ลูกคนนี้เจ็บปวดที่ช่วยแม่ไม่ได้ เสียงจาก นศพ. ในวันที่คุณแม่กำลังจะหมดตัวเพราะอยากทำอาชีพสุจริต

กระทู้สนทนา
                                                                                                 55/160-161 ซอย10 ม.เมืองเอกโครงการ6   
                                                                                                     ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี  
                                                                            วันที่  20  มกราคม   2569 
 

สวัสดีครับผมและครอบครัวมีเรื่องที่อยากจะมาขอคำปรึกษาเพื่อนๆครับ ตอนนี้หันไปทางไหนก็มืดแปดด้าน หากเพื่อนๆมีแนวทางดีๆแนะนำรบกวนคอมเมนต์ไว้นะครับ 

ผม นายศุภกร ยศปัญญา อายุ 25 ปี ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 6 คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล  และ มารดา  
นางธนวรรณ ยศปัญญา อายุ 53 ปี เภสัชกร เราเป็นเจ้าของสถานดูแลผู้สูงอายุ “ริชชี่ ซีเนียร์ แคร์” (ย่านเมืองเอก) 
พวกเราได้ทำการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุกับศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพ มาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2568 จนปัจจุบันยังไม่ได้รับใบอนุญาต  ระหว่างทางได้ผ่าน ผอ.หน่วยงานมาถึง 3 คน แต่ไม่มีใครกล้าอนุมัติ โดยอ้างว่ากฎหมายที่ดิน ทั้งๆที่ทางศูนย์ของเราได้ผ่านมาตรฐานด้านสถานที่ ตามพรบ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559  แล้ว และในหมู่บ้านเดียวกันห่างกัน 100 เมตรก็มีกิจการนี้ดำเนินการอยู่ 

ทางเราลำบากเป็นอย่างมาก เราไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย การที่เราไม่สามารถเปิดกิจการได้และต้องแบกรับภาระชำระดอกเบี้ยเงินกู้จำนวน 3-4 แสนบาทต่อเดือน มานับปีทำให้เราแทบจะไม่ไหว  ผมกับแม่กำลังจะ”ล้มละลาย” 
 

โดยเรื่องราวเริ่มจากที่แม่เล่าดังนี้  
“เมื่อปี 67 เพื่อนบ้านที่รู้จักกันดี  เชิญชวนให้ดิฉันมาเป็นเพื่อนบ้านกัน โดยที่ดิฉันก็พูดคุยทำความเข้าใจ ตั้งแต่แรกแล้วว่า ดิฉันอยากจะพาคนสูงอายุมาอยู่นะ  อยากจะได้มีโอกาสช่วยดูแลคนสูงอายุในหมู่บ้าน  ลดภาระลูกหลาน ช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  เค้าก็มาพูดคุยให้ดิฉันรีบตัดสินใจ เดี๋ยวเค้าจะไปคุยต่อรองราคาให้  ตอนหลังดิฉันก็ตัดสินใจว่าจะไปดูบ้านหลังอื่นแล้วเนื่องจาก ราคาซื้อ-ขาย ค่อนข้างสูง  แต่เพื่อนบ้านคนนี้ก็ติดตามให้ดิฉันรีบตัดสินใจ เค้าต่อราคาให้แล้วจะไม่เอาเหรอ บ้านข้างๆนั่นก็ญาติฉันอดีตอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเลยนะ ทุกอย่างดูเหมาะเจาะดิฉันเลยปฎิเสธไม่ออก ตัดสินใจซื้อ การซื้อขายเกิดขึ้น เจ้าของบ้านแจ้งว่า เพื่อนบ้านท่านนี้ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% นะ ดิฉันก็แค่รับทราบว่าทำไมถึงมากมายขนาดนั้น  พอเริ่มปรับปรุงสถานที่ ได้ระยะหนึ่ง  ดิฉันก็ตกใจมาก เพื่อนบ้านคนที่พาดิฉันมาซื้อบ้าน ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม  เทศบาลตำบลหลักหก  ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพ ทุกหน่วยงานได้เข้ามาตรวจสอบที่บ้านดิฉันที่การรีโนเวทดำเนินใกล้จะเสร็จแล้ว  “  

ผลการตรวจสอบคือไม่พบเหตุตามที่ร้องเรียน ...หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยกับเพื่อนบ้านคนนี้อีก 

เราก็ดำเนินการปรับปรุงสถานที่ให้ตรงตามพรบ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ของเราต่อไป 
จนต้นปี 68 สถานที่ของเราพร้อมแล้ว จึงยื่นขออนุญาตไปที่ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นก็มีปัญหามากมายตามมาตลอดปี เช่น การที่ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพออกหนังสือให้ไปหาลายเซ็นต์ยินยอมจากเพื่อนบ้าน ตอนแรกขอ 10 หลัง เราก็ทำจากนั้นขอเพิ่มเป็น 20 หลัง 40 หลัง และ60 หลังตามลำดับ ทุกครั้งเราส่งไปมากกว่าที่ขอตลอด แต่ไม่ว่าเราจะส่งไปเกินกว่าที่ทางหน่วยงานขอ เขาจะขอเพิ่มขึ้นอีกเสมอ
โดยการขอลายเซ็นต์ยินยอมทั้งหมดนั้น กินเวลา 5-6 เดือน สุดท้ายมีคำสั่งเมื่อเดือนสิงหาคม 68 ให้เราหามาให้ครบ 395 หลังคาเรือน ภายใน 15 วัน 
ผมมองว่าคำสั่งนี้ดูเกินไปมาก แต่สุดท้ายเราเลือกอะไรไม่ได้จึงทำประชาพิจารณ์  
วันที่ 4 เดือน กันยายน 2568 เราทำการยื่นผลการทำประชาพิจารณ์ ให้กับ ผอ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพ แต่ ผอ ไม่พูดถึงเรื่องประชาพิจารณ์ที่ให้เราไปทำ แต่กลับยื่นร่างหนังสือไม่อนุญาตยื่นให้เราดูแทน ผมและแม่ตกใจมาก  
เราจึงทำการถอนเรื่องขออนุญาตออกก่อนเพื่อไม่ให้หนังสือไม่อนุญาตออกมา เนื่องจากหากหนังสือนี้ออกมาเราต้องไปศาลปกครอง ซึ่งใช้ระยะเวลานานมาก เราสู้ดอกเบี้ยระหว่างทางไม่ไหวแน่ๆ 
หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ผอ.โทรมาบอกขอโทษ  เงินที่เคยขอมาสนับสนุนการทำงานของหน่วยจะทยอยคืนให้และ สักพักท่านก็ลาออกไป... 
หลังจาก ผอ. ท่านนี้ลาออกหน่วยงานก็ไม่สามารถอนุญาตได้ เราจึงรอกันต่อไป จนเมื่อเดือน พย . ปี 68 ทางหน่วยได้ ผอ.คนใหม่ซึ่งคือคนปัจจุบัน เราจึงทำการยื่นขออนุญาตเข้าไปใหม่  
เดือน ธค. ผอ. ท่านนี้ไม่ขอให้เราทำอะไรเพิ่มเติมแต่มีร่างหนังสือไม่อนุญาตมาให้เราดู บอกว่าจะเอาเมื่อไรบอกนะจะเซ็นต์ให้  
ผมแม่และน้องสาวตกใจมาก จึงกลับมานั่งคิดทบทวนกันใหม่ ปรึกษากันว่าหากเราถอนการขออนุญาต  เรื่องราวมันก็จะวนลูปเราจึงไม่ถอนเรื่อง 
ต่อมาเราขอร้องผู้ใหญ่ที่รู้จักกันซึ่งเคยทำงานในหน่วยงานนี้มาก่อน ให้ถาม ผอ ว่าอะไรคือสาเหตุจริงๆที่ไม่อนุญาต ทำให้เราได้ทราบความจริงว่าจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเสียงสนทนายาว 30 นาที ผมขอยกตัวอย่างบทสนาบางส่วนดังนี้ 
1.(ผู้ประกอบการ): “ตอนหนูเริ่มทำ หนูถามเจ้าหน้าที่แล้วนะคะ บอกว่าทำได้ในหมู่บ้านจัดสรร ไม่มีปัญหา แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาอ้าง พรบ.จัดสรรที่ดินมาบล็อกหนูล่ะคะ?” (เจ้าหน้าที่): “ก็ตอนนั้นมันไม่มีใครคัดค้านที่เป็นระดับ ‘อธิบดี’ ไงครับ พอท่านลงมาเล่นเอง ทุกอย่างที่เคยว่าได้ มันก็กลายเป็นไม่ได้ขึ้นมาทันที” 
 

2. (เจ้าหน้าที่/ผอ.): “คือเรื่องนี้ผมพูดตรงๆ นะ ผอ. คนก่อนๆ เขาก็ไม่กล้าอนุมัติ แล้วผมจะกล้าอนุมัติได้อย่างไร ท่าน... ท่านก็ยังมีอำนาจ มีบารมีในกรมนี้อยู่ จะให้ผมเซ็นข้ามหัวท่านได้อย่างไร ถ้าผมเซ็นไป ผมก็เดือดร้อน... คุณต้องเห็นใจผมด้วยนะ ผมเป็นแค่คนทำงาน” (ผู้ประกอบการ): “แต่มาตรฐานหนูผ่านหมดแล้วนะคะ?” (เจ้าหน้าที่/ผอ.): “มาตรฐานน่ะผ่านหมดแล้ว เขาก็ตรวจให้ผ่านหมดแล้ว แต่มันติดที่คนคัดค้านนี่แหละครับ มันไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่อง ‘ความเกรงใจ’ ผู้ใหญ่เขา” 

ใช่ครับ ! ผู้ใหญ่ที่ ผอ.อ้างถึงคือ ญาติของเพื่อนบ้านที่ชวนเรามาซื้อบ้าน 
 

สุดท้ายเราจึงทำการส่งหนังสือไปถามถึงระเบียบการอนุญาตอีกครั้ง เนื่องจากเรามั่นใจว่าเราทำตามระเบียบครบทุกข้อแล้ว
รอบนี้ไม่มีคำตอบของคำถามที่ส่งไปแต่มีหนังสือไม่อนุญาตส่งมาแทน เมื่อวันที่ 18 มค 69 
 

คำว่า “เกรงใจผู้ใหญ่” ของเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน กำลังจะฆ่าครอบครัวเราทั้งเป็นครับ  
 

ผมกับคุณแม่  เรามีความฝันร่วมกันครับ เราอยากใช้ความรู้ที่เราเรียนมาดูแลผู้สูงอายุให้ดีที่สุด เราจึงตัดสินใจกู้เงินก้อนใหญ่มาสร้าง “ริชชี่ ซีเนียร์ แคร์” ด้วยความตั้งใจจริง เราพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ ปรับปรุงสถานที่จนผ่านมาตรฐานทุกข้อที่ทางราชการกำหนด 
แต่ภาพความจริงในตอนนี้มันช่างโหดร้าย เกือบ 2 ปีแล้วครับที่กิจการเรายังเปิดไม่ได้ ภาระดอกเบี้ยเงินกู้เดือนละ 3-4 แสนบาท กำลังกัดกินครอบครัวเราจนแทบไม่เหลืออะไร ผมเห็นแม่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนสุขภาพเริ่มแย่ลงทุกวัน บ่อยครั้งที่ผมเห็นแม่แอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวเพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้ในเดือนถัดไป 
ผมเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแม่พยายามสู้จนสุดตัว เดินเท้าไปขอลายเซ็นยินยอมจากเพื่อนบ้านนับร้อยๆ หลัง ทำทุกอย่างที่เขาบอกให้ทำด้วยความหวังว่า
"สักวันเราจะได้เปิด" แต่จนถึงวันนี้ ความหวังนั้นมันดูริบหรี่เหลือเกินครับ 
ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเราทำผิดพลาดตรงไหน ในฐานะลูก ผมแค่อยากขอโอกาสให้แม่ได้ประกอบอาชีพที่ท่านรัก อยากให้ความตั้งใจดีของเราสองคนแม่ลูกได้มีที่ยืนบ้าง ผมไม่ได้อยากโกรธแค้นใคร ผมเพียงแค่อยากขอความเมตตา ขอความเห็นใจจากผู้ใหญ่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเมตตาครอบครัวเล็กๆ ของเราด้วยครับ 

หากพี่ๆ เพื่อนๆ ท่านไหนพอจะแนะนำแนวทาง หรือช่วยเป็นกระบอกเสียงส่งต่อความเดือดร้อนนี้ให้ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมและคุณแม่จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ... 
ขอบพระคุณทุกความเมตตาครับ 
 

 

 ภาพคุณแม่(เสื้อฟ้า)และญาติของคุณแม่มาร่วมยินดีเมื่อปรับปรุงสถานที่เสร็จ
ภาพสถานที่ ห้องพัก/ห้องอาหาร พอสังเขป
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่