กลิ่นหญ้าอ่อนๆ

‎ผมชื่อบอส
‎ในหน่วย ไม่มีใครเรียกชื่อกัน
‎ทุกคนเรียกผมว่า “พลทหาร”
‎ผมถูกเลี้ยงดูมาโดยทหารรับจ้าง
‎และเติบโตอยู่ในหน่วยที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง
‎ตลอดชีวิตที่ผ่านมา
‎ผมฆ่าคนมาเยอะ
‎แต่ผมก็ไม่ชอบมันหรอกนะ
‎จนบางครั้ง
‎ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า…
‎ที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ของผมเลย
‎บางทีชีวิตก็ไม่ให้เราเลือก
‎บางครั้ง เราก็แค่ถูกผลัก
‎ให้เดินไปตามเส้นทาง
‎ที่ไม่มีวันหันกลับได้
‎วันนี้
‎หน่วยของผมได้รับภารกิจระดับพิเศษ
‎ผมคิดว่ามันก็คงไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
‎การฆ่าฟัน
‎การสู้รบ
‎เลือด
‎และเสียงกรีดร้อง
‎จนกระทั่ง
‎ผมได้พบเธอ
‎ดวงตาสีเขียวอ่อน
‎ราวกับใบหญ้าแรกเกิด
‎กลิ่นหอม
‎เหมือนทุ่งหญ้าหลังฝน
‎โลกเหมือนหยุดชะงัก
‎เวลาช้าลง
‎เหมือนทุกอย่างยืดยาวออกไป…
‎ใบหูแหลมแปลกตา
‎ในวินาทีนั้นเอง
‎ผมก็เข้าใจความหมายของคำว่า
‎รักแรกพบ
‎…เอลฟ์
‎คงเป็นอย่างนั้น
‎ผมได้รับหน้าที่เฝ้าเธอ
‎“เธอชื่ออะไร”
‎ผมถามออกไป
‎เธอเงยหน้ามองผม
‎แววตานั้น
‎ทำให้ผมชะงัก
‎มันเป็นแววตาที่ผมคุ้นเคยดี
‎แววตาแบบเดียวกับ
‎ผู้คนที่ผมเคยฆ่าไป
‎แววตาที่มีแต่ความแค้น
‎และความเกลียดชัง
‎ผมรอฟังคำตอบ
‎แต่สิ่งที่ได้ยิน
‎กลับมีเพียงเสียงสายลม
‎และความเงียบ
‎ที่หนักอึ้ง
‎ทันใดนั้น
‎มีใครบางคนเดินเข้ามาในเต็นท์
‎เขาคือรองหัวหน้าหน่วย
‎เขามาเพื่อตรวจ
‎ว่าเลือดของเอลฟ์
‎มันจะเป็นอย่างที่ข่าวลือหรือไม่
‎เขากรีดข้อมือของเธอ
‎แล้วก้มลงเลียเลือดนั้น
‎ต่อหน้าผม
‎“รู้สึกถึงพลังจริงๆ” เขาว่า
‎“ลองดูไหม พลทหาร”
‎ผมส่ายหัวเบาๆ
‎แต่ในอกกลับร้อนรุ่ม
‎ความโกรธที่ไม่คุ้นเคย
‎เอ่อล้นขึ้นมา
‎ผมเกลียด
‎วิธีที่เขาทำกับเธอ
‎และในหัวของผม
‎ความคิดโง่ๆ อย่างหนึ่ง
‎ก็เริ่มก่อตัว
‎ถ้าผมพาเธอหนีไปล่ะ
‎แม้จะต้องแลกกับ
‎การที่ทั้งหน่วย
‎รวมถึงตัวผมเอง
‎อาจต้องตาย
‎ผมเดินเข้าไป
‎ทำแผลที่ข้อมือให้เธอ
‎ปลายนิ้วสัมผัสผิว
‎เย็นกว่าที่คิด
‎ระหว่างที่ผมพันผ้า
‎สายตาของเธอ
‎ยังคงจับจ้องมาที่ผมไม่วาง
‎แววตานั้น
‎ไม่ใช่ความดื้อรั้น
‎แต่มันคือความระแวง
‎และลึกกว่านั้น
‎เธอเหมือนกำลัง
‎ชั่งน้ำหนัก
‎อะไรบางอย่าง
‎วันถัดมา
‎มีคนนำอาหารมาให้เธอ
‎เธอยังคงถูกมัดไว้
‎ดังนั้น
‎หน้าที่ป้อนอาหาร
‎จึงตกเป็นของผม
‎ผมไม่คิดว่า
‎เธอจะยอมทานง่ายๆ
‎แต่เธอกลับอ้าปากรับช้อน
‎อย่างเงียบๆ
‎ช้อนในมือผม
‎สั่นนิดหน่อย
‎ผมไม่แน่ใจ
‎ว่ามันเป็นเพราะความเงียบ
‎หรือเพราะ
‎ผมเริ่มไม่อยากให้
‎ช่วงเวลานี้หายไป
‎หลังจากมื้ออาหารจบลง
‎ความเงียบ
‎ก็กลับมาอีกครั้ง
‎ก่อนที่เสียงหวานแผ่วเบา
‎จะหลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอ
‎“นายชื่ออะไร”
‎หลังจากที่เราแนะนำตัวให้กัน
‎ผมก็ได้รู้ชื่อของเธอในที่สุด
‎อลิซ
‎ทำไมเธอถึงตกอยู่
‎ในสภาพแบบนี้กันนะ
‎คำถามนั้น
‎ผุดขึ้นมาในหัว
‎แต่ผมกลับลังเล
‎ที่จะเอ่ยปากถาม
‎ความคิดประหลาด
‎เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
‎ถ้าผมพาเธอกลับไป
‎ที่ป่าเอลฟ์ล่ะ
‎ที่นั่น…
‎เธออาจได้ใช้ชีวิต
‎ที่ควรจะเป็น
‎ห่างไกลจากโซ่ตรวน
‎เลือด
‎อย่างน้อยที่สุด
‎ผมอยากพาเธอ
‎หลุดพ้นจากชีวิตอันเน่าเฟะนี้
‎ให้เธอได้ไปใช้ชีวิต
‎ในส่วนที่ผม
‎ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้
‎ชีวิตที่ผมรู้สึกว่า
‎ไม่เคยเป็นของตัวเองเลย
‎ในหัวของผม
‎แผนการเริ่มก่อตัว
‎ทีละนิด
‎ช้าๆ
‎อีกสามวัน
‎เราจะถึงจุดนัดรับของ
‎จากผู้ว่าจ้าง
‎นั่นหมายความว่า
‎เวลาของผม
‎เหลือน้อยเต็มที
‎ถ้าอย่างนั้น…
‎ก็คงต้องเป็นคืนนี้แล้วสินะ
‎คืนที่ผมต้องเริ่มลงมือ
‎ทำตามแผน
‎และหักหลัง
‎ชีวิตที่ผมเคยเดินมา
‎ผมก้มลง
‎กระซิบใกล้หูเธอ
‎“ผมจะพาเธอหนีไป…
‎เธอเชื่อใจผมไหม”
‎เธอนิ่งไป
‎ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
‎จนแทบไม่ได้ยิน
‎“บอส…”
‎แค่นั้น
‎แล้วเธอก็พยักหน้า
‎กลางดึก
‎ในเวลาที่หลายคนหลับใหล
‎ผมวางยาลงในน้ำ
‎ยามสองคนของหน่วย
‎ดื่มเข้าไป
‎ไม่นานนัก
‎ก็หลับสนิท
‎ผมรีบเข้าไป
‎ตัดเชือกที่มัดเธอไว้
‎แล้วพาเธอ
‎กระโดดขึ้นหลังม้า
‎คลุมผ้ามุงหน้า
‎มุ่งตรงไปยังทิศเหนือ
‎ป่าเอลฟ์
‎ระหว่างทาง
‎หัวใจผมเต้นแรง
‎อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
‎ผมรู้สึก…มีความสุข
‎รู้สึกเหมือนได้มีชีวิต
‎เป็นครั้งแรกในชีวิต
‎อลิซโอบกอดเอวผมไว้แน่น
‎ราวกับไม่อยากปล่อย
‎ให้ผมหลุดไปไหน
‎ร่างของเราชิดใกล้กัน
‎ผมซึมซับกลิ่นอ่อนละมุน
‎จากตัวเธอ
‎ในอ้อมกอดนั้น
‎เหมือนทั้งโลกมีแค่เราสองคน
‎เหลือเพียงความสุขหวานละมุน
‎ที่ค่อยๆ ซึมลึกลงไปในใจ
‎ทำให้หัวใจผม
‎ชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง
‎ผมโชคดี
‎ที่ป่าเอลฟ์
‎อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก
‎แต่ลึกๆ ในใจ
‎กลับมีความรู้สึกประหลาด
‎ผุดขึ้นมา
‎ทำไมผมถึงรู้จักทาง
‎ไปป่าเอลฟ์ได้ดี
‎ขนาดนี้นะ
‎เหมือนเคยมาเยือนมาก่อน
‎ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโต
‎ชีวิตผมมีแค่สงคราม
‎และค่ายทหารรับจ้าง
‎หลังจากเดินทาง
‎ราวหนึ่งวัน
‎เราก็มาถึง
‎เขตป่าเอลฟ์
‎เธอรีบลงจากม้า
‎แล้ววิ่งหาย
‎เข้าไปในแนวไม้
‎โดยไม่หันกลับมา
‎มองผมเลย
‎แต่แค่นั้น
‎ก็พอแล้ว
‎แค่รู้ว่า
‎เธอได้กลับไปใช้ชีวิตของเธอ
‎ผมก็มีความสุขแล้ว
‎สองวันต่อมา
‎ผมถูกจับ
‎พร้อมกับทั้งหน่วยของผม
‎เสียงด่า
‎เสียงสาปแช่ง
‎ดังไม่ขาดสาย
‎ผมถูกโยน
‎เข้าไปในห้องขังแคบๆ
‎ก่อนจะได้ยิน
‎เสียงฝีเท้า
‎ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้
‎“บอส…
‎จากหน่วยทหารรับจ้าง ใช่ไหม”
‎เสียงผู้หญิงเอ่ยถาม
‎ผมพยักหน้าเบาๆ
‎เธอเข้ามา
‎เจาะเลือดผม
‎แล้วนำไปตรวจ
‎ด้วยเครื่องมือแปลกประหลาด
‎“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย”
‎เธอพึมพำ
‎“เธอหมายความว่ายังไง”
‎ผมถาม
‎เธอเงยหน้ามองผม
‎แล้วหัวเราะเบาๆ
‎“นายถูกเวย์เสน่ห์เข้าแล้ว”
‎หัวใจผมกระตุกวูบ
‎“เอลฟ์ตนนั้นคงเลือกนาย
‎เพราะนายดูเด็กที่สุดในกลุ่ม
‎และอ่อนแอที่สุด”
‎ผมส่ายหัว
‎ไม่อยากเชื่อ
‎โกหก…
‎เธอมองปฏิกิริยาผม
‎ก่อนจะเอ่ยต่อ
‎“ฉันถอนเวย์เสน่ห์ให้นายได้นะ
‎แต่นายจะต้องรับ
‎ความรู้สึกจริงทั้งหมด
‎และเสียใจกับ
‎สิ่งที่นายทำลงไป”
‎เธอหยุด
‎ก่อนจะพูด
‎อีกทางเลือกหนึ่ง
‎“หรือไม่ก็…
‎ปล่อยมันไว้แบบนี้”
‎ผมนิ่งเงียบ
‎สุดท้าย
‎ผมเลือก
‎ไม่ถอนมันออก
‎บางที…
‎ผมอาจเป็นเด็ก
‎อย่างที่เธอว่า
‎เด็กที่กลัว
‎จะเผชิญหน้า
‎กับความรู้สึกจริงๆ
‎เพราะถ้าความรักทั้งหมด
‎ที่ผมรู้สึก
‎ไม่ใช่ของจริง
‎ผมก็ไม่แน่ใจ
‎ว่าผมจะยังมีอะไร
‎เหลืออยู่ในชีวิตนี้อีก
‎หลังจากวันนั้น
‎ทุกอย่างก็เดินไป
‎ตามระเบียบ
‎เรียบร้อย
‎และไร้ความปรานี
‎พวกเรา
‎ทั้งหน่วย
‎ถูกตัดสินโทษประหาร
‎ไม่มีการไต่สวน
‎ไม่มีคำอธิบาย
‎ทหารรับจ้าง
‎ไม่สมควรได้เหตุผล
‎มีแค่หน้าที่
‎และจุดจบ
‎ผมถูกพาไปยืนเรียง
‎กับคนที่เคย
‎รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา
‎คนที่ผมเคยช่วยไว้
‎และคนที่เคยช่วยผม
‎วันนี้
‎ทุกคนมองผม
‎ด้วยสายตาเดียวกัน
‎ไม่ใช่ความแค้น
‎ไม่ใช่ความเกลียด
‎แต่คือความสมเพช
‎เพราะผมเลือก
‎ผู้หญิงคนหนึ่ง
‎ผมเผลอคิดถึง
‎ดวงตาสีเขียวอ่อนคู่นั้น
‎คิดถึง
‎กลิ่นของใบหญ้าอ่อน
‎หลังฝน
‎คิดถึง
‎ความรู้สึกอบอุ่น
‎ที่ผมเข้าใจผิด
‎ว่าเรียกว่า “ความรัก”
‎น่าขันดี
‎ทั้งชีวิตผม
‎รอดจากสนามรบ
‎มาหลายครั้ง
‎แต่กลับมาตาย
‎เพราะความหวังโง่ๆ
‎ว่าคนคนหนึ่ง
‎จะมีชีวิตที่ดีกว่า
‎ผมไม่รู้ด้วยซ้ำ
‎ว่าอลิซ
‎จำชื่อผมได้หรือเปล่า
‎หรือว่าทั้งหมดนั้น
‎เป็นแค่เวทมนตร์
‎อ้อมกอดตอนขี่ม้า…
‎แน่นจนเหมือนไม่อยากปล่อย
‎กลิ่นหญ้าอ่อน
‎ที่ซึมเข้าไปในปอด
‎หัวใจที่เคยแห้งแล้ง
‎แล้วชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง
‎มันจริงหรือ
‎หรือแค่เวทย์
‎ที่ทำให้ผม
‎เห็นสิ่งที่ผมอยากเห็น
‎เพราะผมกลัวเกินไป
‎ที่จะยอมรับว่า
‎ชีวิตนี้
‎ไม่มีอะไรแบบนั้นจริงๆ
‎ถ้าถอนมันออกไป
‎แล้วเหลือแค่ผมคนเดียว
‎ผมจะยังจำ
‎ความชุ่มชื่นนั้นได้ไหม
‎หรือมันจะหายไป
‎เหมือนเธอวิ่งหาย
‎เข้าไปในป่า
‎ไม่หันกลับมา
‎มองเลย
‎สักครั้ง
‎ผมหลับตา
‎ไม่ใช่เพราะกลัวดาบ
‎แต่เพราะกลัวว่า
‎ถ้าเปิดตา
‎แล้วพบว่า
‎ทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตา
‎ผมจะเหลืออะไรอีก
‎ผมรู้
‎ว่ามันฟังดูโง่
‎แต่ผมก็ยัง
‎เลือกจะเชื่อ
‎เสียงดาบฟาดลง
‎และความไร้เดียงสา
‎ก็ตายไปพร้อมกับ"พลทหาร"


‎เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ของผมเอง
‎จากช่วงที่ผมเป็นซึมเศร้า และเคยยึดบางอย่างไว้เพื่อมีชีวิตต่อ

สรุปอลิซรักบอสไหมนะหรือคิดไปเอง แล้วใครเป็นคนผิด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่