ถ้าบิตคอยน์โดนแฮ็ก… ต้องใช้พลังงานมากกว่าคนทั้งโลกจริงไหม?

ลองจินตนาการแบบชาวบ้านก่อนครับ 👇
สมมติว่า บัญชีเงินของทั้งโลก
ไม่ได้อยู่ที่ธนาคาร
ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล
แต่ถูกก็อปปี้ไว้ในคอมพิวเตอร์ “ทุกเครื่อง” ทั่วโลก 🌍
นี่แหละครับ คือสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin Network
🔗 บิตคอยน์ไม่ได้ป้องกันด้วยคน
แต่ป้องกันด้วย “พลังงาน + คณิตศาสตร์”
ถ้าคุณอยาก “โกง” ระบบนี้
คุณไม่ได้ต้องไปแฮ็กเซิร์ฟเวอร์ใคร
เพราะ ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางให้แฮ็ก
สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือ
👉 ต้องเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด
⛏️ การขุด = การล็อกอดีตด้วยพลังงานจริง
ทุก 10 นาที
นักขุดทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้า + เครื่องคอมพิวเตอร์
แข่งกันแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากมาก
ใครชนะ → ได้สิทธิ์บันทึกธุรกรรมลง “บล็อก” บล็อกนี้จะถูก “คล้องโซ่” กับบล็อกก่อนหน้า
และถูกล็อกด้วยพลังงานที่ใช้ไปแล้ว 🔒⚡
พลังงานนั้นย้อนกลับไม่ได้
💥 ถ้าอยากแฮ็ก ต้องทำอะไรบ้าง?
ถ้าคุณอยากแก้ไขธุรกรรมเก่า ๆ เช่น
“ขอเปลี่ยนบิตคอยน์ 1 เหรียญนั้นให้เป็นของฉัน”
คุณต้อง:
ย้อนกลับไปแก้บล็อกเก่า
ขุดบล็อกนั้นใหม่
ขุดบล็อกถัดมาทั้งหมดใหม่
ทำให้ “เร็วกว่า” นักขุดทั้งโลก
และทำทั้งหมดนี้ พร้อมกัน
⚡ แล้วต้องใช้พลังงานแค่ไหน?
คำตอบสั้น ๆ คือ:
มากกว่าพลังงานที่เครือข่ายบิตคอยน์ทั้งโลกใช้รวมกันในขณะนั้น
ซึ่งปัจจุบัน =
ใช้ไฟระดับประเทศขนาดกลาง
เครื่องขุดนับล้านเครื่อง
กระจายอยู่หลายทวีป
แข่งขันกันแบบเรียลไทม์
👉 นี่คือที่มาของประโยค
“ถ้าจะโกง Bitcoin คุณต้องมีพลังงานมากกว่าคนทั้งโลก”
🧱 ทำไมถึงแทบเป็นไปไม่ได้?
เพราะถ้าคุณใช้พลังงานขนาดนั้นได้จริง
คุณมีทางเลือกที่ดีกว่าโกง คือ…
ขุดบิตคอยน์ตามกติกา
รับรางวัลอย่างถูกต้อง
ไม่ต้องเสี่ยง
ไม่ต้องทำลายระบบ
ระบบถูกออกแบบให้ ‘การโกงไม่คุ้ม’ ตั้งแต่ต้น
🧠 สรุปแบบบ้าน ๆ
ธนาคาร = ปลอดภัยเพราะ “เชื่อคน”
บิตคอยน์ = ปลอดภัยเพราะ “ต้องใช้พลังงานจริง”
เงินทั่วไป
👉 ป้องกันด้วยกฎหมาย
👉 แต่แก้ไขได้ด้วยอำนาจ
Bitcoin
👉 ป้องกันด้วยฟิสิกส์
👉 แก้ไขไม่ได้แม้แต่คนมีอำนาจที่สุด
❓คำถามชวนคิด
ถ้าเงินของคุณ
ต้องเลือกระหว่าง
ระบบที่เชื่อ “คน”
กับระบบที่ต้องเอา “พลังงานจริงทั้งโลก” มาโกง
คุณจะฝากแรงงานและเวลาชีวิตไว้กับอะไร?
#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin
ถ้าบิตคอยน์โดนแฮ็ก… ต้องใช้พลังงานมากกว่าคนทั้งโลกจริงไหม?
ลองจินตนาการแบบชาวบ้านก่อนครับ 👇
สมมติว่า บัญชีเงินของทั้งโลก
ไม่ได้อยู่ที่ธนาคาร
ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล
แต่ถูกก็อปปี้ไว้ในคอมพิวเตอร์ “ทุกเครื่อง” ทั่วโลก 🌍
นี่แหละครับ คือสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin Network
🔗 บิตคอยน์ไม่ได้ป้องกันด้วยคน
แต่ป้องกันด้วย “พลังงาน + คณิตศาสตร์”
ถ้าคุณอยาก “โกง” ระบบนี้
คุณไม่ได้ต้องไปแฮ็กเซิร์ฟเวอร์ใคร
เพราะ ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางให้แฮ็ก
สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือ
👉 ต้องเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด
⛏️ การขุด = การล็อกอดีตด้วยพลังงานจริง
ทุก 10 นาที
นักขุดทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้า + เครื่องคอมพิวเตอร์
แข่งกันแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากมาก
ใครชนะ → ได้สิทธิ์บันทึกธุรกรรมลง “บล็อก” บล็อกนี้จะถูก “คล้องโซ่” กับบล็อกก่อนหน้า
และถูกล็อกด้วยพลังงานที่ใช้ไปแล้ว 🔒⚡
พลังงานนั้นย้อนกลับไม่ได้
💥 ถ้าอยากแฮ็ก ต้องทำอะไรบ้าง?
ถ้าคุณอยากแก้ไขธุรกรรมเก่า ๆ เช่น
“ขอเปลี่ยนบิตคอยน์ 1 เหรียญนั้นให้เป็นของฉัน”
คุณต้อง:
ย้อนกลับไปแก้บล็อกเก่า
ขุดบล็อกนั้นใหม่
ขุดบล็อกถัดมาทั้งหมดใหม่
ทำให้ “เร็วกว่า” นักขุดทั้งโลก
และทำทั้งหมดนี้ พร้อมกัน
⚡ แล้วต้องใช้พลังงานแค่ไหน?
คำตอบสั้น ๆ คือ:
มากกว่าพลังงานที่เครือข่ายบิตคอยน์ทั้งโลกใช้รวมกันในขณะนั้น
ซึ่งปัจจุบัน =
ใช้ไฟระดับประเทศขนาดกลาง
เครื่องขุดนับล้านเครื่อง
กระจายอยู่หลายทวีป
แข่งขันกันแบบเรียลไทม์
👉 นี่คือที่มาของประโยค
“ถ้าจะโกง Bitcoin คุณต้องมีพลังงานมากกว่าคนทั้งโลก”
🧱 ทำไมถึงแทบเป็นไปไม่ได้?
เพราะถ้าคุณใช้พลังงานขนาดนั้นได้จริง
คุณมีทางเลือกที่ดีกว่าโกง คือ…
ขุดบิตคอยน์ตามกติกา
รับรางวัลอย่างถูกต้อง
ไม่ต้องเสี่ยง
ไม่ต้องทำลายระบบ
ระบบถูกออกแบบให้ ‘การโกงไม่คุ้ม’ ตั้งแต่ต้น
🧠 สรุปแบบบ้าน ๆ
ธนาคาร = ปลอดภัยเพราะ “เชื่อคน”
บิตคอยน์ = ปลอดภัยเพราะ “ต้องใช้พลังงานจริง”
เงินทั่วไป
👉 ป้องกันด้วยกฎหมาย
👉 แต่แก้ไขได้ด้วยอำนาจ
Bitcoin
👉 ป้องกันด้วยฟิสิกส์
👉 แก้ไขไม่ได้แม้แต่คนมีอำนาจที่สุด
❓คำถามชวนคิด
ถ้าเงินของคุณ
ต้องเลือกระหว่าง
ระบบที่เชื่อ “คน”
กับระบบที่ต้องเอา “พลังงานจริงทั้งโลก” มาโกง
คุณจะฝากแรงงานและเวลาชีวิตไว้กับอะไร?
#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin