รีวิวบ่นซีรีส์ Severance (2022-2025) | เมื่อเราสามารถแยกสมองเรื่อง "งาน" กับ "เรื่องส่วนตัว" ได้

จะบอกว่า Severance เป็นซีรีย์ เรือธงของ Apple TV ก็ไม่ผิดนัก  และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผม subscript ให้ streming เจ้านี้ (อีกเรื่องคือ pluribus อันนี้ก็มีประเด็นรีวิว แต่เอาไว้ กระทู้หน้าดีกว่า ฮา)  ด้วย concept sci-fi ว่าจะเป็นยังไง? ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่สามารถ แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ประหนึ่งว่าโดนแยกความทรงจำเป็นสองส่วน ตอนเข้างาน ก็จะไม่มีความทรงจำของตัวตนข้างนอก ไม่ว่าจะทะเลาะกับแฟน มีปํญหากับที่บ้าน เราไม่ต้องนำมารบกวนการทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน  นอกเวลางาน เราก็จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับงานเหลืออยู่เลย



  ฟังเหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ? แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ต่างอะไรกับการแยกตัวตนเป็นสองคน คนนึงไว้ใช้ทำงาน คนนึงไว้ใช้ชีวิต  แล้วนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักมนุษยธรรม(ในเรื่อง แม้ว่าคนทำงาน จะไม่พอใจชีวิต ก็แทบไม่ม่สิทธ์เรียกร้องอะไร เพราะคนตัดสินใจจะเป็นคนข้างนอก) ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ซีรีย์เรื่องนี้ใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิน event ต่างๆในเวลาต่อมา พูดถึง big idea อาจจะไม่ใช่อะไรที่ใหม่มากนักในช่วง 2025-2026 เพราะจะเคยเห็นแนวคล้ายๆกันมาแล้ว จากในซีรีส์ black mirror ในหลายๆตอน เช่น การ copy จิตสำนึกตัวเอง ให้ไปอยู่ใน AI กลายเป็นเลขาส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกับการเอาคนคนนึงไปขังในกรง...

   แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้มี "ภาพจำ" และความโดดเด่นคือ
-  การสร้าง world setting ที่ร่วมสมัย เหมือนจะเป็นโลกที่วิทยาการมันก้าวหน้ากว่าเราไปเเล้ว แต่ตึกรามบ้านช่องยังเหมือนปัจจุบัน รถยังเป็นยุค 80-90  แต่ตัวละครกลับใช้ smart phone    แถมจงใจให้ภูมิอากาศในเมืองที่พระเอกอยู่มีหิมะตลอด 2 ซีซั่น  ชั้นออฟฟิสพระเอกที่เป็น  main location ที่จงให้มีความเป็นออฟฟิสยุคเก่า   ทั้งหมดที่พูดมามันทำให้เรื่องนี้มีเอกลักษณ์มาก ถ้านึกถึง serverance เราจะไม่ได้นึกถึงแค่ คนแยกโลก แต่จะนึกถึงบรรยากาศ ธีมภายในเรื่องด้วย  เหมือนเวลาพูดถึง Harry Potter เราก็จะไม่ได้นึกถึงแค่เด็กใส่แว่นมีแผลเป็น  แต่คือทั้ง world building ที่สร้างภาพจำในสมองเราไปแล้ว




-  เรื่องการดำเนินเรื่อง สำหรับผมที่เห็นหน้าหนังมา คือคิดไปแล้ว 80% ว่าต้องเป็นแนว slow burn แน่นอน  แต่กลับกลายเป็นว่า เรื่องนี้ดู "ย่อย" ง่ายกว่าที่คิดไปมาก  แถมยังเก่งในการผูกปมใหม่ๆ การใช้ criff hanger ให้คนดูอยากตามดูตอนต่อไป

   - character design ก็ทำได้ดี  4 ตัวละครหลักในภาพแรก  ที่ทำให้เราเชื่อว่า 4  คนนี้มีความสนิทกันจริงๆ มีจุดดีจุดด้อยของแต่ละคน บางครั้งก็อยากเดินไปหยุมหัว แต่ยังไงก็เป็นตัวละครที่เรารักและพร้อมจะเอาใจช่วย   โดยเฉพาะ มาร์ค  คือมีความเก่ง ฉลาด เเต่ก็มีมุมซื่อๆ ที่ทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดู   นอกจากนั้นยังมีตัวละครเสริม เช่น mr.milkshirk ที่เป็นตัวร้ายที่ดูมิติตัวนึงในเรื่อง คือมีความประณีประนอม  ไม่ใช่ตัวร้ายแบบมิติเดียว

    - นักแสดง ส่วนตัวไม่ได้รู้จักใครเลย แทบจะไม่คุ้นหน้าด้วยซ้ำ   แต่เรื่องการแสดงต้องยอมตัวละครหลักที่เอาบทได้อยู่หมัด  ยกตัวอย่างที่พวกตัวเอกเป็นคนแยกโลก(มีตัวตนที่ทำงานด้านใน กับอีกตัวตนที่ใช้ชีวิตด้านนอก)  ตามทฤษฎีมันคือคนๆเดียวกัน บุคลิกพื้นฐานมันไม่ได้หนีกันมาก  แต่แสดงยังไง ให้คนดูรับรู้ สามารถแยกกันออกได้ ทั้งแววตา น้ำเสียง คืออยากปรบมือให้เลย

  และที่พูดมาเกือบทั้งหมดนั้นคือเฉพาะ ss1....  ใช่ครับ  อ่านไม่ผิดครับ เพราะซีซั่น 2 ดรอปลงในทุกๆทาง ยกเว้น character ที่ได้รู้จักตัวละครอื่นๆมากขึ้น  การให้บทสรุปและการเฉลยปม ก็ยังทำให้ว้าวได้อยู่ เพียงแต่ปูนานมากกกกก  ไม่ใช่แค่บางตอน แต่แทบทุกตอน มีการแช่ภาพ เสียเวลา screen time ไปกับอะไรที่ไม่จำเป็น   Pressing ที่เคยเป็นจุดแข็งของซีรีย์ก็หายไป  อย่างตอนนึงมีประมาณ 50 นาที  แต่ในความเป็นจริงมันสามารถตัดกระชับให้เหลือได้ซักตอนละ 30 นาทีด้วยซ้ำ  แถมบทสรุปของ ss2 ก็เหมือนการจับยัดแบบไม่สมเหตุสมผล   เสียดายที่เรื่องนี้มันมีวัตถุดิบดีๆให้เล่นได้อีกเยอะ แต่มาเสียตรงที่การเดินเรื่อง

พูดคุยสำหรับคนที่ไม่กลัวสปอยด์ หรือคนที่ดูแล้วมาคุยกันต่อครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

สรุปภาพรวม ss1 ทำได้น่าติดตาม เนื้อเรื่องกระชับ ผูกปมน่าสนใจ  ส่วน ss2 ยืดบทเกินความจำเป็น แต่ถึงยังไงการเฉลยปม หักมุม ก็ยังทำได้ดี  โดยรวมไม่ถึงกับเป็นซีซั่นที่ห่วย แต่ก็ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ ss1 ทำไว้มาก  ในส่วนของ ss3 (ถ้ามี) ก็คงไม่ได้คาดหวังหรือตั้งตารอขนาดนั้นเช่นกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่