ตั้งแต่วันนั้น 2 ปีที่แล้ว ที่ตัดสินใจ เล่าเรื่องตัวเองลงในกระทู้
https://pantip.com/topic/42471554
คิดถึงไม่ถึงว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องของเรามากขนาดนั้น ทั้งพลังงานบวกและพลังงานลบ
เรื่องบังเอิญคือ วันนี้ คือวันเดียวกันกับ 2 ปีที่แล้วที่เราตัดสินใจเล่าสิ่งที่ตัวเองเจอมา และวันนี้.... เราอยากจะมาอัพเดตว่า 2 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้าง เผื่อบางคนที่เจอสถานการณ์เดียวกัน หรือหลายๆคนที่อาจจะอยากรู้ว่าเป็นยังไงต่อหลังจากนั้น ...
เราอาจจะหลงๆลืมๆบางรายละเอียดไปบ้าง แต่จะพยายามรื้อฟื้นให้ได้มากที่สุดนะคะ
สุดท้ายแล้ว
ดิฉันได้ตัดสินใจ หย่ากับสามี เมื่อ ปีที่แล้วค่ะ อีก 2-3 วันก็จะครบ 1 ปีที่มีทะเบียนหย่าเป็นของตัวเอง 555
จากกระทู้เดิมจบที่เราเลือกให้โอกาสแฟนใช่ไหมคะ ตอนนั้นสภาพจิตใจเราไม่โอเคมากๆเลยค่ะ วิตกกังวล ตามติด ตามเช็คสามีจนตัวเองเหนื่อยมาก แต่ก็ยังดันทุรังทำ คิดย้อนกลับไปยังเหนื่อยแทนตัวเองตอนนั้น ทำไปได้ยังไงไม่รู้ สามีก็พยายามปรับปรุงตัวมั้งนะ เรา 2 คนพากันไปเที่ยว ญี่ปุ่น
เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่จิตใจเราก็ไม่ได้เสถียรเหมือนเดิม อารมณ์พยายามใจเย็น พยายามอารมณ์ดี แต่บางครั้งก็หลุดเหวี่ยง หลุดวิตกกังวล
ช่วงนั้นเหนื่อยมากๆ เวลาผ่านไป จากเดือน ธันวา 66 - เมษายน 67 เราก็จับได้อีกครั้ง ว่าสามีเรายังติดต่อกับผู้หญิงคนนั้นอยู่
ตอนที่ทราบมือสั่น เหงื่อตก ทะเลาะกัน และสามีเราได้พูดออกมาว่า เค้าไม่ได้รักเราเหมือนเดิมแล้ว ตอนนั้นรู้สึกโลกถล่มอีกรอบแล้วค่ะ มึนงงไปหมด
เราเดินออกจากบ้านตัวเปล่า มีแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ไปนอนโรงแรมใกล้บ้าน สามีเราไม่ได้มีความพยายามอะไรมากมายในการตามหาเราเลยค่ะ กลับเป็นเพื่อนสนิทเราที่ขับรถวนหาเราทั่วเกาะ จนมาเจอเรา ในขณะที่สามีเรา แค่โทรตาม พอเราปิดเครื่อง ไม่รับสาย เค้าก็เลิกโทร มองย้อนกลับไป เค้าหมดรักเราแล้วจริงๆ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้เตรียมใจไว้ คนมันรักอ่ะเนอะ ผ่านไป 1-2 วันก็มีแชทคุยกับเค้าย้ำๆว่า ไม่รักกันแล้วใช่ไหม เค้าก็มีอาการสับสน บางวันรักบางวันบอกไม่รักแล้ว เราตัดสินใจขนข้าวของกลับบ้านเกิดและตัดสินใจบอกแม่เป็นครั้งแรก ว่า ลูกสาวคนนี้ไปเจออะไรมาบ้าง...
เป็นครั้งแรกที่คุณแม่เห็นเราในสภาพนี้ ปกติเราเป็นเด็กร่าเริง ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น เก่งในสายตาทุกคน เรากลับไปนอนอยู่บ้าน สภาพเหมือนตายไปแล้วครึ่งนึงค่ะ นึกย้อนไปก็จะร้องไห้อีกละ 5555 ตอนนั้นเรานอนทั้งวัน นอนลืมตาน้ำตาไหลเฉยๆค่ะ ข้าวปลาไม่กิน น้ำหนักลดหายไป 5-6 โลภายในไม่กี่สัปดาห์ แม่นอนแทบไม่หลับต้องเดินมาหาเราที่ห้องบ่อยๆ แต่เราก็สภาพเดิม นอนลืมตามองเพดานน้ำตาไหลตลอดเวลาเฉยๆ ตอนนั้นในใจคิด ทำไมเค้าไม่มา เมื่อไหร่จะมา เค้าจะมารับเรากลับไปวันไหนนะ นอนมองหน้าต่างทุกวัน มองหาเค้าว่ามาหรือยัง
ในขณะที่อีกฝั่งนึง เพื่อนๆก็คอยรายงานเราเสมอ ว่าตอนนี้ ที่เกาะ เกิดอะไรขึ้นบ้าง พอเราหนีกลับบ้าน สามีเราก็อยู่ไม่สุข พยายามบอกเราว่าจะเลิกติดต่อกับผู้หญิงคนนั้น แต่น้องเค้าก็มาที่ร้าน แล้วแกล้งเมาหลับหน้าบาร์ให้สามีเราพากลับ เหตุการณ์นั้น สามีเราไม่ได้พากลับ ก็ปล่อยนอนในร้านไป
ยืนยันจากรูมเมทสามีที่เค้าไปอยู่ด้วยชั่วคราว ตอนที่เราไม่อยู่ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปอยู่ห้องเพื่อน ในเมื่อบ้านที่เช่าไว้ก็มี
ซึ่งเหตุผลคือ
หลังจากเรากลับบ้าน น้องคนนั้นได้ไปหาสามีเราที่ร้าน แต่สามีเรา ไม่ยอมคุยด้วย น้องเค้าเลยไปทะเลคนเดียว ตอนเช้ามืด ซึ่งเราไม่รู้จุดประสงค์จริงๆของน้องว่าต้องการทำอะไร แต่สุดท้าย สามีเราก็ไปรับเพื่อที่จะไปส่งที่หอ น้องคนนี้บอกว่า เดี๋ยวไปบ้านที่เราอยู่กับสามีก่อนก็ได้ เพราะใกล้กว่า เดี๋ยวค่อยให้เพื่อนมารับ จะได้ไม่ต้องขับไปส่งไกลๆ สรุป อยู่ยาว -.- สามีเราไล่กลับก็ไม่กลับ เลยจบที่สามีเราไปขออาศัยห้องเพื่อนอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้เรื่องนี้เลย
จนกระทั่งมีเพื่อนมาบอกเรา เราให้เพื่อน ไปเช็คที่บ้านผลคือเจอผู้หญิงคนนั้นที่บ้านเราจริงๆ เราตัดสินใจ บอกเลิกขาดกับสามีในวันนั้น และตัดสินใจ ฟ้องชู้....แต่ไม่ได้บอกใคร
คืนนั้นทั้งคืน สามีพยายามติดต่อเรา ส่วนเรานั้นหลังจากตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เรานอนหลับเหมือนตายเหมือนสมองหยุดพักไปชั่วครู่
ตื่นมาเพื่อนรุมโทรมาบอกว่า เมื่อคืน สามีเราโทรหาเพื่อนๆ ให้ติดต่อเราให้หน่อยเพื่อนๆเล่าว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นกรี้ดมาตามสายว่า " ทำไมพี่ทำกับหนูแบบนี้ๆๆ" ซ้ำๆ เหตุเพราะ แฟนเราไปบอกเลิก บอกผู้หญิงคนนั้นว่า ถ้าเราขอเลิกกับเค้า เค้าก็ขออยู่คนเดียว รวมถึงไม่อยากมีผู้หญิงคนนั้นด้วย และพยายาม ขับรถมอเตอร์ไซค์จะกลับบ้าน แต่น้องผู้หญิงเอาตัวขวางรถไว้ สามีเราเลยทิ้งรถไว้และโทรให้เพื่อนมารับแล้ววิ่งออกมาถนนใหญ่ โดยมีผู้หญิงคนนั้นวิ่งตาม ซึ่งพอเพื่อนที่แฟนโทรให้มารับมาถึงที่ ผู้หญิงคนนี้ถึงได้เลิกวิ่งตาม เรื่องนี้ เพื่อนๆในเหตุการณ์นั้นเล่าให้ฟัง
ในฝั่งของเรา คุณแม่ได้เข้ามาคุยกับเราว่า แม่ไม่อยากให้เรากลับไปนะ "ลูกเพิ่งอายุ 28 เอง ไม่มีลูก เรียนก็เก่ง ฉลาด แม่ว่าลูกเริ่มต้นชีวิตใหม่ดีกว่านะ"
ตอนนั้นเราได้แต่ฟัง แต่ไม่ตัดสินใจอะไร เพราะยังรักเหลือเกิน เรากลัวทุกอย่าง กลัวเป็นหม้าย กลัวว่าจะมีประวัติติดตัวว่าเคยแต่งงาน อายคนเวลาไปไหนแล้วคนถามถึงสามี ตอนนั้นในหัวสารพัดคิดเลยค่ะ แม่บอกว่า ไม่ต้องไปกลัว แค่คนในครอบครัวโอเคก็พอแล้ว
แต่เรากลับไปค่ะ 5555555555555555
เราหาข้ออ้างสารพัดข้ออ้างในการกลับไปที่เกาะสมุย สุดท้ายก็กลับไปหาเค้า ก็วนลูปเดิม เพิ่มเติมคือ วางแผนและดำเนินการฟ้องชู้แบบเงียบๆ ไม่บอกใคร ตอนนั้นเราเก็บหลักฐานพยานต่างๆ เทียวไปเทียวมา ระหว่างบ้านเกิด - เกาะสมุย จนสุดท้าย เรากับสามี ตัดสินใจย้ายบ้านและหอใหม่ กะว่าเริ่มต้นชีวิตกันใหม่รอบที่พันล้านอ่ะแหละ ตอนนั้น ได้ห้องที่ถูกใจเรามาก สามีเองก็พยายามเอาอกเอาใจเรา ส่วนเรานั้นก็ดำเนินการฟ้องชู้ และจับตาดูสามีเราเหมือนเดิม เผื่อจะมีหลักฐานเพิ่ม เราแอบเชื่อม IMESSAGE ของ ไอแพดกับมือถือของแฟนเราไว้ และก็ก็ได้เห็นว่าเค้ายังคุยกัน
แต่ครั้งนี้เราไม่โวยวายเหมือนครั้งอื่นๆ เราแคปทุกแชท ทุกบันทึกการโทร เพื่อเป็นหลักฐาน ในบทสนทนา มีทั้งการข่มขู่จากผู้หญิงคนนั้นสารพัด ให้แฟนเราไปหา ถ้าไม่ไปหา จะมาหาเองที่ร้าน แฟนเราหลอกผู้หญิงคนนี้ทุกวันว่า เราไปที่ร้าน ทั้งๆที่เรา นอนอยู่หอ นอนอ่านบทสนทนาที่เค้าคุยกันทุกคืน
และวันนั้นก็มาถึง วันที่เราต้องเปิดตัวว่าเรารู้เรื่องที่เค้ายังติดต่อกันอยู่ เหตุคือ สามีพาเราไปเที่ยวต่างจังหวัด เลยไม่ติดต่อกับน้องคนนี้เลย
หลังจากทริปสวีทนี้ วันแรกที่สามีเราไปทำงาน เราก็นอนอ่านบทสนทนาของเค้าเหมือนทุกๆคืน ในขณะที่สามีเรากำลังเตรียมของเพื่อเปิดร้านในอีก 2-3 ชม. ก็มีแชทนึงเด้งขึ้นมาว่า "ท้อง"
"หนูท้อง" พร้อมแนบรูปที่ตรวจครรภ์มา เราเห็นแชทแต่ไม่โวยวาย แต่เหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะนึงก่อนตัดสินใจโทรหาสามีว่า เราทราบเรื่องแล้ว
ซึ่งตอนนั้นสามีกำลังอาเจียน เพราะเค้าเครียดหนัก
เราไปหาสามีที่ร้าน แต่รอบนี้ไม่ได้เดินไปตบหน้าเค้าเหมือนที่เคยทำตอนที่รู้ความจริงครั้งแรก
แต่กลับนั่งคุยกันเงียบๆ ว่า พรุ่งนี้ เราจะพาผู้หญิงคนนี้ไปตรวจครรภ์ที่คลินิก แต่ให้แฟนเราโกหกว่า แค่ไปหา ไม่ต้องบอกว่าจะพาไปไหน เพราะเรากลัวว่าน้องเค้าจะอิดออดไม่ยอมไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เรานอนแทบไม่หลับ เราขับรถไปกับสามี มุ่งหน้าไปหอผู้หญิงคนนั้น สามีถามเรามาสั้นๆ ในความเงียบนั้นว่า " ถ้าท้องขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง " เราตอบไปเรียบๆว่า " ก็ไม่ยังไง ก็เลิกกัน เธอก็ต้องอยู่กับลูกกับเมียสิ" เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดิฉันเริ่มถอดใจจากสามี
หลังจากไปรับผู้หญิงคนนั้นมา เรา 3 คน ไปตรวจคลินิก ผลตรวจออกมาว่า ไม่ท้อง สรุปน้องโกหก และไม่รู้เอารูปใครมา หมอแจ้งว่า ไม่มีการตั้งครรภ์จากผลตรวจทั้งแบบตรวจฉี่และอัลตร้าซาวน์
หลังจากไปส่งน้องที่หอ น้องก็ยังส่งข้อความมาว่า หมอบอกให้ตรวจซ้ำอีกครั้งอาทิตย์หน้านะ ฟีลเหมือนหมายเหตุเล็กๆข้างล่าง งงมาก คนเรามันจะอยากท้องอะไรขนาดนั้น แต่เราก็นิ่งไป ไม่พูดอะไร อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นในหัว คิดแต่เรื่องฟ้องชู้ ที่ใกล้จะมาถึงในไม่กี่วัน
กว่าที่ผู้หญิงคนนี้จะรู้ว่าตัวเองมีหมายศาล calling นั้นนานมาก ได้รับก่อนจะขึ้นศาลแค่ 7-15 วันเองมั้ง จำไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่า ได้รับไม่นานก็ต้องมาขึ้นศาล วันขึ้นศาลเราโกหกสามีเราว่าเราไปทำธุระ จะพูดยังไงดี เราคิดว่า สามีเรารู้แล้ว เพราะผู้หญิงคนนั้นคงบอก แต่เค้าไม่กล้าเอ่ยปากอะไรกับเรา เค้าไม่พูด เราก็ไม่พูด
กลางเดือน มิถุนายน 2567 ได้ไปขึ้นศาล ทนายเราได้เรียกเงินไป จำนวนนึง แต่ศาลไกล่เกลี่ยขอลดให้เหลืออีกจำนวนหนึ่ง ตอนนั้น เราก็ไม่ประสีประสาอะไรมาก ประกอบกับเจอเรื่องหนักๆมามากในเวลาสั้นๆ เราก็ตกลงไป ผลจบที่ ผู้หญิงคนนั้นต้องจ่ายเงินให้เราจำนวนนึง และ โพสต์ข้อความขอโทษเราในโซเชี่ยล ห้ามลบตลอดชีวิต เราก็ยังปักหมุดไว้ หน้าฟีดจนถึงทุกวันนี้ แต่ยังคิดเสียดายเรื่องเงิน ไม่น่าสงสารอีนี่เลย55555 แถมยังมีครั้งนึงเราแคปแชทที่เราทักไปเล่า พฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้ให้พี่ชายเค้าฟัง แล้วเราแคปบทสนทนานั้นลงในสตอรี่เรา พี่ชายนางทักมาข่มขู่เราด้วย สั่งให้เราขอโทษเค้า เราไม่ได้ตอบโต้และไม่ขอโทษอะไร และไม่แปลกใจว่าทำไมน้องสาวถึงได้มีพฤติกรรมแบบนี้
หลังจากที่คดีฟ้องร้องเสร็จสิ้น เรื่องเหมือนจะจบไป สามีเราก็ย้ายงานออกมาทำงานโรงแรม ส่วนตัวเราก็ เริ่มกลับมาสนใจตัวเองมากขึ้น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ เรากับสามี ห่างเหินกันมากขึ้น อยู่ด้วยกัน แต่เราไม่ค่อยสนใจสามีเราเหมือนเดิม สามีเราเองก็ทำแต่งาน เราไม่ได้ตามติดสามี หนักเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังมีจีพีเอสในมือถืออยู่ แต่ไม่เห็นความผิดปกติอะไรมากมาย อยู่กันไปแบบนี้เรื่อยๆ
จนมาถึงเดือน มกราคม 2568 ประมาณกลางเดือน เรากลับบ้านไปเยี่ยมแม่ แต่ไม่รู้นึกอะไร อยู่ๆ เราก็ลองเอา จีพีเอส ใส่ไว้ในรถสามี ระหว่างทางกลับบ้าน ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านว่า ถ้ามีอะไรที่ต้องรู้ ให้หนูหูตาสว่างสักที ในวันถัดมา ที่บ้านได้จัดทำบุญให้คุณยาย เราลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นจีพีเอสรถสามี จอดอยู่หน้าหอน้องคนนั้น ....
เราเงียบ ไม่โวยวาย และเริ่มคุยกับพ่อแม่ว่า กลับไปรอบนี้ หนูจะหย่านะคะ พ่อกับแม่ก็ โอเค บอกแล้วแต่ลูก เอาที่เราสบายใจ และเราก็ได้ดำเนินการสมัครงานที่สนามบินที่เกาะนั้น แม่เราถาม ทำไมไม่กลับมาอยู่บ้าน เราบอก เราไม่อยากกลับบ้าน เราชอบที่นั่น ถ้าติดเรื่องร้ายๆออกไป เราชอบที่นี่มาก คิดว่าที่นี่มีโอกาสในเรื่องต่างๆมากกว่ากลับไปอยู่บ้าน ห้องที่อยู่กับชอบมาก และไม่อยากย้ายของ
ระหว่างที่เราทำทุกอย่างนี้ สามีเราไม่ทราบอะไรเลย ว่าเรากำลังวางแผนทำอะไร เรายังพูดคุยกับเค้าปกติ เหมือนไม่รู้ว่าเค้าไปทำอะไรมา หลังจากนั้นไม่นานเราก็ถูกเรียกสัมภาษณ์หลังจากสมัครไป 1 อาทิตย์ เรากลับเกาะโดยที่ไม่ได้บอกสามีว่าเรากลับมาแล้ว โกหกเค้าว่า ยังอยู่บ้านๆและยุ่งๆกับงานทำบุญที่บ้าน เค้าก็เชื่อ แต่จริงๆน่าจะไม่ได้สนใจมากกว่า
วันนั้นจำได้ว่า เป็นวันที่ตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต วันที่ 23 มกราคม 2568 เรามีสอบสัมภาษณ์ตอน 10 โมง สัมภาษณ์เสร็จ เราขับรถกลับไปที่หอ และบอกแฟนว่าเรารู้ทุกอย่างแล้วนะที่แฟนเราทำตอนที่เราไม่อยู่และพูดว่า
ภาคต่อ กระทู้ (แต่งงาน 3 เดือน สามีนอกใจและนอกกาย)
คิดถึงไม่ถึงว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องของเรามากขนาดนั้น ทั้งพลังงานบวกและพลังงานลบ
เรื่องบังเอิญคือ วันนี้ คือวันเดียวกันกับ 2 ปีที่แล้วที่เราตัดสินใจเล่าสิ่งที่ตัวเองเจอมา และวันนี้.... เราอยากจะมาอัพเดตว่า 2 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้าง เผื่อบางคนที่เจอสถานการณ์เดียวกัน หรือหลายๆคนที่อาจจะอยากรู้ว่าเป็นยังไงต่อหลังจากนั้น ...
เราอาจจะหลงๆลืมๆบางรายละเอียดไปบ้าง แต่จะพยายามรื้อฟื้นให้ได้มากที่สุดนะคะ
สุดท้ายแล้ว ดิฉันได้ตัดสินใจ หย่ากับสามี เมื่อ ปีที่แล้วค่ะ อีก 2-3 วันก็จะครบ 1 ปีที่มีทะเบียนหย่าเป็นของตัวเอง 555
จากกระทู้เดิมจบที่เราเลือกให้โอกาสแฟนใช่ไหมคะ ตอนนั้นสภาพจิตใจเราไม่โอเคมากๆเลยค่ะ วิตกกังวล ตามติด ตามเช็คสามีจนตัวเองเหนื่อยมาก แต่ก็ยังดันทุรังทำ คิดย้อนกลับไปยังเหนื่อยแทนตัวเองตอนนั้น ทำไปได้ยังไงไม่รู้ สามีก็พยายามปรับปรุงตัวมั้งนะ เรา 2 คนพากันไปเที่ยว ญี่ปุ่น
เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่จิตใจเราก็ไม่ได้เสถียรเหมือนเดิม อารมณ์พยายามใจเย็น พยายามอารมณ์ดี แต่บางครั้งก็หลุดเหวี่ยง หลุดวิตกกังวล
ช่วงนั้นเหนื่อยมากๆ เวลาผ่านไป จากเดือน ธันวา 66 - เมษายน 67 เราก็จับได้อีกครั้ง ว่าสามีเรายังติดต่อกับผู้หญิงคนนั้นอยู่
ตอนที่ทราบมือสั่น เหงื่อตก ทะเลาะกัน และสามีเราได้พูดออกมาว่า เค้าไม่ได้รักเราเหมือนเดิมแล้ว ตอนนั้นรู้สึกโลกถล่มอีกรอบแล้วค่ะ มึนงงไปหมด
เราเดินออกจากบ้านตัวเปล่า มีแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ไปนอนโรงแรมใกล้บ้าน สามีเราไม่ได้มีความพยายามอะไรมากมายในการตามหาเราเลยค่ะ กลับเป็นเพื่อนสนิทเราที่ขับรถวนหาเราทั่วเกาะ จนมาเจอเรา ในขณะที่สามีเรา แค่โทรตาม พอเราปิดเครื่อง ไม่รับสาย เค้าก็เลิกโทร มองย้อนกลับไป เค้าหมดรักเราแล้วจริงๆ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้เตรียมใจไว้ คนมันรักอ่ะเนอะ ผ่านไป 1-2 วันก็มีแชทคุยกับเค้าย้ำๆว่า ไม่รักกันแล้วใช่ไหม เค้าก็มีอาการสับสน บางวันรักบางวันบอกไม่รักแล้ว เราตัดสินใจขนข้าวของกลับบ้านเกิดและตัดสินใจบอกแม่เป็นครั้งแรก ว่า ลูกสาวคนนี้ไปเจออะไรมาบ้าง...
เป็นครั้งแรกที่คุณแม่เห็นเราในสภาพนี้ ปกติเราเป็นเด็กร่าเริง ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น เก่งในสายตาทุกคน เรากลับไปนอนอยู่บ้าน สภาพเหมือนตายไปแล้วครึ่งนึงค่ะ นึกย้อนไปก็จะร้องไห้อีกละ 5555 ตอนนั้นเรานอนทั้งวัน นอนลืมตาน้ำตาไหลเฉยๆค่ะ ข้าวปลาไม่กิน น้ำหนักลดหายไป 5-6 โลภายในไม่กี่สัปดาห์ แม่นอนแทบไม่หลับต้องเดินมาหาเราที่ห้องบ่อยๆ แต่เราก็สภาพเดิม นอนลืมตามองเพดานน้ำตาไหลตลอดเวลาเฉยๆ ตอนนั้นในใจคิด ทำไมเค้าไม่มา เมื่อไหร่จะมา เค้าจะมารับเรากลับไปวันไหนนะ นอนมองหน้าต่างทุกวัน มองหาเค้าว่ามาหรือยัง
ในขณะที่อีกฝั่งนึง เพื่อนๆก็คอยรายงานเราเสมอ ว่าตอนนี้ ที่เกาะ เกิดอะไรขึ้นบ้าง พอเราหนีกลับบ้าน สามีเราก็อยู่ไม่สุข พยายามบอกเราว่าจะเลิกติดต่อกับผู้หญิงคนนั้น แต่น้องเค้าก็มาที่ร้าน แล้วแกล้งเมาหลับหน้าบาร์ให้สามีเราพากลับ เหตุการณ์นั้น สามีเราไม่ได้พากลับ ก็ปล่อยนอนในร้านไป
ยืนยันจากรูมเมทสามีที่เค้าไปอยู่ด้วยชั่วคราว ตอนที่เราไม่อยู่ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปอยู่ห้องเพื่อน ในเมื่อบ้านที่เช่าไว้ก็มี
ซึ่งเหตุผลคือ
หลังจากเรากลับบ้าน น้องคนนั้นได้ไปหาสามีเราที่ร้าน แต่สามีเรา ไม่ยอมคุยด้วย น้องเค้าเลยไปทะเลคนเดียว ตอนเช้ามืด ซึ่งเราไม่รู้จุดประสงค์จริงๆของน้องว่าต้องการทำอะไร แต่สุดท้าย สามีเราก็ไปรับเพื่อที่จะไปส่งที่หอ น้องคนนี้บอกว่า เดี๋ยวไปบ้านที่เราอยู่กับสามีก่อนก็ได้ เพราะใกล้กว่า เดี๋ยวค่อยให้เพื่อนมารับ จะได้ไม่ต้องขับไปส่งไกลๆ สรุป อยู่ยาว -.- สามีเราไล่กลับก็ไม่กลับ เลยจบที่สามีเราไปขออาศัยห้องเพื่อนอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้เรื่องนี้เลย
จนกระทั่งมีเพื่อนมาบอกเรา เราให้เพื่อน ไปเช็คที่บ้านผลคือเจอผู้หญิงคนนั้นที่บ้านเราจริงๆ เราตัดสินใจ บอกเลิกขาดกับสามีในวันนั้น และตัดสินใจ ฟ้องชู้....แต่ไม่ได้บอกใคร
คืนนั้นทั้งคืน สามีพยายามติดต่อเรา ส่วนเรานั้นหลังจากตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เรานอนหลับเหมือนตายเหมือนสมองหยุดพักไปชั่วครู่
ตื่นมาเพื่อนรุมโทรมาบอกว่า เมื่อคืน สามีเราโทรหาเพื่อนๆ ให้ติดต่อเราให้หน่อยเพื่อนๆเล่าว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นกรี้ดมาตามสายว่า " ทำไมพี่ทำกับหนูแบบนี้ๆๆ" ซ้ำๆ เหตุเพราะ แฟนเราไปบอกเลิก บอกผู้หญิงคนนั้นว่า ถ้าเราขอเลิกกับเค้า เค้าก็ขออยู่คนเดียว รวมถึงไม่อยากมีผู้หญิงคนนั้นด้วย และพยายาม ขับรถมอเตอร์ไซค์จะกลับบ้าน แต่น้องผู้หญิงเอาตัวขวางรถไว้ สามีเราเลยทิ้งรถไว้และโทรให้เพื่อนมารับแล้ววิ่งออกมาถนนใหญ่ โดยมีผู้หญิงคนนั้นวิ่งตาม ซึ่งพอเพื่อนที่แฟนโทรให้มารับมาถึงที่ ผู้หญิงคนนี้ถึงได้เลิกวิ่งตาม เรื่องนี้ เพื่อนๆในเหตุการณ์นั้นเล่าให้ฟัง
ในฝั่งของเรา คุณแม่ได้เข้ามาคุยกับเราว่า แม่ไม่อยากให้เรากลับไปนะ "ลูกเพิ่งอายุ 28 เอง ไม่มีลูก เรียนก็เก่ง ฉลาด แม่ว่าลูกเริ่มต้นชีวิตใหม่ดีกว่านะ"
ตอนนั้นเราได้แต่ฟัง แต่ไม่ตัดสินใจอะไร เพราะยังรักเหลือเกิน เรากลัวทุกอย่าง กลัวเป็นหม้าย กลัวว่าจะมีประวัติติดตัวว่าเคยแต่งงาน อายคนเวลาไปไหนแล้วคนถามถึงสามี ตอนนั้นในหัวสารพัดคิดเลยค่ะ แม่บอกว่า ไม่ต้องไปกลัว แค่คนในครอบครัวโอเคก็พอแล้ว
แต่เรากลับไปค่ะ 5555555555555555
เราหาข้ออ้างสารพัดข้ออ้างในการกลับไปที่เกาะสมุย สุดท้ายก็กลับไปหาเค้า ก็วนลูปเดิม เพิ่มเติมคือ วางแผนและดำเนินการฟ้องชู้แบบเงียบๆ ไม่บอกใคร ตอนนั้นเราเก็บหลักฐานพยานต่างๆ เทียวไปเทียวมา ระหว่างบ้านเกิด - เกาะสมุย จนสุดท้าย เรากับสามี ตัดสินใจย้ายบ้านและหอใหม่ กะว่าเริ่มต้นชีวิตกันใหม่รอบที่พันล้านอ่ะแหละ ตอนนั้น ได้ห้องที่ถูกใจเรามาก สามีเองก็พยายามเอาอกเอาใจเรา ส่วนเรานั้นก็ดำเนินการฟ้องชู้ และจับตาดูสามีเราเหมือนเดิม เผื่อจะมีหลักฐานเพิ่ม เราแอบเชื่อม IMESSAGE ของ ไอแพดกับมือถือของแฟนเราไว้ และก็ก็ได้เห็นว่าเค้ายังคุยกัน
แต่ครั้งนี้เราไม่โวยวายเหมือนครั้งอื่นๆ เราแคปทุกแชท ทุกบันทึกการโทร เพื่อเป็นหลักฐาน ในบทสนทนา มีทั้งการข่มขู่จากผู้หญิงคนนั้นสารพัด ให้แฟนเราไปหา ถ้าไม่ไปหา จะมาหาเองที่ร้าน แฟนเราหลอกผู้หญิงคนนี้ทุกวันว่า เราไปที่ร้าน ทั้งๆที่เรา นอนอยู่หอ นอนอ่านบทสนทนาที่เค้าคุยกันทุกคืน
และวันนั้นก็มาถึง วันที่เราต้องเปิดตัวว่าเรารู้เรื่องที่เค้ายังติดต่อกันอยู่ เหตุคือ สามีพาเราไปเที่ยวต่างจังหวัด เลยไม่ติดต่อกับน้องคนนี้เลย
หลังจากทริปสวีทนี้ วันแรกที่สามีเราไปทำงาน เราก็นอนอ่านบทสนทนาของเค้าเหมือนทุกๆคืน ในขณะที่สามีเรากำลังเตรียมของเพื่อเปิดร้านในอีก 2-3 ชม. ก็มีแชทนึงเด้งขึ้นมาว่า "ท้อง"
"หนูท้อง" พร้อมแนบรูปที่ตรวจครรภ์มา เราเห็นแชทแต่ไม่โวยวาย แต่เหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะนึงก่อนตัดสินใจโทรหาสามีว่า เราทราบเรื่องแล้ว
ซึ่งตอนนั้นสามีกำลังอาเจียน เพราะเค้าเครียดหนัก
เราไปหาสามีที่ร้าน แต่รอบนี้ไม่ได้เดินไปตบหน้าเค้าเหมือนที่เคยทำตอนที่รู้ความจริงครั้งแรก
แต่กลับนั่งคุยกันเงียบๆ ว่า พรุ่งนี้ เราจะพาผู้หญิงคนนี้ไปตรวจครรภ์ที่คลินิก แต่ให้แฟนเราโกหกว่า แค่ไปหา ไม่ต้องบอกว่าจะพาไปไหน เพราะเรากลัวว่าน้องเค้าจะอิดออดไม่ยอมไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เรานอนแทบไม่หลับ เราขับรถไปกับสามี มุ่งหน้าไปหอผู้หญิงคนนั้น สามีถามเรามาสั้นๆ ในความเงียบนั้นว่า " ถ้าท้องขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง " เราตอบไปเรียบๆว่า " ก็ไม่ยังไง ก็เลิกกัน เธอก็ต้องอยู่กับลูกกับเมียสิ" เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดิฉันเริ่มถอดใจจากสามี
หลังจากไปรับผู้หญิงคนนั้นมา เรา 3 คน ไปตรวจคลินิก ผลตรวจออกมาว่า ไม่ท้อง สรุปน้องโกหก และไม่รู้เอารูปใครมา หมอแจ้งว่า ไม่มีการตั้งครรภ์จากผลตรวจทั้งแบบตรวจฉี่และอัลตร้าซาวน์
หลังจากไปส่งน้องที่หอ น้องก็ยังส่งข้อความมาว่า หมอบอกให้ตรวจซ้ำอีกครั้งอาทิตย์หน้านะ ฟีลเหมือนหมายเหตุเล็กๆข้างล่าง งงมาก คนเรามันจะอยากท้องอะไรขนาดนั้น แต่เราก็นิ่งไป ไม่พูดอะไร อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นในหัว คิดแต่เรื่องฟ้องชู้ ที่ใกล้จะมาถึงในไม่กี่วัน
กว่าที่ผู้หญิงคนนี้จะรู้ว่าตัวเองมีหมายศาล calling นั้นนานมาก ได้รับก่อนจะขึ้นศาลแค่ 7-15 วันเองมั้ง จำไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่า ได้รับไม่นานก็ต้องมาขึ้นศาล วันขึ้นศาลเราโกหกสามีเราว่าเราไปทำธุระ จะพูดยังไงดี เราคิดว่า สามีเรารู้แล้ว เพราะผู้หญิงคนนั้นคงบอก แต่เค้าไม่กล้าเอ่ยปากอะไรกับเรา เค้าไม่พูด เราก็ไม่พูด
กลางเดือน มิถุนายน 2567 ได้ไปขึ้นศาล ทนายเราได้เรียกเงินไป จำนวนนึง แต่ศาลไกล่เกลี่ยขอลดให้เหลืออีกจำนวนหนึ่ง ตอนนั้น เราก็ไม่ประสีประสาอะไรมาก ประกอบกับเจอเรื่องหนักๆมามากในเวลาสั้นๆ เราก็ตกลงไป ผลจบที่ ผู้หญิงคนนั้นต้องจ่ายเงินให้เราจำนวนนึง และ โพสต์ข้อความขอโทษเราในโซเชี่ยล ห้ามลบตลอดชีวิต เราก็ยังปักหมุดไว้ หน้าฟีดจนถึงทุกวันนี้ แต่ยังคิดเสียดายเรื่องเงิน ไม่น่าสงสารอีนี่เลย55555 แถมยังมีครั้งนึงเราแคปแชทที่เราทักไปเล่า พฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้ให้พี่ชายเค้าฟัง แล้วเราแคปบทสนทนานั้นลงในสตอรี่เรา พี่ชายนางทักมาข่มขู่เราด้วย สั่งให้เราขอโทษเค้า เราไม่ได้ตอบโต้และไม่ขอโทษอะไร และไม่แปลกใจว่าทำไมน้องสาวถึงได้มีพฤติกรรมแบบนี้
หลังจากที่คดีฟ้องร้องเสร็จสิ้น เรื่องเหมือนจะจบไป สามีเราก็ย้ายงานออกมาทำงานโรงแรม ส่วนตัวเราก็ เริ่มกลับมาสนใจตัวเองมากขึ้น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ เรากับสามี ห่างเหินกันมากขึ้น อยู่ด้วยกัน แต่เราไม่ค่อยสนใจสามีเราเหมือนเดิม สามีเราเองก็ทำแต่งาน เราไม่ได้ตามติดสามี หนักเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังมีจีพีเอสในมือถืออยู่ แต่ไม่เห็นความผิดปกติอะไรมากมาย อยู่กันไปแบบนี้เรื่อยๆ
จนมาถึงเดือน มกราคม 2568 ประมาณกลางเดือน เรากลับบ้านไปเยี่ยมแม่ แต่ไม่รู้นึกอะไร อยู่ๆ เราก็ลองเอา จีพีเอส ใส่ไว้ในรถสามี ระหว่างทางกลับบ้าน ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านว่า ถ้ามีอะไรที่ต้องรู้ ให้หนูหูตาสว่างสักที ในวันถัดมา ที่บ้านได้จัดทำบุญให้คุณยาย เราลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นจีพีเอสรถสามี จอดอยู่หน้าหอน้องคนนั้น ....
เราเงียบ ไม่โวยวาย และเริ่มคุยกับพ่อแม่ว่า กลับไปรอบนี้ หนูจะหย่านะคะ พ่อกับแม่ก็ โอเค บอกแล้วแต่ลูก เอาที่เราสบายใจ และเราก็ได้ดำเนินการสมัครงานที่สนามบินที่เกาะนั้น แม่เราถาม ทำไมไม่กลับมาอยู่บ้าน เราบอก เราไม่อยากกลับบ้าน เราชอบที่นั่น ถ้าติดเรื่องร้ายๆออกไป เราชอบที่นี่มาก คิดว่าที่นี่มีโอกาสในเรื่องต่างๆมากกว่ากลับไปอยู่บ้าน ห้องที่อยู่กับชอบมาก และไม่อยากย้ายของ
ระหว่างที่เราทำทุกอย่างนี้ สามีเราไม่ทราบอะไรเลย ว่าเรากำลังวางแผนทำอะไร เรายังพูดคุยกับเค้าปกติ เหมือนไม่รู้ว่าเค้าไปทำอะไรมา หลังจากนั้นไม่นานเราก็ถูกเรียกสัมภาษณ์หลังจากสมัครไป 1 อาทิตย์ เรากลับเกาะโดยที่ไม่ได้บอกสามีว่าเรากลับมาแล้ว โกหกเค้าว่า ยังอยู่บ้านๆและยุ่งๆกับงานทำบุญที่บ้าน เค้าก็เชื่อ แต่จริงๆน่าจะไม่ได้สนใจมากกว่า
วันนั้นจำได้ว่า เป็นวันที่ตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต วันที่ 23 มกราคม 2568 เรามีสอบสัมภาษณ์ตอน 10 โมง สัมภาษณ์เสร็จ เราขับรถกลับไปที่หอ และบอกแฟนว่าเรารู้ทุกอย่างแล้วนะที่แฟนเราทำตอนที่เราไม่อยู่และพูดว่า