ครบ 1 ปี "ทรัมป์" สมัยสองกับนโยบายเขย่าโลก




รอยเตอร์สไล่เรียง นโยบายเขย่าโลกทั้งในและต่างประเทศในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ซึ่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ปีที่แล้ว เขาเข้าพิธีสาบานตน วันนี้ได้วาระครบรอบ 1 ปี โดยรอยเตอร์สรายงานว่า
ฝ่ายสนับสนุนให้เครดิตทรัมป์ว่าใช้ ฉันทามติจากการเลือกตั้ง ทำตามคำมั่นสัญญาเพื่อฟื้นฟูสถานะของอเมริกา
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกล่าวหาว่าเขาบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ ซ้ำเติมความแตกแยกทางการเมืองและสังคม และการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด 

ส่วนความสัมพันธ์ของทรัมป์กับกองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นใหญ่ หลังเขาปรับโครงสร้างผู้นำทหารและสั่งใช้กำลังทหารในประเทศ
โดยอ้างเพื่อเสริมความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อาชญากรรมสูง มิถุนายน ปีที่แล้ว
ขบวนพาเหรดทหารที่ทรัมป์เรียกร้องมานานจัดขึ้นกลางกรุงวอชิงตันในวันเกิดของเขา
แม้จัดอย่างเป้นทางการในโอกาสครบรอบ 250 ปีของกองทัพบกสหรัฐฯ
แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง 

นอกจากนี้ ยังมีการปลดนายนทหารระดับสูงก่อนครบวาระ เช่น ชาร์สส์ คิว บราวน์ จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม
ซึ่งสิ่งนี้ฝ่าฝืนธรรมเนียมเดิมและก่อความกังวลเรื่องการเมืองแทรกแซงกองทัพ
ทรัมป์ยังลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม
ต่อจากนั้นก็รีแบรนด์อ่าวเม็กซิโแก เป็นอ่าวอเมริกา ซึ่งบางสื่อไม่ยอมรับ เช่น AP ที่ถูกจำกัดการเข้าถีงบางกิจกรรมของประธานาธิบดี

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์อ้างความคืบหน้าว่าแก้ไขได้ดี แต่เงินเฟ้อยังสูง
เขาปะทะกับ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางหรือ เฟด อย่างต่อเนื่อง จากการไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ย ความขัดแย้งลุกลามมาจนถึงในเดือนนี้
เมื่อพาวเวลล์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ขู่ดำเนินคดีอาญาและส่งหมายเรียกคณะลูกขุนใหญ่เกี่ยวกับคำให้การต่อสภาคองเกรสเรื่องโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด โดยทำเนียบขาวปฏิเสธให้ความเห็นและโยนเรื่องให้กระทรวงยุติธรรม
ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลาย 

อีกหนึ่งผลงานเศรษฐกิจเด่นของปีแรกคือการผ่านกฎหมายลดภาษีและเพิ่มรายจ่ายขนาดใหญ่ในเดือนกรกฎาคม
ซึ่งทรัมป์ขนานนามอย่างร่างกฎหมายนี้อย่างสวยงามว่า “Big Beautiful Bill” ฝ่ายเดโมแครตวิจารณ์ว่า
ตัดสวัสดิการอย่าง Medicaid และเอื้อคนรวยเป็นหลัก ความขัดแย้งในเรื่องงบประมาณยังนำไปสู่ Government Shutdown
หรือการปิดหน่วยงานรัฐยาวเป็นประวัติการณ์ 43 วัน ก่อนจะสิ้นสุดในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025
แต่ 43 วันนั้นที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ข้าราชการหลายแสนคนถูกพักงานและผู้มีรายได้น้อยขาดสิทธิประโยชน์ด้านอาหารชั่วคราว

ทรัมป์ยังทำตามคำมั่นหาเสียงอีกข้อ คือดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง บุคคลอย่าง จอห์น โบลตัน, เจมส์ โคมีย์
และอัยการสูงสุดนิวยอร์ก เลติเทีย เจมส์ ที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นคดีมีแรงจูงใจทางการเมือง

ในทำเนียบขาว ทรัมป์สั่งรื้อปีกตะวันออกทั้งหมดเพื่อสร้างห้องบอลรูม หลังเคยระบุว่าจะรื้อเพียงบางส่วน
แผนดังกล่าวถูกโจมตีว่าแลกมรดกทางประวัติศาสตร์กับโครงการสนองอัตตาตนเอง

ส่วนประเด็นอื้อฉาวความสัมพันธ์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ยังคงเป็นสิ่งที่หลอนทรัมป์และกดดันรัฐบาล
แม้ทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้ตัดสัมพันธ์กับเอปสตีนก่อนการจับกุมปี 2019 แต่ก่อนหน้านั้น
เขาคัดค้านการเปิดเผยเอกสารเอปสตีน แต่กลับลำก่อนการลงมติ และลงนามกฎหมายปล่อยเอกสารเมื่อ 19 พฤศจิกายน

ส่วนปลายพฤศจิกายน เหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสองนายในกรุงวอชิงตัน ดีซี โดยมีหนึ่งรายเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ดึงความสนใจกลับไปที่การสั่งใช้กำลังในเมืองใหญ่
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยกระดับถ้อยคำโจมตีผู้อพยพ ระงับคำขอลี้ภัยไม่มีกำหนด
และถ้อยคำดูหมิ่นชุมชนโซมาเลีย-อเมริกันถูกวิจารณ์ว่าเหยียดชาติพันธุ์
หรือแม้กระทั่งการขู่ว่าจะใช้กฎหมาย Insurrection Act ในรัฐมินนิโซตา
หลังเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงสาวรายหนึ่งเสียชีวิตจนนำไปสู่การประท้วงใหญ่ในนครมินนิอาโปลิส

ส่วนอีก สองวัน ต่อจากนี้ ในรายชื่อสมาชิก องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จะไม่มีสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป
หลังตามกำหนดที่ทรัมป์เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของ WHO ในวันที่ 22 มกราคมปี 2026 

ย้อนกลับไปปี 2020 ทรัมป์เคยประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจาก WHO หลังเป้นสมาชิกมานานกว่า 70 ปี
ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนเรื่องโควิด-19 ก่อนที่ยุคไบเดนจะกลับเข้ามาเป็นสมาชิกอีกครั้ง 

การถอนตัวครั้งใหม่นี้ตอกย้ำทิศทางนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ที่ลดบทบาทพหุภาคี บนเวทีโลกอย่างมาก



แหล่งที่มา : TNN Thailand
https://www.tnnthailand.com/world/223383/#google_vignette
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่