วันนี้มาทำความรู้จักกับ "QE" (Quantitative Easing) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า "มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ" ค่ะ

QE ก็คือการที่ "ธนาคารกลางปั๊มเงินใหม่เข้าระบบเศรษฐกิจ" เพื่อช่วยกระตุ้นตอนที่เศรษฐกิจเริ่มซบเซานั่นเองค่ะ มาดูกันว่าเขามีกลไกยังไงกันบ้าง

1. QE ทำงานอย่างไร?
ตามปกติธนาคารกลางจะคุมเศรษฐกิจผ่านการ "ปรับอัตราดอกเบี้ย" ใช่ไหมคะ? แต่ถ้าลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% แล้วเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ธนาคารกลางก็ต้องใช้ "ยาแรง" อย่าง QE ค่ะ
ขั้นตอนคือ:
  1) ธนาคารกลางพิมพ์เงิน (ในรูปแบบตัวเลขดิจิทัล) ขึ้นมา
  2) นำเงินนั้นไป "ซื้อสินทรัพย์" (ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาล) จากธนาคารพาณิชย์หรือเอกชน
  3) เงินใหม่ก็จะไหลเข้าไปอยู่ในมือธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารมีเงินเหลือเฟือที่จะปล่อยกู้ให้ประชาชนและธุรกิจในดอกเบี้ยที่ถูกลงค่ะ

2. ผลกระทบเมื่อมีการทำ QE
  - สภาพคล่องล้นตลาด: เงินในระบบมีเยอะขึ้น คนกู้เงินไปลงทุนหรือใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
  - ราคาสินทรัพย์พุ่ง: เมื่อเงินมีเยอะแต่ไม่รู้จะไปไหน เงินก็จะไหลเข้าสู่ ตลาดหุ้น, อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงทองคำ ทำให้ราคาสิ่งเหล่านี้สูงขึ้นค่ะ
  - ค่าเงินอ่อนตัว: ยิ่งพิมพ์เงินออกมาเยอะ มูลค่าของเงินสกุลนั้น ๆ มักจะลดลงเมื่อเทียบกับสกุลอื่น

3. แล้วนักลงทุนอย่างเราต้องสนใจอะไร?
เวลาได้ยินข่าวว่าสหรัฐฯ (Fed) ทำ QE นักลงทุนส่วนใหญ่จะยิ้มเลยค่ะ เพราะมันหมายถึง "เม็ดเงินใหม่" ที่จะไหลเข้ามาดันราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้สูงขึ้น แต่ป้าขอเตือนไว้ 2 เรื่องที่ต้องระวังนะคะ:
  1) เงินเฟ้อ: พิมพ์เงินเยอะเกินไป ของจะแพงขึ้นแบบหยุดไม่อยู่
  2) QT (Quantitative Tightening): เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ธนาคารกลางจะ "ดูดเงินกลับ" ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของ QE ตอนนั้นแหละค่ะที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลงแรง

สรุป
QE เหมือนเป็นการ "ฉีดสเตียรอยด์" ให้เศรษฐกิจสดชื่นขึ้นทันตาเห็น แต่มันก็มีผลข้างเคียงในระยะยาว นักลงทุนต้องหมั่นติดตามนโยบายของธนาคารกลางให้ดี เพราะถ้าเขาเริ่มส่งสัญญาณ "ถอนมาตรการ" (Tapering) เมื่อไหร่ เราต้องเตรียมปรับพอร์ตให้ทันนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่