จะบอกว่า Severance เป็นซีรีย์ เรือธงของ Apple TV ก็ไม่ผิดนัก และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผม subscript ให้ streming เจ้านี้ (อีกเรื่องคือ pluribus อันนี้ก็มีประเด็นรีวิว แต่เอาไว้ กระทู้หน้าดีกว่า ฮา) ด้วย concept sci-fi ว่าจะเป็นยังไง? ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่สามารถ
แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ประหนึ่งว่าโดนแยกความทรงจำเป็นสองส่วน ตอนเข้างาน ก็จะไม่มีความทรงจำของตัวตนข้างนอก ไม่ว่าจะทะเลาะกับแฟน มีปํญหากับที่บ้าน เราไม่ต้องนำมารบกวนการทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน นอกเวลางาน เราก็จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับงานเหลืออยู่เลย
ฟังเหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ? แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ต่างอะไรกับการแยกตัวตนเป็นสองคน คนนึงไว้ใช้ทำงาน คนนึงไว้ใช้ชีวิต แล้วนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักมนุษยธรรม(ในเรื่อง แม้ว่าคนทำงาน จะไม่พอใจชีวิต ก็แทบไม่ม่สิทธ์เรียกร้องอะไร เพราะคนตัดสินใจจะเป็นคนข้างนอก) ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ซีรีย์เรื่องนี้ใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิน event ต่างๆในเวลาต่อมา พูดถึง big idea อาจจะไม่ใช่อะไรที่ใหม่มากนักในช่วง 2025-2026 เพราะจะเคยเห็นแนวคล้ายๆกันมาแล้ว จากในซีรีส์ black mirror ในหลายๆตอน เช่น การ copy จิตสำนึกตัวเอง ให้ไปอยู่ใน AI กลายเป็นเลขาส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกับการเอาคนคนนึงไปขังในกรง...
แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้มี "ภาพจำ" และความโดดเด่นคือ
- การสร้าง world setting ที่ร่วมสมัย เหมือนจะเป็นโลกที่วิทยาการมันก้าวหน้ากว่าเราไปเเล้ว แต่ตึกรามบ้านช่องยังเหมือนปัจจุบัน รถยังเป็นยุค 80-90 แต่ตัวละครกลับใช้ smart phone แถมจงใจให้ภูมิอากาศในเมืองที่พระเอกอยู่มีหิมะตลอด 2 ซีซั่น ชั้นออฟฟิสพระเอกที่เป็น main location ที่จงให้มีความเป็นออฟฟิสยุคเก่า ทั้งหมดที่พูดมามันทำให้เรื่องนี้มีเอกลักษณ์มาก ถ้านึกถึง serverance เราจะไม่ได้นึกถึงแค่ คนแยกโลก แต่จะนึกถึงบรรยากาศ ธีมภายในเรื่องด้วย เหมือนเวลาพูดถึง Harry Potter เราก็จะไม่ได้นึกถึงแค่เด็กใส่แว่นมีแผลเป็น แต่คือทั้ง world building ที่สร้างภาพจำในสมองเราไปแล้ว
- เรื่องการดำเนินเรื่อง สำหรับผมที่เห็นหน้าหนังมา คือคิดไปแล้ว 80% ว่าต้องเป็นแนว slow burn แน่นอน แต่กลับกลายเป็นว่า เรื่องนี้ดู "ย่อย" ง่ายกว่าที่คิดไปมาก แถมยังเก่งในการผูกปมใหม่ๆ การใช้ criff hanger ให้คนดูอยากตามดูตอนต่อไป
- character design ก็ทำได้ดี 4 ตัวละครหลักในภาพแรก ที่ทำให้เราเชื่อว่า 4 คนนี้มีความสนิทกันจริงๆ มีจุดดีจุดด้อยของแต่ละคน บางครั้งก็อยากเดินไปหยุมหัว แต่ยังไงก็เป็นตัวละครที่เรารักและพร้อมจะเอาใจช่วย โดยเฉพาะ มาร์ค คือมีความเก่ง ฉลาด เเต่ก็มีมุมซื่อๆ ที่ทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดู นอกจากนั้นยังมีตัวละครเสริม เช่น mr.milkshirk ที่เป็นตัวร้ายที่ดูมิติตัวนึงในเรื่อง คือมีความประณีประนอม ไม่ใช่ตัวร้ายแบบมิติเดียว
- นักแสดง ส่วนตัวไม่ได้รู้จักใครเลย แทบจะไม่คุ้นหน้าด้วยซ้ำ แต่เรื่องการแสดงต้องยอมตัวละครหลักที่เอาบทได้อยู่หมัด ยกตัวอย่างที่พวกตัวเอกเป็นคนแยกโลก(มีตัวตนที่ทำงานด้านใน กับอีกตัวตนที่ใช้ชีวิตด้านนอก) ตามทฤษฎีมันคือคนๆเดียวกัน บุคลิกพื้นฐานมันไม่ได้หนีกันมาก แต่แสดงยังไง ให้คนดูรับรู้ สามารถแยกกันออกได้ ทั้งแววตา น้ำเสียง คืออยากปรบมือให้เลย
และที่พูดมาเกือบทั้งหมดนั้นคือเฉพาะ ss1.... ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ เพราะซีซั่น 2 ดรอปลงในทุกๆทาง ยกเว้น character ที่ได้รู้จักตัวละครอื่นๆมากขึ้น การให้บทสรุปและการเฉลยปม ก็ยังทำให้ว้าวได้อยู่ เพียงแต่ปูนานมากกกกก ไม่ใช่แค่บางตอน แต่แทบทุกตอน มีการแช่ภาพ เสียเวลา screen time ไปกับอะไรที่ไม่จำเป็น Pressing ที่เคยเป็นจุดแข็งของซีรีย์ก็หายไป อย่างตอนนึงมีประมาณ 50 นาที แต่ในความเป็นจริงมันสามารถตัดกระชับให้เหลือได้ซักตอนละ 30 นาทีด้วยซ้ำ แถมบทสรุปของ ss2 ก็เหมือนการจับยัดแบบไม่สมเหตุสมผล เสียดายที่เรื่องนี้มันมีวัตถุดิบดีๆให้เล่นได้อีกเยอะ แต่มาเสียตรงที่การเดินเรื่อง
พูดคุยสำหรับคนที่ไม่กลัวสปอยด์ หรือคนที่ดูแล้วมาคุยกันต่อครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ส่วนที่ชอบมาก คือการที่ มาร์คคนใน - คนนอก อัดกล้องวีดีโอ เพื่อดีลกันว่า จะยอมช่วยภรรยาออกมาดีไหม มันเรียลตรงที่ไอตัวข้างในไม่ยอมเพราะ รู้สึกว่าโดนใช้เป็นเครื่องมีมาตลอด แต่พอจะให้ช่วยจู่ๆก็มาพูดดีซะงั้น หรือจะเป็นตอนไป outing บริษัท ที่ส่วนตัวมองว่าเป็นกึ่งๆ การตัดเลี่ยนจากเนื้อเรื่องหลัก แต่สุดท้ายมันก็โยงเข้ามาไคลแมกซ์ที่เฉลยในท้ายตอนได้อยู่ดี และเป็นอะไรที่คาดไม่ถึง ว่าเฮลลี่คนนอกจะแฝงตัวเข้ามา ส่วนเรื่องการที่มาร์คจะรวมโลก ก็ไม่ได้เหนือความคาดเดามาก เเต่ตั้งแต่ต้นจนจบss2 ก็ดูไม่ได้จะรวมได้ซักที
ส่วนที่คิดว่าหน้าเบื่อ คือเรื่องความอาลัยอาวรของ เออวิ่ง ที่ทำให้เสียงานเสียการหลายรอบ ไม่ใช่ว่าพาร์ทนี้ไม่ดี แต่มันเยอะเกิน มีสิ่งที่เป็นคำถามมาตลอดคือฉากที่ มิลชิคโดนขังในห้องน้ำ ซึ่งสามารถสั่งให้วงโยมาช่วยตัวเอง ให้วงโยช่วยจับพวกพระเอกก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ อันนี้เรียกว่า plot hole ได้มั้ย?? มันมีปมที่สะสมมาตั้งแต่ ss1 จน ss2 ปมเก่าไม่เคลียร์ดันมีปมใหม่มาเพิ่มอีก คือผมคิดว่ามันผูกปมเพิ่มได้ แต่อย่างน้อยใน ss2 มันควรคลายปมให้คนดูมากกว่านี้ เช่น เรื่องเจ้านายของมาร์ค ที่ทำไมถึงดูหมกมุ่นกับมาร์คขนาดนั้น? หรือภรรยามาร์คที่ทำไมถึงเป็นคนที่ถูกเลือก แล้วทำไมมาร์คถึงเป็นคนเดียวที่ทำ cold harbor ได้ ส่วนคนอื่นที่กรองตัวเลขกล่องที่เป็นชื่ออื่น = มีคนอื่นอีก??? บางอย่างก็ดูใส่เข้ามาเพื่อให้มัน "แปลก" ไว้ก่อน แต่ไม่ได้อธิบายที่มาที่ไป อย่างเช่นเด็กประถม ที่ขึ้นมาทำหน้าที่เลขา แทนมิลชิค แถมดูแล้วอาจจะไม่ได้แยกโลกด้วยซ้ำ
คือดูมา 2ss เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าบริษัท LUMON มันทำเกี่ยวกับอะไร และจุดประสงค์จริงๆคืออะไรกันแน่ พอมานั่งคิดๆดู เราเข้าใจที่เรื่องพยายามทำให้บรรยากาศออฟฟิสมันกดดัน ทั้งกฏข้อห้ามต่างๆ ความทรมานของคนข้างใน แต่สุดท้ายเเล้ว "ไม่มีการฆ่าแกงกันจริงๆ" อย่างพวกมาร์คเองคือทำผิดกฏบริษัทตั้งหลายอย่าง แต่อย่าวมากก็โดนให้ท่องสำนึกผิด หรือไม่ก็โดนเลิกจ้างแบบเออร์วิน มันเลยทำให้ความตึงเครียดที่ซีรีส์พยายามจะสร้างขึ้นมา ไม่มีน้ำหนักเท่าที่ควร
สรุปภาพรวม ss1 ทำได้น่าติดตาม เนื้อเรื่องกระชับ ผูกปมน่าสนใจ ส่วน ss2 ยืดบทเกินความจำเป็น แต่ถึงยังไงการเฉลยปม หักมุม ก็ยังทำได้ดี โดยรวมไม่ถึงกับเป็นซีซั่นที่ห่วย แต่ก็ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ ss1 ทำไว้มาก ในส่วนของ ss3 (ถ้ามี) ก็คงไม่ได้คาดหวังหรือตั้งตารอขนาดนั้นเช่นกัน
รีวิวบ่นซีรีส์ Severance (2022-2025) | เมื่อเราสามารถแยกสมองเรื่อง "งาน" กับ "เรื่องส่วนตัว" ได้
ฟังเหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ? แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ต่างอะไรกับการแยกตัวตนเป็นสองคน คนนึงไว้ใช้ทำงาน คนนึงไว้ใช้ชีวิต แล้วนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักมนุษยธรรม(ในเรื่อง แม้ว่าคนทำงาน จะไม่พอใจชีวิต ก็แทบไม่ม่สิทธ์เรียกร้องอะไร เพราะคนตัดสินใจจะเป็นคนข้างนอก) ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ซีรีย์เรื่องนี้ใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิน event ต่างๆในเวลาต่อมา พูดถึง big idea อาจจะไม่ใช่อะไรที่ใหม่มากนักในช่วง 2025-2026 เพราะจะเคยเห็นแนวคล้ายๆกันมาแล้ว จากในซีรีส์ black mirror ในหลายๆตอน เช่น การ copy จิตสำนึกตัวเอง ให้ไปอยู่ใน AI กลายเป็นเลขาส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกับการเอาคนคนนึงไปขังในกรง...
แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้มี "ภาพจำ" และความโดดเด่นคือ
- การสร้าง world setting ที่ร่วมสมัย เหมือนจะเป็นโลกที่วิทยาการมันก้าวหน้ากว่าเราไปเเล้ว แต่ตึกรามบ้านช่องยังเหมือนปัจจุบัน รถยังเป็นยุค 80-90 แต่ตัวละครกลับใช้ smart phone แถมจงใจให้ภูมิอากาศในเมืองที่พระเอกอยู่มีหิมะตลอด 2 ซีซั่น ชั้นออฟฟิสพระเอกที่เป็น main location ที่จงให้มีความเป็นออฟฟิสยุคเก่า ทั้งหมดที่พูดมามันทำให้เรื่องนี้มีเอกลักษณ์มาก ถ้านึกถึง serverance เราจะไม่ได้นึกถึงแค่ คนแยกโลก แต่จะนึกถึงบรรยากาศ ธีมภายในเรื่องด้วย เหมือนเวลาพูดถึง Harry Potter เราก็จะไม่ได้นึกถึงแค่เด็กใส่แว่นมีแผลเป็น แต่คือทั้ง world building ที่สร้างภาพจำในสมองเราไปแล้ว
- เรื่องการดำเนินเรื่อง สำหรับผมที่เห็นหน้าหนังมา คือคิดไปแล้ว 80% ว่าต้องเป็นแนว slow burn แน่นอน แต่กลับกลายเป็นว่า เรื่องนี้ดู "ย่อย" ง่ายกว่าที่คิดไปมาก แถมยังเก่งในการผูกปมใหม่ๆ การใช้ criff hanger ให้คนดูอยากตามดูตอนต่อไป
- character design ก็ทำได้ดี 4 ตัวละครหลักในภาพแรก ที่ทำให้เราเชื่อว่า 4 คนนี้มีความสนิทกันจริงๆ มีจุดดีจุดด้อยของแต่ละคน บางครั้งก็อยากเดินไปหยุมหัว แต่ยังไงก็เป็นตัวละครที่เรารักและพร้อมจะเอาใจช่วย โดยเฉพาะ มาร์ค คือมีความเก่ง ฉลาด เเต่ก็มีมุมซื่อๆ ที่ทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดู นอกจากนั้นยังมีตัวละครเสริม เช่น mr.milkshirk ที่เป็นตัวร้ายที่ดูมิติตัวนึงในเรื่อง คือมีความประณีประนอม ไม่ใช่ตัวร้ายแบบมิติเดียว
- นักแสดง ส่วนตัวไม่ได้รู้จักใครเลย แทบจะไม่คุ้นหน้าด้วยซ้ำ แต่เรื่องการแสดงต้องยอมตัวละครหลักที่เอาบทได้อยู่หมัด ยกตัวอย่างที่พวกตัวเอกเป็นคนแยกโลก(มีตัวตนที่ทำงานด้านใน กับอีกตัวตนที่ใช้ชีวิตด้านนอก) ตามทฤษฎีมันคือคนๆเดียวกัน บุคลิกพื้นฐานมันไม่ได้หนีกันมาก แต่แสดงยังไง ให้คนดูรับรู้ สามารถแยกกันออกได้ ทั้งแววตา น้ำเสียง คืออยากปรบมือให้เลย
และที่พูดมาเกือบทั้งหมดนั้นคือเฉพาะ ss1.... ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ เพราะซีซั่น 2 ดรอปลงในทุกๆทาง ยกเว้น character ที่ได้รู้จักตัวละครอื่นๆมากขึ้น การให้บทสรุปและการเฉลยปม ก็ยังทำให้ว้าวได้อยู่ เพียงแต่ปูนานมากกกกก ไม่ใช่แค่บางตอน แต่แทบทุกตอน มีการแช่ภาพ เสียเวลา screen time ไปกับอะไรที่ไม่จำเป็น Pressing ที่เคยเป็นจุดแข็งของซีรีย์ก็หายไป อย่างตอนนึงมีประมาณ 50 นาที แต่ในความเป็นจริงมันสามารถตัดกระชับให้เหลือได้ซักตอนละ 30 นาทีด้วยซ้ำ แถมบทสรุปของ ss2 ก็เหมือนการจับยัดแบบไม่สมเหตุสมผล เสียดายที่เรื่องนี้มันมีวัตถุดิบดีๆให้เล่นได้อีกเยอะ แต่มาเสียตรงที่การเดินเรื่อง
พูดคุยสำหรับคนที่ไม่กลัวสปอยด์ หรือคนที่ดูแล้วมาคุยกันต่อครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สรุปภาพรวม ss1 ทำได้น่าติดตาม เนื้อเรื่องกระชับ ผูกปมน่าสนใจ ส่วน ss2 ยืดบทเกินความจำเป็น แต่ถึงยังไงการเฉลยปม หักมุม ก็ยังทำได้ดี โดยรวมไม่ถึงกับเป็นซีซั่นที่ห่วย แต่ก็ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ ss1 ทำไว้มาก ในส่วนของ ss3 (ถ้ามี) ก็คงไม่ได้คาดหวังหรือตั้งตารอขนาดนั้นเช่นกัน