
: Into the Wild (2007) : การเดินทางสู่ตัวตนที่แท้จริง หรือแค่หนีความจริง?
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกเรื่องครับ เป็นหนังที่หลายคนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว หรือบางคนอาจจะยังไม่เคยดู ผมอยากจะแนะนำให้ลองหามาดูกันครับ ชื่อเรื่องคือ "Into the Wild" ฉายในปี 2007 กำกับโดย Sean Penn ครับ
พอพูดถึง "Into the Wild" หลายคนอาจจะนึกถึงภาพพระเอกหนุ่มหล่อที่ทิ้งทุกอย่างแล้วออกเดินทางไปใช้ชีวิตในป่า ผมเองก็เคยมีความคิดแบบนั้นครับ แต่พอได้ดูเรื่องนี้จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่หนังผจญภัยในป่าธรรมดาทั่วไปครับ มันคือการเดินทางที่ลึกซึ้งมากๆ เกี่ยวกับตัวตน ความหมายของชีวิต และการค้นหาอิสรภาพที่แท้จริง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ Christopher McCandless หรือ Alex Supertramp ที่เราจะได้เห็นเขาตลอดทั้งเรื่อง เขาเป็นนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า มีครอบครัวที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์พร้อม แต่เบื้องหลังทุกอย่างกลับมีรอยร้าวที่มองไม่เห็น เขาแบกรับความกดดันและความคาดหวังจากสังคมและครอบครัวไว้เต็มบ่า จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เงินทอง การศึกษา ความสัมพันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่สังคมมองว่ามีความสำคัญ
การตัดสินใจของ Alex มันดูสุดโต่งมากๆ ครับ ผมเชื่อว่าหลายคนดูแล้วก็คงจะคิดว่า "ทำไมต้องทำแบบนั้น?" "ชีวิตมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นไหม?" ใช่ครับ ถ้ามองจากมุมมองภายนอก ชีวิตของ Alex มันดูเหมือนมีทุกอย่าง แต่ถ้าเราลองเข้าไปดูในใจของเขา เราจะเห็นว่าเขาต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น มันคือการตั้งคำถามกับคุณค่าของวัตถุ การบริโภคนิยม และความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวยในสังคมปัจจุบัน
Alex เลือกที่จะเดินทางด้วยเท้าเปล่า ออกเดินทางไปทั่วอเมริกา พบเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งคนดี คนเลว คนแปลกหน้า คนที่ให้ความช่วยเหลือ คนที่เอาเปรียบ เขาได้สัมผัสกับชีวิตในมุมที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้เห็น ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่หาไม่ได้จากตำรา
ฉากที่ผมชอบมากๆ คือฉากที่ Alex ได้เจอกับ Jan Burres หญิงชราใจดีที่เก็บเขามาเลี้ยง เขาได้เรียนรู้ถึงความรัก ความอบอุ่น และความผูกพันที่บริสุทธิ์จากเธอ ฉากนี้ทำให้เห็นว่า Alex ไม่ได้เป็นคนเย็นชา หรือไม่แคร์ใคร เขาก็ต้องการความรักและการยอมรับเหมือนกัน แต่เขาเลือกที่จะหาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
อีกตัวละครที่น่าจดจำคือ Rainey และ Gail คู่รักนักดนตรีโฟล์คที่ Alex ได้ใช้ชีวิตร่วมด้วย พวกเขาเป็นตัวแทนของอิสรภาพ การใช้ชีวิตตามใจตัวเอง และการไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ Alex ได้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขา และดูเหมือนจะหลงใหลในอิสรภาพนั้น
การเดินทางของ Alex ไม่ใช่แค่การหนีปัญหา แต่เป็นการแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่หายไปในชีวิตของเขา มันคือการค้นหาความหมายของคำว่า "บ้าน" ที่แท้จริง ซึ่งสำหรับเขาแล้ว บ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นสภาวะทางจิตใจ เป็นความสงบภายใน
เมื่อ Alex ตัดสินใจที่จะเข้าไปใช้ชีวิตในป่า Alaska อันห่างไกล ผมบอกเลยว่าฉากนี้มันทั้งสวยงามและน่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน ภาพป่าสนที่กว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าสีคราม อากาศที่บริสุทธิ์ มันช่างน่าหลงใหล แต่ในขณะเดียวกัน ความโดดเดี่ยวและความไม่พร้อมของ Alex ก็ทำให้เราอดเป็นห่วงไม่ได้
Alex พยายามที่จะเอาตัวรอดในป่า ด้วยความรู้ที่มีจำกัด และด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกินไป เขาได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของมันด้วยเช่นกัน
จุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังมากๆ คือการที่มันไม่ได้ตัดสินการกระทำของ Alex เลยครับ Sean Penn ปล่อยให้คนดูเป็นคนตัดสินใจเองว่า Alex ทำถูกแล้วหรือยัง การเดินทางของเขาเป็นการหนีปัญหาที่ไร้สาระ หรือเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง
ผมมองว่า Alex เป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอึดอัดกับกรอบของสังคม รู้สึกว่าชีวิตมันถูกกำหนดไว้แล้ว และต้องการที่จะหาหนทางของตัวเอง แม้ว่าหนทางนั้นอาจจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็ตาม
ในขณะที่ Alex กำลังเดินทางค้นหาตัวเอง ครอบครัวของเขาก็พยายามตามหาเขาอยู่เช่นกัน ฉากที่พ่อแม่ของ Alex ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับลูกชายของพวกเขา มันเป็นฉากที่บีบคั้นหัวใจมากๆ ครับ ความเสียใจ ความผิดหวัง และความรักที่พวกเขามีต่อลูก มันแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน
"Into the Wild" ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วสบายใจนะครับ มันทำให้เราต้องคิดตามตลอดเวลา ตั้งคำถามกับชีวิตของเราเอง ว่าจริงๆ แล้วเรากำลังวิ่งตามหาอะไรอยู่ เรามีความสุขกับชีวิตที่เราเป็นอยู่จริงๆ หรือเปล่า
ผมชอบการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ครับ มันตัดสลับไปมาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ Alex ตั้งแต่เด็ก จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต มันช่วยเสริมให้เราเข้าใจตัวละครตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้น
ดนตรีประกอบในเรื่องนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบครับ เพลงของ Eddie Vedder จากวง Pearl Jam มันเข้ากับบรรยากาศของเรื่องราวได้อย่างลงตัวมากๆ มันถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของ Alex ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า "Into the Wild" เป็นหนังที่เปิดโลกทัศน์ให้ผมมากๆ ครับ มันทำให้ผมได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ได้คิดถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริง และได้ตั้งคำถามกับเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกสับสนในชีวิต หรือกำลังมองหาแรงบันดาลใจ ผมแนะนำให้ลองหา "Into the Wild" มาดูครับ อาจจะไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้ แต่รับรองว่าคุณจะได้อะไรกลับไปคิดแน่นอนครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ใครเคยดูแล้วมีความเห็นยังไง มาแชร์กันได้เลยครับ ผมอยากฟังความคิดเห็นของทุกคนครับ
Into the Wild (2007) : การเดินทางสู่ตัวตนที่แท้จริง หรือแค่หนีความจริง?
: Into the Wild (2007) : การเดินทางสู่ตัวตนที่แท้จริง หรือแค่หนีความจริง?
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกเรื่องครับ เป็นหนังที่หลายคนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว หรือบางคนอาจจะยังไม่เคยดู ผมอยากจะแนะนำให้ลองหามาดูกันครับ ชื่อเรื่องคือ "Into the Wild" ฉายในปี 2007 กำกับโดย Sean Penn ครับ
พอพูดถึง "Into the Wild" หลายคนอาจจะนึกถึงภาพพระเอกหนุ่มหล่อที่ทิ้งทุกอย่างแล้วออกเดินทางไปใช้ชีวิตในป่า ผมเองก็เคยมีความคิดแบบนั้นครับ แต่พอได้ดูเรื่องนี้จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่หนังผจญภัยในป่าธรรมดาทั่วไปครับ มันคือการเดินทางที่ลึกซึ้งมากๆ เกี่ยวกับตัวตน ความหมายของชีวิต และการค้นหาอิสรภาพที่แท้จริง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ Christopher McCandless หรือ Alex Supertramp ที่เราจะได้เห็นเขาตลอดทั้งเรื่อง เขาเป็นนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า มีครอบครัวที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์พร้อม แต่เบื้องหลังทุกอย่างกลับมีรอยร้าวที่มองไม่เห็น เขาแบกรับความกดดันและความคาดหวังจากสังคมและครอบครัวไว้เต็มบ่า จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เงินทอง การศึกษา ความสัมพันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่สังคมมองว่ามีความสำคัญ
การตัดสินใจของ Alex มันดูสุดโต่งมากๆ ครับ ผมเชื่อว่าหลายคนดูแล้วก็คงจะคิดว่า "ทำไมต้องทำแบบนั้น?" "ชีวิตมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นไหม?" ใช่ครับ ถ้ามองจากมุมมองภายนอก ชีวิตของ Alex มันดูเหมือนมีทุกอย่าง แต่ถ้าเราลองเข้าไปดูในใจของเขา เราจะเห็นว่าเขาต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น มันคือการตั้งคำถามกับคุณค่าของวัตถุ การบริโภคนิยม และความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวยในสังคมปัจจุบัน
Alex เลือกที่จะเดินทางด้วยเท้าเปล่า ออกเดินทางไปทั่วอเมริกา พบเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งคนดี คนเลว คนแปลกหน้า คนที่ให้ความช่วยเหลือ คนที่เอาเปรียบ เขาได้สัมผัสกับชีวิตในมุมที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้เห็น ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่หาไม่ได้จากตำรา
ฉากที่ผมชอบมากๆ คือฉากที่ Alex ได้เจอกับ Jan Burres หญิงชราใจดีที่เก็บเขามาเลี้ยง เขาได้เรียนรู้ถึงความรัก ความอบอุ่น และความผูกพันที่บริสุทธิ์จากเธอ ฉากนี้ทำให้เห็นว่า Alex ไม่ได้เป็นคนเย็นชา หรือไม่แคร์ใคร เขาก็ต้องการความรักและการยอมรับเหมือนกัน แต่เขาเลือกที่จะหาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
อีกตัวละครที่น่าจดจำคือ Rainey และ Gail คู่รักนักดนตรีโฟล์คที่ Alex ได้ใช้ชีวิตร่วมด้วย พวกเขาเป็นตัวแทนของอิสรภาพ การใช้ชีวิตตามใจตัวเอง และการไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ Alex ได้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขา และดูเหมือนจะหลงใหลในอิสรภาพนั้น
การเดินทางของ Alex ไม่ใช่แค่การหนีปัญหา แต่เป็นการแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่หายไปในชีวิตของเขา มันคือการค้นหาความหมายของคำว่า "บ้าน" ที่แท้จริง ซึ่งสำหรับเขาแล้ว บ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นสภาวะทางจิตใจ เป็นความสงบภายใน
เมื่อ Alex ตัดสินใจที่จะเข้าไปใช้ชีวิตในป่า Alaska อันห่างไกล ผมบอกเลยว่าฉากนี้มันทั้งสวยงามและน่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน ภาพป่าสนที่กว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าสีคราม อากาศที่บริสุทธิ์ มันช่างน่าหลงใหล แต่ในขณะเดียวกัน ความโดดเดี่ยวและความไม่พร้อมของ Alex ก็ทำให้เราอดเป็นห่วงไม่ได้
Alex พยายามที่จะเอาตัวรอดในป่า ด้วยความรู้ที่มีจำกัด และด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกินไป เขาได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของมันด้วยเช่นกัน
จุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังมากๆ คือการที่มันไม่ได้ตัดสินการกระทำของ Alex เลยครับ Sean Penn ปล่อยให้คนดูเป็นคนตัดสินใจเองว่า Alex ทำถูกแล้วหรือยัง การเดินทางของเขาเป็นการหนีปัญหาที่ไร้สาระ หรือเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง
ผมมองว่า Alex เป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอึดอัดกับกรอบของสังคม รู้สึกว่าชีวิตมันถูกกำหนดไว้แล้ว และต้องการที่จะหาหนทางของตัวเอง แม้ว่าหนทางนั้นอาจจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็ตาม
ในขณะที่ Alex กำลังเดินทางค้นหาตัวเอง ครอบครัวของเขาก็พยายามตามหาเขาอยู่เช่นกัน ฉากที่พ่อแม่ของ Alex ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับลูกชายของพวกเขา มันเป็นฉากที่บีบคั้นหัวใจมากๆ ครับ ความเสียใจ ความผิดหวัง และความรักที่พวกเขามีต่อลูก มันแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน
"Into the Wild" ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วสบายใจนะครับ มันทำให้เราต้องคิดตามตลอดเวลา ตั้งคำถามกับชีวิตของเราเอง ว่าจริงๆ แล้วเรากำลังวิ่งตามหาอะไรอยู่ เรามีความสุขกับชีวิตที่เราเป็นอยู่จริงๆ หรือเปล่า
ผมชอบการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ครับ มันตัดสลับไปมาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ Alex ตั้งแต่เด็ก จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต มันช่วยเสริมให้เราเข้าใจตัวละครตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้น
ดนตรีประกอบในเรื่องนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบครับ เพลงของ Eddie Vedder จากวง Pearl Jam มันเข้ากับบรรยากาศของเรื่องราวได้อย่างลงตัวมากๆ มันถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของ Alex ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า "Into the Wild" เป็นหนังที่เปิดโลกทัศน์ให้ผมมากๆ ครับ มันทำให้ผมได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ได้คิดถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริง และได้ตั้งคำถามกับเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกสับสนในชีวิต หรือกำลังมองหาแรงบันดาลใจ ผมแนะนำให้ลองหา "Into the Wild" มาดูครับ อาจจะไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้ แต่รับรองว่าคุณจะได้อะไรกลับไปคิดแน่นอนครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ใครเคยดูแล้วมีความเห็นยังไง มาแชร์กันได้เลยครับ ผมอยากฟังความคิดเห็นของทุกคนครับ