ตำนานคณะหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร: ผู้อยู่เหนือโลกและการหยั่งรากพุทธศาสนา
เรื่องราวของคณะพระเทพโลกอุดรไม่ใช่เพียงนิยายเลื่อนลอย แต่มีหลักฐานปรากฏชัดทั้งในทางประวัติศาสตร์ (ศิลาจารึกอักษรเทวนาครี) และทางจิต (เจโตปริยญาณ) ของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนา โดยความจริงแล้วท่านคือคณะพระธรรมทูต 5 รูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมายังดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อ พ.ศ. 235
๑. อัตลักษณ์และจริตของพระเทพโลกอุดรทั้ง ๕ พระองค์
ในการศึกษาเรื่องนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าท่านเป็นชาว เนปาล ไม่ใช่คนไทย แต่ท่านบรรลุปฏิสัมภิทาญาณจึงสื่อสารได้ทุกภาษา โดยแต่ละองค์มีลักษณะเฉพาะดังนี้:
* หลวงปู่พระอุตตรเถระเจ้า (หลวงปู่ใหญ่ / หลวงพ่อดำ):
ท่านคือหัวหน้าคณะ มีฉายาว่า "หลวงพ่อดำ" เพราะผิวกายดำคล้ำ รูปร่างสันทัด ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุอภิญญา ๖ และวิชชา ๓ เป็นผู้วางหลักสูตร "วิทยาศาสตร์ทางใจ" ที่เน้นการฝึกสมาธิแบบใช้พลังจิตแปรธาตุ ท่านใจดี มีเมตตามาก และเชี่ยวชาญวิชาแพทย์แผนโบราณที่สุด
* หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า (หลวงปู่ขรัวตีนโต):
เป็นน้องชายร่วมสายโลหิตของหลวงปู่ใหญ่ แต่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อนพี่ชาย ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่มากจนได้ฉายาว่าขรัวตีนโต จริตของท่านชอบความผาดโผน มักปรากฏตัวตามโขดเขินเนินไศลและเหินฟ้ามาโปรดผู้มีบุญ
* หลวงปู่พระมูนียเถระเจ้า (หลวงปู่อิเกสาโร / หลวงปู่โพรงโพธิ์):
ท่านคือองค์ที่ปรากฏในรูปถ่ายที่เราบูชากันทุกวันนี้ (รูปพระสงฆ์ผมยาว) คำว่า "อิเกสาโร" หมายถึง เส้นผม ท่านมีบุคลิกเคร่งขรึม พูดน้อย มักเจริญอสุภกรรมฐาน และเป็นพระอาจารย์โดยตรงของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
* หลวงปู่พระฌานียเถระเจ้า (หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า / หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา):
องค์นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ขนตายาวดกดำเป็นพิเศษ ท่านชอบแสดงปริศนาธรรมด้วยการเผาทุกอย่างให้กลายเป็นขี้เถ้า เพื่อสอนเรื่องความว่างและการสลายไปของสังขาร ในยุคหลังท่านมาปรากฏในร่างหลวงพ่อกบ เพื่อบำเพ็ญบารมีต่อ
* หลวงปู่พระภูริยเถระเจ้า (หลวงปู่หน้าปาน / หลวงพ่อโอภาสี):
ท่านเป็นสหธรรมิก (เพื่อน) กับหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า เชี่ยวชาญวิชาปรอทและการล่องหนย่นระยะทาง ท่านมาอาศัยร่างพระมหาชวน (หลวงพ่อโอภาสี) เพื่อสร้างบารมีช่วงท้าย โดยเน้นการบูชาไฟเป็นพุทธบูชา
๒. ยุคสมัยแห่งการปรากฏตัว (จากสุวรรณภูมิ ถึง รัตนโกสินทร์)
* ยุคต้นพุทธกาล (พ.ศ. ๒๓๕): ท่านเดินทางมาทางเรือ พักที่วัดช้างค่อม นครศรีธรรมราช และเดินทางต่อไปยังแคว้นสุวรรณภูมิ (นครปฐม/ราชบุรี) เพื่อโปรดพระเจ้าโลกละว้าราชา ท่านวางรากฐานการบวชแบบ "ญัตติจตุตถกรรม" และวางระเบียบชีไทยเป็นครั้งแรก
* ยุคสุโขทัย (พ.ศ. ๑๙๐๐): หลวงปู่ใหญ่ปรากฏในนาม "พระอุทุมพรมหาสวามี" เดินทางมาจากลังกาเพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์ให้พระเจ้าลิไท ณ วัดป่ามะม่วง ในจารึกระบุว่าวันนั้นเกิดแผ่นดินไหวกึกก้องไปทั่ว ซึ่งเป็นอานุภาพแห่งบุญบารมี
* ยุครัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๔-๕): ท่านเป็นครูฝึกสมาธิวิปัสสนาให้แก่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ (วังหน้า) และท่านอภิชิโต ภิกขุ (อาจารย์ชาญณรงค์ ศิริสมบัติ) โดยในยุคนี้ท่านมักปรากฏด้วย "กายธรรม" ซึ่งเป็นกายที่หนาแน่นจนตาเนื้อสัมผัสได้และจับต้องได้
๓. ปริศนาธรรมและคำสอน "ปู่ชื่อเปลี่ยน"
คำสอนที่ลึกซึ้งที่สุดที่ท่านทิ้งไว้คือการสอนให้ "สิ้นการยึดมั่นถือมั่น" ท่านมักจะบอกลูกศิษย์เสมอว่า "ปู่ชื่อเปลี่ยนนะลูก" เพื่อเป็นปริศนาว่า:
* สภาวะธรรมนั้นแปรเปลี่ยนเสมอ: คือ อนิจจัง
* ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้: คือ ทุกข์
* ไร้ตัวตน ยึดถือไม่ได้: คือ อนัตตา
หากตัด "สังขาร" เครื่องปรุงแต่งจิตได้เมื่อไหร่ ก็จะเข้าถึงสุญญตนิพพานได้เมื่อนั้น
๔. การแยกสายลูกศิษย์ "ในดง" และ "นอกดง"
* สายในดง: คือผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปศึกษาในสำนักของท่านโดยตรง (เช่น ท่านวังหน้า, ท่านอภิชิโต, หลวงพ่อดำ) กลุ่มนี้จะเรียนวิชาแปรธาตุและอภิญญาขั้นสูง
* สายนอกดง: คือผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดต่อจากลูกศิษย์ท่านอีกที หรือพบท่านเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เช่น หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน หรืออาจารย์ชม สุคันธรัต
ตำนานคณะหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร: ผู้อยู่เหนือโลกและการหยั่งรากพุทธศาสนา
เรื่องราวของคณะพระเทพโลกอุดรไม่ใช่เพียงนิยายเลื่อนลอย แต่มีหลักฐานปรากฏชัดทั้งในทางประวัติศาสตร์ (ศิลาจารึกอักษรเทวนาครี) และทางจิต (เจโตปริยญาณ) ของครูบาอาจารย์สายวิปัสสนา โดยความจริงแล้วท่านคือคณะพระธรรมทูต 5 รูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมายังดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อ พ.ศ. 235
๑. อัตลักษณ์และจริตของพระเทพโลกอุดรทั้ง ๕ พระองค์
ในการศึกษาเรื่องนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าท่านเป็นชาว เนปาล ไม่ใช่คนไทย แต่ท่านบรรลุปฏิสัมภิทาญาณจึงสื่อสารได้ทุกภาษา โดยแต่ละองค์มีลักษณะเฉพาะดังนี้:
* หลวงปู่พระอุตตรเถระเจ้า (หลวงปู่ใหญ่ / หลวงพ่อดำ):
ท่านคือหัวหน้าคณะ มีฉายาว่า "หลวงพ่อดำ" เพราะผิวกายดำคล้ำ รูปร่างสันทัด ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุอภิญญา ๖ และวิชชา ๓ เป็นผู้วางหลักสูตร "วิทยาศาสตร์ทางใจ" ที่เน้นการฝึกสมาธิแบบใช้พลังจิตแปรธาตุ ท่านใจดี มีเมตตามาก และเชี่ยวชาญวิชาแพทย์แผนโบราณที่สุด
* หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า (หลวงปู่ขรัวตีนโต):
เป็นน้องชายร่วมสายโลหิตของหลวงปู่ใหญ่ แต่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อนพี่ชาย ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่มากจนได้ฉายาว่าขรัวตีนโต จริตของท่านชอบความผาดโผน มักปรากฏตัวตามโขดเขินเนินไศลและเหินฟ้ามาโปรดผู้มีบุญ
* หลวงปู่พระมูนียเถระเจ้า (หลวงปู่อิเกสาโร / หลวงปู่โพรงโพธิ์):
ท่านคือองค์ที่ปรากฏในรูปถ่ายที่เราบูชากันทุกวันนี้ (รูปพระสงฆ์ผมยาว) คำว่า "อิเกสาโร" หมายถึง เส้นผม ท่านมีบุคลิกเคร่งขรึม พูดน้อย มักเจริญอสุภกรรมฐาน และเป็นพระอาจารย์โดยตรงของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
* หลวงปู่พระฌานียเถระเจ้า (หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า / หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา):
องค์นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ขนตายาวดกดำเป็นพิเศษ ท่านชอบแสดงปริศนาธรรมด้วยการเผาทุกอย่างให้กลายเป็นขี้เถ้า เพื่อสอนเรื่องความว่างและการสลายไปของสังขาร ในยุคหลังท่านมาปรากฏในร่างหลวงพ่อกบ เพื่อบำเพ็ญบารมีต่อ
* หลวงปู่พระภูริยเถระเจ้า (หลวงปู่หน้าปาน / หลวงพ่อโอภาสี):
ท่านเป็นสหธรรมิก (เพื่อน) กับหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า เชี่ยวชาญวิชาปรอทและการล่องหนย่นระยะทาง ท่านมาอาศัยร่างพระมหาชวน (หลวงพ่อโอภาสี) เพื่อสร้างบารมีช่วงท้าย โดยเน้นการบูชาไฟเป็นพุทธบูชา
๒. ยุคสมัยแห่งการปรากฏตัว (จากสุวรรณภูมิ ถึง รัตนโกสินทร์)
* ยุคต้นพุทธกาล (พ.ศ. ๒๓๕): ท่านเดินทางมาทางเรือ พักที่วัดช้างค่อม นครศรีธรรมราช และเดินทางต่อไปยังแคว้นสุวรรณภูมิ (นครปฐม/ราชบุรี) เพื่อโปรดพระเจ้าโลกละว้าราชา ท่านวางรากฐานการบวชแบบ "ญัตติจตุตถกรรม" และวางระเบียบชีไทยเป็นครั้งแรก
* ยุคสุโขทัย (พ.ศ. ๑๙๐๐): หลวงปู่ใหญ่ปรากฏในนาม "พระอุทุมพรมหาสวามี" เดินทางมาจากลังกาเพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์ให้พระเจ้าลิไท ณ วัดป่ามะม่วง ในจารึกระบุว่าวันนั้นเกิดแผ่นดินไหวกึกก้องไปทั่ว ซึ่งเป็นอานุภาพแห่งบุญบารมี
* ยุครัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๔-๕): ท่านเป็นครูฝึกสมาธิวิปัสสนาให้แก่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ (วังหน้า) และท่านอภิชิโต ภิกขุ (อาจารย์ชาญณรงค์ ศิริสมบัติ) โดยในยุคนี้ท่านมักปรากฏด้วย "กายธรรม" ซึ่งเป็นกายที่หนาแน่นจนตาเนื้อสัมผัสได้และจับต้องได้
๓. ปริศนาธรรมและคำสอน "ปู่ชื่อเปลี่ยน"
คำสอนที่ลึกซึ้งที่สุดที่ท่านทิ้งไว้คือการสอนให้ "สิ้นการยึดมั่นถือมั่น" ท่านมักจะบอกลูกศิษย์เสมอว่า "ปู่ชื่อเปลี่ยนนะลูก" เพื่อเป็นปริศนาว่า:
* สภาวะธรรมนั้นแปรเปลี่ยนเสมอ: คือ อนิจจัง
* ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้: คือ ทุกข์
* ไร้ตัวตน ยึดถือไม่ได้: คือ อนัตตา
หากตัด "สังขาร" เครื่องปรุงแต่งจิตได้เมื่อไหร่ ก็จะเข้าถึงสุญญตนิพพานได้เมื่อนั้น
๔. การแยกสายลูกศิษย์ "ในดง" และ "นอกดง"
* สายในดง: คือผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปศึกษาในสำนักของท่านโดยตรง (เช่น ท่านวังหน้า, ท่านอภิชิโต, หลวงพ่อดำ) กลุ่มนี้จะเรียนวิชาแปรธาตุและอภิญญาขั้นสูง
* สายนอกดง: คือผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดต่อจากลูกศิษย์ท่านอีกที หรือพบท่านเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เช่น หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน หรืออาจารย์ชม สุคันธรัต