อยากขอคำแนะนำจากเพื่อนๆว่าควรตัดสินใจอย่างไรดีหน่อยครับ
จขกท.เป็นบุตรชายคนเดียว ทำงานประจำเงินเดือนค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน และเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เหนียว จึงทำให้แม้เงินเดือนจะน้อยแต่ก็สามารถอยู่มาได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน
ถึงจะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่ตัวจขกท.เองไม่ค่อยถูกกับพ่อแม่สักเท่าไหร่นัก เนื่องจากมุมมองความคิดไม่ว่าจะด้านไหนๆก็ไปกันละทิศคนละทางหมดเลย จึงทำให้ไม่สามารถพูดคุยกันอย่างสนุกปากเหมือนที่ครอบครัวๆหนึ่งควรจะเป็นไม่ว่าจะเรื่องเล็กๆไร้สาระไปจนถึงเรื่องที่มีสาระก็ตาม เวลาที่มีบทสนทนาเกิดขึ้นตัวจขกท.เองก็จะพยายามฟังทั้งสองคุยกันอย่างเดียว ไม่ค่อยมีปากมีเสียงเท่าไหร่ แต่อยู่ด้วยกันทุกวันก็จะมีบางวันที่เผลอเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน เรื่องที่ทำงานที่จขกท.ไปให้เค้าฟังบ้าง และบ่อยๆครั้งจะจบที่ต้องมานั่งพูดกับตนเองภายหลังว่า ไม่น่าเลย ครั้งหน้าจะไม่เล่าแล้ว จะอยู่เงียบๆ แต่พอผ่านไปสักพักก็เผลอเล่าใหม่อยู่ดี5555
ด้านพ่อแม่ของจขกท. ทั้งสองท่านชอบเถียงกันบ่อยๆ ในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ตัวผมเองคิดว่าไม่น่าจะเถียงกันได้ถ้าพูดจากันดีๆ และก็จะตึงๆใส่กันสักพักแต่ก็ยังคุยกันได้ปกติ ไม่เคยทะเลาะกันถึงขั้นขึ้นเสียงดัง หรือทำร้ายร่างกาย แต่ในเรื่องที่ทะเลาะกันเป็นกิจวัตรนั้น มันก็ทำให้เจ้าของกระทู้จับนิสัยเสียหลักๆของทั้งสอนท่านมาได้
คุณแม่ของผมชอบพูดจากระเเนะกระแหนใส่พ่อเวลาเค้าคุยกันในเรื่องที่เค้าคิดว่าคุณพ่อควรจะรู้ แต่กลับไม่รู้ และคุณพ่อก็จะหงุดหงิด
ส่วนคุณพ่อจขกท.ชอบพูดให้คนฟังเข้าใจผิด จนตอนฟังครั้งแรกจะเข้าใจไม่ตรงกัน ต้องถามให้เค้าทวนซ้ำๆถึงจะเข้าใจตรงกัน แล้วพอแนะนำให้เค้าอธิบายแบบนี้ๆ เค้าก็จะหงุดหงิดและพูดประมาณว่า เออๆทำไมมันจะต้องเป๊ะๆอะไรขนาดนั้น ซึ่งก็ทำให้คนที่พูดด้วยรู้สึกแย่อย่างมาก เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเวลาที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นคนที่หงุดหงิดก็จะเป็นคุณพ่อและคนที่น้อยใจก็จะเป็นคุณแม่อยู่ทุกครั้ง ด้านคุณพ่อแกเป็นคนไม่คิดอะไร สักพักแกก็ทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตัวจขกท.ไม่ชอบนิสัยนี้ของคุณพ่อเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ชอบนิสัยของคุณแม่ ที่ทั้งๆที่รู้ว่าคุณพ่อมีนิสัยแบบนี้ ก็ยังจะพยายามพูดให้ตนเองชนะในบทสนทนาให้ได้จนสุดท้ายเรื่องก็บานปลายในที่สุด โดยเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมานี้เกิดขึ้นนจากการสนทนาหัวข้อที่ไร้สาระมาก ยังเป็นกันได้ขนาดนี้
ตัวจขกท.ก็ไม่ได้เป็นลูกที่ดีเด่อะไร เพราะคงไม่มีลูกดีๆที่ไหนมานั่งคิดเรื่องแบบนี้กับพ่อแม่ตนเอง555 ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้จขกท.ไม่สามารถจินตนาการครอบครัวอบอุ่นตอนอยู่พร้อมกันออกเลย นึกออกแต่สถานการณ์ที่เถียงกัน หรือไม่ก็อยู่กันเฉยๆไม่ยินดียินร้าย
จขกท.ผิดหวังกับนิสัยของพ่อแม่ตนเอง และก็รู้สึกแย่ที่ตนเองมีความรู้สึกแบบนี้กับบุพการี จึงคิดว่าถ้าวันไหนอยากไปแล้วขึ้นมาวันนั้นจะทำประกันชีวิตไว้ และก็ทนอยู่อีก2ปี อย่างน้อยก็ยังมีเงินก้อนทดแทนบุญคุณ แต่คิดไปคิดมา หรือจริงๆจขกท.ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ไปเลย แล้วก็ใช้ชีวิตปกติต่อไป2ปี แล้วถึงตอนนั้นถ้าเกิดอยากไปก็จะได้ไปได้เลยแบบไหนน่าจะดีกว่ากัน แต่กลัวว่าถ้าตัดสินใจทำไว้ตั้งแต่วันนี้ ถ้าเกิดยังไม่ไปขึ้นมาก็จะเสียเงินโดยใช่เหตุไหม
และก็อยากสอบถามเพื่อนๆสมาชิกที่มีประสบการณ์บิดา-มารดาหย่ากันในวัยชราหน่อยได้ไหมครับ ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าอะไรมั้ย จขกท.กลัวว่าถ้าวันหนึ่งพ่อแม่จขกท.เค้าทนกันไม่ได้หย่ากันขึ้นมา คุณแม่ที่ฐานะทางบ้านแย่กว่าจะลำบากในวัยชรารึป่าว ถ้าเป็น
แบบนั้นจขกท.จะได้ใส่ผู้รับผลประโยชน์เป็นคุณแม่คนเดียวไปเลย
และก็ตัวแทนประกันทั้งหลาย ถ้าเคยเจอเคสไปเองด้วยความต้องการขณะที่ทำประกันชีวิตไว้แล้วอย่างน้อย 2 ปี มีเคสที่ประกันไม่ให้เคลมไหมครับ ถ้าเคยเจออยากให้เล่าให้ฟังหน่อยทั้งเคสที่เคลมสำเร็จและเคลมไม่สำเร็จเลยจะขอขอบคุณมากครับ
ปรึกษาปัญหาชีวิต