ทำไมการเมืองไทยถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง? เพราะวันนี้เราต่างถือ “เศษกระจกแห่งความจริง” กันคนละชิ้น





ลองนึกย้อนไปสัก 20-30 ปีก่อน เรื่องเกี่ยวกับการเมืองยุคนั้นนักวิชาการอาวุโสหรือบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นี่เหมือนเป็น "พระเจ้า" เลยนะ เขาบอกว่าเรื่องนี้ดีเราก็ว่าดี เขาบอกว่าคนนี้โกงเราก็เชื่อ เพราะตอนนั้นคนธรรมดาอย่างเราไม่มีปัญญาไปหาข้อมูลที่ไหนมาเถียง ความรู้ในตอนนั้นมันเลยมาพร้อมกับอำนาจทางศีลธรรม ใครมีปริญญาหลายใบหรือได้ออกทีวีบ่อยๆ คนจะรู้สึกเกรงใจและยอมรับคำตัดสินของเขาไปโดยปริยาย

แต่พระเจ้าก็มาตกสวรรค์เอาตอนที่มีอินเทอร์เน็ตนี่แหละครับ สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่คนไทยมีข้อมูลเยอะขึ้นนะ แต่มันคือการที่ "ความขลัง" ของคำว่าผู้เชี่ยวชาญมันเสื่อมลง ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า The Death of Expertise นั่นแหละ ในไทยเราเห็นชัดมากครับ เดี๋ยวนี้พออาจารย์ท่านไหนออกมาวิเคราะห์อะไร ไม่เกินครึ่งวันจะมีเด็กมัธยมหรือคนทั่วไปนี่แหละ ไปขุดเอาหลักฐาน เอาตัวเลข หรือเอาคำพูดในอดีตมาฟาดกลับกลางโซเชียลทันที อำนาจที่เคยไหลจากหอคอยงาช้างลงมาสู่ประชาชนมันเลยกลายเป็นสนามรบที่ทุกคนเท่ากันหมด ใครแม่นข้อมูลกว่า ใครลอจิกแน่นกว่า คนนั้นชนะ ไม่สนว่าคุณจะมีคำนำหน้าชื่อว่าอะไร

และนับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 48-49 จนถึงปัจจุบัน คือการที่สื่อและนักวิชาการจำนวนมากเลือกที่จะ ทิ้งความเป็นกลางของตัวเองลง แล้วกระโดดลงไปในสนามสีเสื้ออย่างเต็มตัว พอประชาชนเห็นว่า "อ้าว...อาจารย์ก็มีข้าง สื่อก็นำเสนอเอาใจสปอนเซอร์หรือพวกเดียวกัน" ความศรัทธามันก็จบครับ หลังจากนั้นมา สื่อไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่หาความจริงเลย แต่ทำหน้าที่เป็น "โทรโข่ง" คอยตะโกนด่าฝั่งตรงข้ามเพื่อเอาใจแฟนคลับตัวเองเท่านั้น

ยิ่งพอมาถึงยุคปี 63 เป็นต้นมา ภาพมันยิ่งชัดจนไม่ต้องตีความแล้วครับ คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการให้ใครมาสั่งสอนว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะเขารู้สึกว่า "ความจริง" ที่นักวิชาการแก่ๆพูดกันมันกินไม่ได้และไม่ตรงกับโลกที่เขาเจอ เขาเลยเลือกที่จะสร้างความชอบธรรมขึ้นมาเอง เถียงเอง แฉเอง จนบางทีมันก็นำไปสู่ความสุดโต่งเหมือนกัน คือเราต่างคนต่างอยู่ใน โลกของตัวเอง เราฟังแต่สิ่งที่อยากฟัง และมองว่าใครที่คิดต่างจากเราคือศัตรูที่ต้องกำจัด

ปัญหาสุดท้ายที่ค้างคาใจเราอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าไม่มีความจริงเหลืออยู่บนโลกหรอกครับ ความจริงน่ะมีอยู่เต็มไปหมด แต่เราแค่หา "พื้นที่ตรงกลาง" ที่จะมานั่งคุยความจริงชุดเดียวกันไม่ได้อีกแล้ว เพราะการยอมรับความจริงของอีกฝั่ง มันดันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลัง "พ่ายแพ้" ในสงครามตัวตน

โจทย์ใหญ่ของบ้านเราตอนนี้คือ เราจะอยู่กับโลกที่ความชอบธรรมมันแตกกระจาย ไม่มีใครยอมรับใครเป็นกรรมการอีกต่อไปแล้วแบบนี้ได้ยังไง โดยที่ไม่ลุกขึ้นมาฉีกเนื้อกันเองเพียงเพราะเราถือเศษกระจกแห่งความจริงคนละชิ้นครับ

จุดที่น่าอึดอัดที่สุดของสื่อในยุคนี้ ไม่ใช่การที่เขาเลือกข้างหรอกครับ เพราะเอาเข้าจริงมนุษย์เราทุกคนก็มีข้างกันทั้งนั้น แต่สื่อเลือกข้างเอาแต่วิทยากรข้างเดียวกันมาคุยกันเอง มันทำให้คนในสังคมถือความจริงคนละชุดแบบกู่ไม่กลับ มันทำให้สังคม "คุยกันไม่รู้เรื่อง" หนักกว่าเดิม  การที่สื่อเชิญแต่วิทยากรที่ "พูดแทนใจ" ฝ่ายตัวเองมาออกรายการ มันคือการหลอกให้คนดูรู้สึกฟิน  คนดูจะรู้สึกว่า "เออ จริงด้วย อาจารย์ท่านนี้พูดถูกใจที่สุด" แต่นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ครับ มันคือการกล่อมประสาทให้เรามั่นใจในอคติเดิมของตัวเองมากขึ้น สื่อทำแบบนี้เพราะมัน "ขายได้"  แฟนคลับชอบรายการแบบนี้ ยอดวิวมาง่ายกว่าการเอาคนสองฝั่งมาดีเบตกันจริงๆ   เบื้องหลังความน่าอึดอัดนี้มันคือธุรกิจที่อยู่บนความหายนะของ "ความเห็นอกเห็นใจกันในสังคม" เมื่อไหร่ที่ความจริงถูกลดค่าลงเหลือแค่เรื่องของ "ความสะใจ" เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะเริ่มสูญเสียความเป็นมนุษย์ที่รู้จักรับฟังกันไปทีละนิด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่