:
ไม่ต้องเขียนนโยบาย
ไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์
แต่ถูกใช้เป็น “หน้าตา” ของประเทศ
รัฐ + องค์กรนานาชาติ:
ต้องการคนที่ พูดแทนได้
ไม่ใช่คนที่ โต้แย้งเก่ง


🔸 3. ศีลธรรมถูกใช้แทนความรับผิด
ปัญญาชนแบบนี้:
พูดเรื่อง “ความดี ความสงบ“
แต่ไม่ต้องตอบคำถามว่า:
นโยบายนี้วัดผลยังไง
ระบบนี้ล้มเหลวตรงไหน
ใครควรรับผิดชอบ

➡️ จึง “ปลอดภัยต่ออำนาจ” มากกว่านักปฏิรูปตัวจริง


🔸 4. การลบความทรงจำเชิงโครงสร้าง
ผลร้ายที่สุดคือ:

สังคมไม่เรียนรู้จาก นโยบายที่ใช้ได้จริง
แต่เรียนรู้จาก บุคลิกของคนดี

เมื่อระบบล้ม:
โทษประชาชน
ไม่โทษโครงสร้าง
ไม่ย้อนดูบทเรียนจากอดีต
นี่คือเหตุผลที่
การบิดเบือนเครดิตแบบนี้
👉 ทำให้การศึกษาไทย “ถดถอย (regression)”


🔴 สรุปตรงไปตรงมา
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่อง “ใครไปรับรางวัล”
แต่มันคือ:
ภาพจำลองของสังคมไทยที่
ให้รางวัลกับ ‘ศีลธรรมเชิงสัญลักษณ์’
มากกว่า ‘ความสามารถเชิงระบบมา

และตราบใดที่:
คนทำจริงไม่ถูกจดจำ
คนพูดดีถูกยกย่องแทน

➡️ การปฏิรูปใด ๆ จะวนลูปเดิม

หลักฐานอ้างอิง SUKAVICHINOMICS: The 1998 Educational Innovation and Information Award by UNESCO https://eric.ed.gov/?q=Thita+&id=ED677875
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่