ปานเทพ เทพมนตรี และนักวิชาการไทย… พูดถูกหรือเปล่า?
https://www.facebook.com/100044511276276/posts/คนสมัยก่อนใช้ขอบสันเขาและหน้าผาเป็นพรมแดนทางธรรมชาติมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า-สยามอย/1357602259066804/
ถ้าลองมองในเชิงหลักการ บริบทประวัติศาสตร์แล้วถูกต้องไหม? ยกเลิก MOU หรือไม่? เป็นอีกเรื่องนึง อะไรที่ยังเป็นประโยชน์กับไทย ก็คงไว้—น่าจะใช้ให้เป็น อะไรที่ไม่—ก็เลิกไป? จะแก้หรือ…?
อาจจะเข้าใจได้ไม่หมดทุกแง่มุม ดูข่าวแล้ว ตาเมือนธม เขมรตั้งฐานห่างไป 50 เมตร? ถ้าเป็นแบบนี้ สิบปี-ร้อยปีก็แก้ปัญหาไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีกรอบการทำงาน ไม่มี framework ที่ชัดเจน
ไทยน่าจะมี Framework แล้วก็ตั้งทีมถาวร มีทีมเฉพาะกิจไปเลย เรื่องเขตแดน
- นักวิชาการ ที่เข้าใจประวัติศาสตร์
- นักภูมิศาสตร์ ที่เข้าใจพื้นที่
- ทหาร ดูเรื่องความปลอดภัย
- นักการทูตมืออาชีพ
- ประชาชน หรือตัวแทนในพื้นที่ชายแดน
✅ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มี (มีคนไล่ตามเรื่องเป็นสิบปีอยู่แล้ว บางคนก็เพิ่งเห็นหน้าตามสื่อในช่วงปีที่ผ่านมา) สิ่งที่แตกต่าง 2554 วีระถูกจับ คนไทย-คนชายแดนยังเสียงแตก 2568 คนไทยเห็นพ้องด้วยกันหมด
❌ ไม่เอานักการเมือง
❌ ไม่เอาข้าราชการที่มีผลประโยชน์แอบแฝง
สำคัญคือ ทีมนี้ต้อง ไม่เปลี่ยนตามรัฐบาลหรือการเลือกตั้ง
ลองศึกษา เวียดนามใช้ cold border กับเขมร
1) คุมพื้นที่จริงก่อน→คุยทีหลัง 2) เงียบ→ไม่เคยถอย 3) แยกพรมแดนออกจากมิตรภาพ 4) ไม่ไปเวทีโลก ถ้าไม่จำเป็น 5) คุม narrative และข้อมูล ไม่ดราม่า
แต่นิสัยคนไทย ระบบของไทย คงทำแบบเวียดนามไม่ได้หรอก? ถ้าเงียบ—มันต้องมีอะไรไม่ดีซ่อนไว้—รอวันระเบิดออกมา? สื่อไทยก็ความคิดเห็นหลากหลาย เปลี่ยนรายวัน ดราม่ารายวัน ต่อเรื่องกันไม่ติด? 5–6 เดือนที่ผ่านมา ลองเรียงเรื่อง จะสังเกตเห็นเลยว่า นักกลยุทธ์ตัวจริง คนที่มองภาพรวมออกหายากมาก (นักวิชาการบางคนก็เยอะเกิน? เสธโหน่งไม่ต้องพูดถึง? พูดแล้วฟังดูดี? เสธทหารจากโลกไหน? เนิน 350 ได้มาแล้วต้องคืน? ไม่มองเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคงในพื้นที่?)
คุณเจอกับเขมร ที่ลวงโลก โกหกกันเป็นระบบ เขมรเป็นระบอบเผด็จการ อยู่มานาน ล้างสมอง ใช้นโยบาย 3C: Claim—Creep—Cry เดินเกมส์ได้ยาว 10–20–30 ปี ไม่ว่าจะอย่างไร เขมรก็ปลูกฝังกันไปทุกรุ่นแล้ว
ฝั่งไทย น่าจะตั้งเป็นทีม รวมตัวจี๊ดไว้ดีกว่า เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ในแต่ละแง่มุมไว้ สร้าง narrative ของตัวเอง ทำ framework
⸻
หลักการ → ความหมาย → ความมั่นคง → การสำรวจ
⸻
1. หลักการตามสนธิสัญญา (Principle – สิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้)
1.1 สนธิสัญญา 1904–1907 กำหนด “หลักการ” ไม่ใช่เส้นพิกัด
สนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 ไม่เคยกำหนดเส้นเขตแดนเป็นพิกัดตัวเลข แต่กำหนด “หลักการเขตแดน” ไว้ชัดเจนว่า
“เส้นสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรัก” คือ ภาษาภูมิศาสตร์–การเมืองของต้นศตวรรษที่ 20 ไม่ใช่ภาษาวิศวกรรม ไม่ใช่ GPS ไม่ใช่ LIDAR
เขมรเอาแผนที่มาข่มสนธิสัญญาคือ การกลับลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย เอาเครื่องมือมาทับหลักการ
⸻
2. ความหมายของ “สันปันน้ำ” ในบริบทยุคนั้น (Meaning – แก่นแท้ที่ถูกบิด?)
2.1 “Watershed” ในปี 1900–1910 หมายถึงอะไร? ในช่วงทำสนธิสัญญา
- ไม่มีถนน
- ไม่มีบันไดขึ้นเขา
- ไม่มีการท่องเที่ยว
- ไม่มีแนวคิดว่า “ที่สูงคือพื้นที่แย่งชิง”
การสำรวจทำด้วย การมองเห็นจริง + การเดินเท้า + ภูมิประเทศเป็นตัวกำหนด
“watershed” ในยุคนั้น ไม่ได้หมายถึงเส้นแบ่งการไหลของน้ำเชิงเทคนิค / เชิงอุทกวิทยาสมัยใหม่ แต่หมายถึง แนวสันเขาที่ต่อเนื่อง แนวหน้าผาที่เห็นชัด เส้นแบ่งที่ราบสูงกับที่ราบต่ำ
สันปันน้ำ = แนวสันเขา / แนวหน้าผา
น่าจะมีการยืนยันเอกสาร บันทึกของคณะสำรวจว่า “หน้าผา คือ สันปันน้ำ” มีบันทึกก็เอาออกมาชี้กันให้เห็นชัดๆ เอกสารต้นฉบับ คนธรรมดาเข้าถึงได้ยาก? นักวิชาการเข้าถึงได้ แสดงออกมาให้ดูหน่อย?
ลองหาดู เข้าใจว่า Fernand Bernard เป็นฑูต-ทหาร มีหนังสือ
À l’école des diplomates (“At the School of Diplomats”) ยังไม่เคยอ่าน... นักวิชาการไทยลองศึกษาดูไหม? และอีกคน คือ Monguier เอกสารและบันทึกของคณะกรรมการปักปันฝรั่งเศส–สยาม (แนวคิดของ Monguier) แล้วยังมีบุคคล-เอกสาร...ใดอีก ไปคุ้ยมาในทุกแง่มุมเลย
2.2 ภูมิศาสตร์จริงของพนมดงรัก (จุดที่เถียงไม่ขึ้น)
พนมดงรัก ไม่ใช่สันเขากลม แต่เป็น ขอบที่ราบสูง (escarpment)
•เหนือ = ที่ราบสูงโคราช (ไทย)
•ใต้ = ที่ราบต่ำกัมพูชา
•น้ำไหลลงใต้จากแนวหน้าผา
ในภูมิประเทศแบบนี้ สันปันน้ำซ้อนทับกับแนวหน้าผาโดยธรรมชาติ ไม่มีพื้นที่ให้ตีความตามใจ
2.3 บริบททางประวัติศาสตร์ที่ถูกละเลย ในยุคสนธิสัญญา:
•ไม่มีใครคิดจะ “ปีนขึ้นยอด”
•ไม่มีการตั้งฐานทหาร
•ไม่มีการแย่งพื้นที่สูง
สามัญสำนึกของยุคนั้นคือ:
•สยามอยู่บนที่สูง
•อินโดจีนฝรั่งเศสอยู่ที่ต่ำ
•ต่างฝ่ายต่างอยู่ฝั่งของตน
การปีนขึ้นมาควบคุมที่สูง ไม่ใช่พฤติกรรมที่คาดหมายหรือยอมรับได้
2.4 เขาพระวิหาร: จุดที่โดดเด่น ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์ ลองทำความเข้าใจ หามุมมองใหม่ เพราะ
•เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในยุคนั้น และเป็นเพียงจุดเดียวที่ขึ้นมาได้ในสมัยนั้นหรือเปล่า? (ในรูปมีที่ราบลงไป 2–3 ชั้น)
•เป็นจุดติดต่อที่ “มองเห็นได้” ไม่ใช่เพราะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์
ปราสาทตาควาย ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ยังไม่ถูกค้นพบในยุคนั้น เป็นป่าทึบตลอดแนวพนมดงรัก คนไทย–กรมศิลป์ไทย เป็นผู้ค้นพบและบูรณะจากซาก แล้วเขมรก็มาเคลม?
การที่กรมพระยาดำรงเสด็จไป เป็นเพียงจุดนัดพบที่เด่นที่สุดหรือเปล่า? ไม่ใช่การยอมรับอธิปไตย ฝรั่งเศสจะติดต่อสยามบนแนวพนมดงรัก หากไม่ขึ้นทางจุดนี้จะขึ้นทางไหน? ลองเรียง timeline ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย 1900–1930 พระไทยจำพรรษาเป็นระยะ มีบันทึกไหม? ฝรั่งเศสอยู่ตรงไหนในช่วงนั้น? ไม่มีการตั้งค่ายทหาร? คณะสำรวจขึ้นมาชั่วคราว? หลัง WWII เป็นอย่างไร? เขมรกับพฤติกรรม claimbodia เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น?
⸻
3. ความมั่นคงในเชิงปฏิบัติ (Security – โลกจริงที่ ICJ ไม่รับผิดชอบ) เราอยู่กับโลกปัจจุบัน ขอพูดถึง ICJ ก่อน
3.1 ICJ 1962 = geopolitics มากกว่าภูมิศาสตร์ บริบทโลกคือ
•ห่าง WWII ~17 ปี
•โลกเพิ่งหลุดจากระบบอาณานิคม
•แผนที่ยุคอาณานิคม = ฐานเสถียรภาพของรัฐเกิดใหม่
หาก ICJ เปิดช่องให้ “ล้มแผนที่อาณานิคมย้อนหลัง” จะเกิดโดมิโนทั้งโลก แอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลางพัง คดีพรมแดนถล่มศาล
ICJ เลือกเสถียรภาพโลก มากกว่าตรรกะภูมิศาสตร์ของสยาม
ทีมกฎหมายฝ่ายกัมพูชา = geopolitics มี Dean Acheson ไม่ใช่ทนายธรรมดา อดีต Secretary of State สหรัฐ สถาปนิก Truman Doctrine และ Marshall Plan ผู้วางโครง Cold War นี่ไม่ใช่คดีเทคนิค แต่เป็นคดีการเมืองโลก Estoppel (หลักกฎหมายปิดปาก) ไทยคือข้อยกเว้น? ใช้กับไทยกว้างผิดมาตรฐาน?
https://en.wikipedia.org/wiki/Dean_Acheson
หลัก estoppel ปกติต้องมี:
- การแสดงเจตนาชัดเจน
- อีกฝ่ายเชื่อโดยสุจริต
- อีกฝ่ายเสียประโยชน์หากกลับคำ
ในคดีพระวิหาร:
- ไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการของรัฐไทย
- แผนที่ 1:200,000 ไม่ใช่เอกสารสนธิสัญญา
- “การไม่ทักท้วง” ถูกตีความเท่ากับ “ยอมรับ”
ประเทศอื่นที่ใช้ estoppel แล้ว ชนะ (มาเลย์–อินโดฯ มีหลักฐานการปกครองจริง)
ไทยมีตรรกะภูมิศาสตร์ แต่แพ้เพราะ บริบทการเมืองโลก ถ้าคดีนี้เกิดหลังปี 2000 ผลจะไม่เหมือนปี 1962 หรือเปล่า?
- ICJ ยุค 60s = เสถียรภาพการเมืองโลก + แผนที่อาณานิคม + estoppel กว้าง
- ICJ ยุค 2000s = ภูมิศาสตร์จริง + ตรรกะ + หลักฐาน + estoppel แคบมาก (ไม่ใช่โลกยุคอาณานิคมแล้ว)
“คนไทยหน้าบาง” ทางการทูต: ปัญหาเดิมที่ยังไม่หาย ไม่ใช่แค่ในอดีต เรายังคิดแบบเดิมจนถึงวันนี้? ไทยติดกับดักหลายชั้นพร้อมกัน?
หน้าบางทางการทูต—ติดภาพ “รัฐอารยะ” ของยุค Cold War—เชื่อว่าตรรกะกับความสุภาพจะชนะ—ไม่เข้าใจว่า “ความเงียบ” คือดาบสองคม—ไม่กล้าเล่นบท “เหยื่ออาณานิคม” ทั้งที่เล่นได้ (ในเวลานั้น)—ไม่กล้าพูดว่าเคยอ่อนแอ—ไม่กล้าใช้ไพ่เรื่องอำนาจ—และสุดท้าย แพ้ทั้งที่ตรรกะเหนือกว่า
หน้าบาง + คู่กรณีหน้าหนามาก = สูตรแพ้ทาง
เขมร: กล้าเล่น narrative ซ้ำๆ, กล้าอ้างความเป็นเหยื่อ, กล้าใช้ศาล, ใช้สื่อ-ใช้เวทีโลก, แพ้ก็ร้อง ชนะก็รุกต่อ
ไทย: กลัวเสียภาพลักษณ์, กลัวถูกมองว่าก้าวร้าว, กลัวถูกด่าว่าไม่สุภาพ, เลือก “เงียบ” “รอ” “เจรจา”?
ผลคือ: ฝ่ายหนึ่งรุกทุกมิติ อีกฝ่ายถอยทั้งที่ไม่ได้ผิด
”ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะเหตุผลไม่ดี แต่เพราะไม่กล้าใช้เหตุผลทั้งหมดที่มี?“
3.2 โลกความเป็นจริง: ความมั่นคง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในโลกความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความมั่นคงมาก่อนกฎหมายเสมอ ไม่ใช่ในเชิงอุดมคติ แต่ในเชิงการดำรงอยู่ของรัฐ
ตรรกะพื้นฐานที่ทุกประเทศเข้าใจตรงกันคือ:
•ที่สูง = ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์
•การปีนขึ้นพื้นที่สูง = การยั่วยุด้านความมั่นคง
•การรักษาพื้นที่สูง = defensive posture ไม่ใช่การรุกราน
พฤติกรรมของแต่ละฝ่าย
ไทย: ไม่ลงไปเหยียบที่ราบต่ำเขมร ไม่ขยายอาณาเขต ดำรงกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเอง
เขมร: ขยายการอ้างสิทธิ์เกินขอบเขต ปีนขึ้นพื้นที่สูง วางทุ่นระเบิด ตั้งฐานและจุดสังเกตการณ์ทางทหาร ยึดพื้นที่สูงและโบราณสถานเป็นฐานทางทหาร ใช้ปราสาทตาควายเป็นบังเกอร์ ทุ่งระเบิดสังหารเนิน 350 เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร เสาสัญญาณโดรนโจมตี
ใครคือฝ่ายยั่วยุ? ใครคือฝ่ายป้องกันตนเอง?
เขมรละเมิด spirit ของคำพิพากษา ICJ คำพิพากษา ICJ ปี 1962 คำตีความปี 2013 ไม่เคยให้สิทธิ์กัมพูชาใช้พื้นที่เป็นฐานทหารรุก หรือพื้นที่คุกคามประเทศเพื่อนบ้าน
การวางกำลัง การวางทุ่นระเบิด และการใช้พื้นที่สูงเชิงทหาร จึงเป็นการ ละเมิด spirit ของคำพิพากษาโดยฝ่ายกัมพูชาเอง
ภายใต้เงื่อนไขนี้ ไทยมีสิทธิ์ ตีความคำพิพากษาในกรอบความมั่นคงอย่างชอบธรรม?
- ความชอบธรรมของการควบคุมพื้นที่สูง การที่กองทัพไทยเข้าควบคุมและรักษาการวางกำลังบนพื้นที่สูงตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรัก เป็นมาตรการด้านความมั่นคงโดยชอบธรรม
- มิใช่การขยายอาณาเขตหรือการรุกราน พื้นที่สูง เช่น เนิน 745, แนวสันเขาและหน้าผา, พื้นที่โดยรอบเขาพระวิหาร (จุดที่ยังค้างอยู่) ล้วนเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ ทางการป้องกันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลักปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายและโลกจริง หลักปฏิบัติที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ คือ
- กองทัพไทยมีสิทธิ์รักษาการวางกำลังบนพื้นที่สูงทั้งหมด
- การควบคุมแนวสันเขา หน้าผา และสันปันน้ำ เป็นการป้องกันตนเอง (defensive posture)
- ไทยไม่มีความจำเป็นต้องลงไปสู่ที่ราบต่ำ เว้นแต่การเคลื่อนกำลังลงตามไหล่เขาหรือพื้นที่เชิงเขาเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกัน โดยไม่ล้ำเข้าสู่ที่ราบต่ำฝั่งกัมพูชา
- การขจัดหรือผลักดันการปรากฏตัวทางทหารของกัมพูชาออกจากพื้นที่สูง เป็นมาตรการด้านความมั่นคง ไม่ใช่การรุกราน (เนิน 745, เขาพระวิหาร หรือพื้นที่สูงใดๆ เป็นประเด็นที่ไม่อาจต่อรองได้ กำหนดกรอบเวลาให้ปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตาม หรือยังคงมีกำลังทหาร/การปฏิบัติการเชิงรุกของฝ่ายกัมพูชาบนพื้นที่สูง การบังคับใช้มาตรการด้านความมั่นคงเพื่อผลักดันออกจากพื้นที่สูงย่อมเกิดขึ้นโดยชอบธรรม)
(ต่อ)
แนวหน้าผา = สันปันน้ำ ตามสนธิสัญญา จริงหรือเปล่า?
https://www.facebook.com/100044511276276/posts/คนสมัยก่อนใช้ขอบสันเขาและหน้าผาเป็นพรมแดนทางธรรมชาติมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า-สยามอย/1357602259066804/
ถ้าลองมองในเชิงหลักการ บริบทประวัติศาสตร์แล้วถูกต้องไหม? ยกเลิก MOU หรือไม่? เป็นอีกเรื่องนึง อะไรที่ยังเป็นประโยชน์กับไทย ก็คงไว้—น่าจะใช้ให้เป็น อะไรที่ไม่—ก็เลิกไป? จะแก้หรือ…?
อาจจะเข้าใจได้ไม่หมดทุกแง่มุม ดูข่าวแล้ว ตาเมือนธม เขมรตั้งฐานห่างไป 50 เมตร? ถ้าเป็นแบบนี้ สิบปี-ร้อยปีก็แก้ปัญหาไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีกรอบการทำงาน ไม่มี framework ที่ชัดเจน
ไทยน่าจะมี Framework แล้วก็ตั้งทีมถาวร มีทีมเฉพาะกิจไปเลย เรื่องเขตแดน
- นักวิชาการ ที่เข้าใจประวัติศาสตร์
- นักภูมิศาสตร์ ที่เข้าใจพื้นที่
- ทหาร ดูเรื่องความปลอดภัย
- นักการทูตมืออาชีพ
- ประชาชน หรือตัวแทนในพื้นที่ชายแดน
✅ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มี (มีคนไล่ตามเรื่องเป็นสิบปีอยู่แล้ว บางคนก็เพิ่งเห็นหน้าตามสื่อในช่วงปีที่ผ่านมา) สิ่งที่แตกต่าง 2554 วีระถูกจับ คนไทย-คนชายแดนยังเสียงแตก 2568 คนไทยเห็นพ้องด้วยกันหมด
❌ ไม่เอานักการเมือง
❌ ไม่เอาข้าราชการที่มีผลประโยชน์แอบแฝง
สำคัญคือ ทีมนี้ต้อง ไม่เปลี่ยนตามรัฐบาลหรือการเลือกตั้ง
ลองศึกษา เวียดนามใช้ cold border กับเขมร
1) คุมพื้นที่จริงก่อน→คุยทีหลัง 2) เงียบ→ไม่เคยถอย 3) แยกพรมแดนออกจากมิตรภาพ 4) ไม่ไปเวทีโลก ถ้าไม่จำเป็น 5) คุม narrative และข้อมูล ไม่ดราม่า
แต่นิสัยคนไทย ระบบของไทย คงทำแบบเวียดนามไม่ได้หรอก? ถ้าเงียบ—มันต้องมีอะไรไม่ดีซ่อนไว้—รอวันระเบิดออกมา? สื่อไทยก็ความคิดเห็นหลากหลาย เปลี่ยนรายวัน ดราม่ารายวัน ต่อเรื่องกันไม่ติด? 5–6 เดือนที่ผ่านมา ลองเรียงเรื่อง จะสังเกตเห็นเลยว่า นักกลยุทธ์ตัวจริง คนที่มองภาพรวมออกหายากมาก (นักวิชาการบางคนก็เยอะเกิน? เสธโหน่งไม่ต้องพูดถึง? พูดแล้วฟังดูดี? เสธทหารจากโลกไหน? เนิน 350 ได้มาแล้วต้องคืน? ไม่มองเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคงในพื้นที่?)
คุณเจอกับเขมร ที่ลวงโลก โกหกกันเป็นระบบ เขมรเป็นระบอบเผด็จการ อยู่มานาน ล้างสมอง ใช้นโยบาย 3C: Claim—Creep—Cry เดินเกมส์ได้ยาว 10–20–30 ปี ไม่ว่าจะอย่างไร เขมรก็ปลูกฝังกันไปทุกรุ่นแล้ว
ฝั่งไทย น่าจะตั้งเป็นทีม รวมตัวจี๊ดไว้ดีกว่า เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ในแต่ละแง่มุมไว้ สร้าง narrative ของตัวเอง ทำ framework
⸻
หลักการ → ความหมาย → ความมั่นคง → การสำรวจ
⸻
1. หลักการตามสนธิสัญญา (Principle – สิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้)
1.1 สนธิสัญญา 1904–1907 กำหนด “หลักการ” ไม่ใช่เส้นพิกัด
สนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 ไม่เคยกำหนดเส้นเขตแดนเป็นพิกัดตัวเลข แต่กำหนด “หลักการเขตแดน” ไว้ชัดเจนว่า
“เส้นสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรัก” คือ ภาษาภูมิศาสตร์–การเมืองของต้นศตวรรษที่ 20 ไม่ใช่ภาษาวิศวกรรม ไม่ใช่ GPS ไม่ใช่ LIDAR
เขมรเอาแผนที่มาข่มสนธิสัญญาคือ การกลับลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย เอาเครื่องมือมาทับหลักการ
⸻
2. ความหมายของ “สันปันน้ำ” ในบริบทยุคนั้น (Meaning – แก่นแท้ที่ถูกบิด?)
2.1 “Watershed” ในปี 1900–1910 หมายถึงอะไร? ในช่วงทำสนธิสัญญา
- ไม่มีถนน
- ไม่มีบันไดขึ้นเขา
- ไม่มีการท่องเที่ยว
- ไม่มีแนวคิดว่า “ที่สูงคือพื้นที่แย่งชิง”
การสำรวจทำด้วย การมองเห็นจริง + การเดินเท้า + ภูมิประเทศเป็นตัวกำหนด
“watershed” ในยุคนั้น ไม่ได้หมายถึงเส้นแบ่งการไหลของน้ำเชิงเทคนิค / เชิงอุทกวิทยาสมัยใหม่ แต่หมายถึง แนวสันเขาที่ต่อเนื่อง แนวหน้าผาที่เห็นชัด เส้นแบ่งที่ราบสูงกับที่ราบต่ำ
สันปันน้ำ = แนวสันเขา / แนวหน้าผา
น่าจะมีการยืนยันเอกสาร บันทึกของคณะสำรวจว่า “หน้าผา คือ สันปันน้ำ” มีบันทึกก็เอาออกมาชี้กันให้เห็นชัดๆ เอกสารต้นฉบับ คนธรรมดาเข้าถึงได้ยาก? นักวิชาการเข้าถึงได้ แสดงออกมาให้ดูหน่อย?
ลองหาดู เข้าใจว่า Fernand Bernard เป็นฑูต-ทหาร มีหนังสือ À l’école des diplomates (“At the School of Diplomats”) ยังไม่เคยอ่าน... นักวิชาการไทยลองศึกษาดูไหม? และอีกคน คือ Monguier เอกสารและบันทึกของคณะกรรมการปักปันฝรั่งเศส–สยาม (แนวคิดของ Monguier) แล้วยังมีบุคคล-เอกสาร...ใดอีก ไปคุ้ยมาในทุกแง่มุมเลย
2.2 ภูมิศาสตร์จริงของพนมดงรัก (จุดที่เถียงไม่ขึ้น)
พนมดงรัก ไม่ใช่สันเขากลม แต่เป็น ขอบที่ราบสูง (escarpment)
•เหนือ = ที่ราบสูงโคราช (ไทย)
•ใต้ = ที่ราบต่ำกัมพูชา
•น้ำไหลลงใต้จากแนวหน้าผา
ในภูมิประเทศแบบนี้ สันปันน้ำซ้อนทับกับแนวหน้าผาโดยธรรมชาติ ไม่มีพื้นที่ให้ตีความตามใจ
2.3 บริบททางประวัติศาสตร์ที่ถูกละเลย ในยุคสนธิสัญญา:
•ไม่มีใครคิดจะ “ปีนขึ้นยอด”
•ไม่มีการตั้งฐานทหาร
•ไม่มีการแย่งพื้นที่สูง
สามัญสำนึกของยุคนั้นคือ:
•สยามอยู่บนที่สูง
•อินโดจีนฝรั่งเศสอยู่ที่ต่ำ
•ต่างฝ่ายต่างอยู่ฝั่งของตน
การปีนขึ้นมาควบคุมที่สูง ไม่ใช่พฤติกรรมที่คาดหมายหรือยอมรับได้
2.4 เขาพระวิหาร: จุดที่โดดเด่น ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์ ลองทำความเข้าใจ หามุมมองใหม่ เพราะ
•เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในยุคนั้น และเป็นเพียงจุดเดียวที่ขึ้นมาได้ในสมัยนั้นหรือเปล่า? (ในรูปมีที่ราบลงไป 2–3 ชั้น)
•เป็นจุดติดต่อที่ “มองเห็นได้” ไม่ใช่เพราะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์
ปราสาทตาควาย ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ยังไม่ถูกค้นพบในยุคนั้น เป็นป่าทึบตลอดแนวพนมดงรัก คนไทย–กรมศิลป์ไทย เป็นผู้ค้นพบและบูรณะจากซาก แล้วเขมรก็มาเคลม?
การที่กรมพระยาดำรงเสด็จไป เป็นเพียงจุดนัดพบที่เด่นที่สุดหรือเปล่า? ไม่ใช่การยอมรับอธิปไตย ฝรั่งเศสจะติดต่อสยามบนแนวพนมดงรัก หากไม่ขึ้นทางจุดนี้จะขึ้นทางไหน? ลองเรียง timeline ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย 1900–1930 พระไทยจำพรรษาเป็นระยะ มีบันทึกไหม? ฝรั่งเศสอยู่ตรงไหนในช่วงนั้น? ไม่มีการตั้งค่ายทหาร? คณะสำรวจขึ้นมาชั่วคราว? หลัง WWII เป็นอย่างไร? เขมรกับพฤติกรรม claimbodia เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น?
⸻
3. ความมั่นคงในเชิงปฏิบัติ (Security – โลกจริงที่ ICJ ไม่รับผิดชอบ) เราอยู่กับโลกปัจจุบัน ขอพูดถึง ICJ ก่อน
3.1 ICJ 1962 = geopolitics มากกว่าภูมิศาสตร์ บริบทโลกคือ
•ห่าง WWII ~17 ปี
•โลกเพิ่งหลุดจากระบบอาณานิคม
•แผนที่ยุคอาณานิคม = ฐานเสถียรภาพของรัฐเกิดใหม่
หาก ICJ เปิดช่องให้ “ล้มแผนที่อาณานิคมย้อนหลัง” จะเกิดโดมิโนทั้งโลก แอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลางพัง คดีพรมแดนถล่มศาล
ICJ เลือกเสถียรภาพโลก มากกว่าตรรกะภูมิศาสตร์ของสยาม
ทีมกฎหมายฝ่ายกัมพูชา = geopolitics มี Dean Acheson ไม่ใช่ทนายธรรมดา อดีต Secretary of State สหรัฐ สถาปนิก Truman Doctrine และ Marshall Plan ผู้วางโครง Cold War นี่ไม่ใช่คดีเทคนิค แต่เป็นคดีการเมืองโลก Estoppel (หลักกฎหมายปิดปาก) ไทยคือข้อยกเว้น? ใช้กับไทยกว้างผิดมาตรฐาน?
https://en.wikipedia.org/wiki/Dean_Acheson
หลัก estoppel ปกติต้องมี:
- การแสดงเจตนาชัดเจน
- อีกฝ่ายเชื่อโดยสุจริต
- อีกฝ่ายเสียประโยชน์หากกลับคำ
ในคดีพระวิหาร:
- ไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการของรัฐไทย
- แผนที่ 1:200,000 ไม่ใช่เอกสารสนธิสัญญา
- “การไม่ทักท้วง” ถูกตีความเท่ากับ “ยอมรับ”
ประเทศอื่นที่ใช้ estoppel แล้ว ชนะ (มาเลย์–อินโดฯ มีหลักฐานการปกครองจริง)
ไทยมีตรรกะภูมิศาสตร์ แต่แพ้เพราะ บริบทการเมืองโลก ถ้าคดีนี้เกิดหลังปี 2000 ผลจะไม่เหมือนปี 1962 หรือเปล่า?
- ICJ ยุค 60s = เสถียรภาพการเมืองโลก + แผนที่อาณานิคม + estoppel กว้าง
- ICJ ยุค 2000s = ภูมิศาสตร์จริง + ตรรกะ + หลักฐาน + estoppel แคบมาก (ไม่ใช่โลกยุคอาณานิคมแล้ว)
“คนไทยหน้าบาง” ทางการทูต: ปัญหาเดิมที่ยังไม่หาย ไม่ใช่แค่ในอดีต เรายังคิดแบบเดิมจนถึงวันนี้? ไทยติดกับดักหลายชั้นพร้อมกัน?
หน้าบางทางการทูต—ติดภาพ “รัฐอารยะ” ของยุค Cold War—เชื่อว่าตรรกะกับความสุภาพจะชนะ—ไม่เข้าใจว่า “ความเงียบ” คือดาบสองคม—ไม่กล้าเล่นบท “เหยื่ออาณานิคม” ทั้งที่เล่นได้ (ในเวลานั้น)—ไม่กล้าพูดว่าเคยอ่อนแอ—ไม่กล้าใช้ไพ่เรื่องอำนาจ—และสุดท้าย แพ้ทั้งที่ตรรกะเหนือกว่า
หน้าบาง + คู่กรณีหน้าหนามาก = สูตรแพ้ทาง
เขมร: กล้าเล่น narrative ซ้ำๆ, กล้าอ้างความเป็นเหยื่อ, กล้าใช้ศาล, ใช้สื่อ-ใช้เวทีโลก, แพ้ก็ร้อง ชนะก็รุกต่อ
ไทย: กลัวเสียภาพลักษณ์, กลัวถูกมองว่าก้าวร้าว, กลัวถูกด่าว่าไม่สุภาพ, เลือก “เงียบ” “รอ” “เจรจา”?
ผลคือ: ฝ่ายหนึ่งรุกทุกมิติ อีกฝ่ายถอยทั้งที่ไม่ได้ผิด
”ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะเหตุผลไม่ดี แต่เพราะไม่กล้าใช้เหตุผลทั้งหมดที่มี?“
3.2 โลกความเป็นจริง: ความมั่นคง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในโลกความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความมั่นคงมาก่อนกฎหมายเสมอ ไม่ใช่ในเชิงอุดมคติ แต่ในเชิงการดำรงอยู่ของรัฐ
ตรรกะพื้นฐานที่ทุกประเทศเข้าใจตรงกันคือ:
•ที่สูง = ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์
•การปีนขึ้นพื้นที่สูง = การยั่วยุด้านความมั่นคง
•การรักษาพื้นที่สูง = defensive posture ไม่ใช่การรุกราน
พฤติกรรมของแต่ละฝ่าย
ไทย: ไม่ลงไปเหยียบที่ราบต่ำเขมร ไม่ขยายอาณาเขต ดำรงกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเอง
เขมร: ขยายการอ้างสิทธิ์เกินขอบเขต ปีนขึ้นพื้นที่สูง วางทุ่นระเบิด ตั้งฐานและจุดสังเกตการณ์ทางทหาร ยึดพื้นที่สูงและโบราณสถานเป็นฐานทางทหาร ใช้ปราสาทตาควายเป็นบังเกอร์ ทุ่งระเบิดสังหารเนิน 350 เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร เสาสัญญาณโดรนโจมตี
ใครคือฝ่ายยั่วยุ? ใครคือฝ่ายป้องกันตนเอง?
เขมรละเมิด spirit ของคำพิพากษา ICJ คำพิพากษา ICJ ปี 1962 คำตีความปี 2013 ไม่เคยให้สิทธิ์กัมพูชาใช้พื้นที่เป็นฐานทหารรุก หรือพื้นที่คุกคามประเทศเพื่อนบ้าน
การวางกำลัง การวางทุ่นระเบิด และการใช้พื้นที่สูงเชิงทหาร จึงเป็นการ ละเมิด spirit ของคำพิพากษาโดยฝ่ายกัมพูชาเอง
ภายใต้เงื่อนไขนี้ ไทยมีสิทธิ์ ตีความคำพิพากษาในกรอบความมั่นคงอย่างชอบธรรม?
- ความชอบธรรมของการควบคุมพื้นที่สูง การที่กองทัพไทยเข้าควบคุมและรักษาการวางกำลังบนพื้นที่สูงตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรัก เป็นมาตรการด้านความมั่นคงโดยชอบธรรม
- มิใช่การขยายอาณาเขตหรือการรุกราน พื้นที่สูง เช่น เนิน 745, แนวสันเขาและหน้าผา, พื้นที่โดยรอบเขาพระวิหาร (จุดที่ยังค้างอยู่) ล้วนเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ ทางการป้องกันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลักปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายและโลกจริง หลักปฏิบัติที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ คือ
- กองทัพไทยมีสิทธิ์รักษาการวางกำลังบนพื้นที่สูงทั้งหมด
- การควบคุมแนวสันเขา หน้าผา และสันปันน้ำ เป็นการป้องกันตนเอง (defensive posture)
- ไทยไม่มีความจำเป็นต้องลงไปสู่ที่ราบต่ำ เว้นแต่การเคลื่อนกำลังลงตามไหล่เขาหรือพื้นที่เชิงเขาเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกัน โดยไม่ล้ำเข้าสู่ที่ราบต่ำฝั่งกัมพูชา
- การขจัดหรือผลักดันการปรากฏตัวทางทหารของกัมพูชาออกจากพื้นที่สูง เป็นมาตรการด้านความมั่นคง ไม่ใช่การรุกราน (เนิน 745, เขาพระวิหาร หรือพื้นที่สูงใดๆ เป็นประเด็นที่ไม่อาจต่อรองได้ กำหนดกรอบเวลาให้ปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตาม หรือยังคงมีกำลังทหาร/การปฏิบัติการเชิงรุกของฝ่ายกัมพูชาบนพื้นที่สูง การบังคับใช้มาตรการด้านความมั่นคงเพื่อผลักดันออกจากพื้นที่สูงย่อมเกิดขึ้นโดยชอบธรรม)
(ต่อ)