👨‍👩‍👦 คุณพ่อชาวญี่ปุ่น​คิดว่าทำเพื่อลูกมา 18 ปี จนได้ยินสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากลูก

ไปเจอมาเรื่องราวนึงมา รู้สึกว่าน่าสนใจมากครับ
เป็นเรื่องของพนักงานออฟฟิศญี่ปุ่นวัย 52 ปี
รายได้เดือนละประมาณ 550,000 เยน
ถ้ามองเผิน ๆ ชีวิตก็ดูมั่นคงดีงานในโตเกียว เงินเดือนโอเค บ้านเป็นของตัวเอง มีครอบครัว

และสิ่งหนึ่งที่เขาทำมาตลอด 18 ปี
คือการนั่งรถไฟไป–กลับที่ทำงาน วันละ 3 ชม.!?
เค้าทำสิ่งนี้เพราะเจ้าตัวเชื่อมาตลอดว่า
ทั้งหมดที่ทนมา ก็เพราะ “ทำเพื่อลูก”

แต่วันหนึ่ง…เขากลับได้ยินคำพูดบางอย่างจากลูก
ที่ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินจากปากคนในครอบครัวตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน
ตอนลูกชายของเขาได้ลืมตาดูโลก
ขาตัดสินใจซื้อบ้านเดี่ยวแถบชานเมืองจ.ชิบะ
ซึ่งเหตุผลของเขามีแค่เขาอยากให้ลูกได้โตกับดิน กับต้นไม้ มีสวน มีพื้นที่วิ่งเล่น ไม่อยากเลี้ยงลูกในคอนโดกลางเมือง

เขากับภรรยาคุยกันแล้วเลือก “สภาพแวดล้อมของลูก” เป็นอันดับแรก แม้จะรู้ว่าต้องแลกกับการเดินทางไกลทุกวันก็ตาม


บ้านหลังนั้นเลยเกิดขึ้นพร้อมกับ
ราคาที่ต้องจ่ายคือ “ระยะทาง”
จากบ้านถึงที่ทำงาน ใช้เวลาขาเดียวราว1 ชม.ครึ่ง
รวมไปกลับวันละ 3 ชม. เขาต้องขึ้นรถไฟเที่ยวเกือบแรก ๆ ของวัน ยืนโหนห่วง เช็กเมลบนมือถือบ้างบางวันก็หลับยืนเอาเลย ถ้าวันไหนทำงานดึก กลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนเป็นเรื่องปกติ

เขาเล่าว่า จะบอกว่าไม่เหนื่อยเลยก็คงโกหก
แต่พอเห็นลูกวิ่งเล่นในสวนช่วงวันหยุด
เขาก็รู้สึกว่า “มันคุ้ม”ถึงขั้นรู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำ
ว่าความเหนื่อยของตัวเองคือสิ่งที่ช่วยปกป้องบ้านหลังนี้ และอนาคตของลูกได้

จนวันหนึ่ง… ลูกชายขึ้น ม.6
กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนในโตเกียว
ในหัวของพ่อ เขาคิดไว้เรียบร้อยแล้วว่า
ลูกก็คงนั่งรถไฟไปเรียนจากบ้านหลังนี้
เหมือนที่เขาทำมาตลอด
แม้จะต้องเดินทางเกือบ 2 ชม.ต่อเที่ยวก็ตาม
ซึ่งเขาไม่เคยนึกถึงทางเลือกอื่นเลย
ไม่เคยคิดว่ามันจะมี “แผนสอง”


แต่ในวันที่ได้มานั่งคุยกันเรื่องอนาคต ลูกชายกลับพูดขึ้นมาว่า
“อยากขอไปอยู่คนเดียว ใกล้มหาวิทยาลัย”

พ่อเผลอถามออกไปทันทีว่า
“ทำไมล่ะ จากบ้านเราก็นั่งรถไฟไปได้ไม่ใช่เหรอ?”

คำตอบของลูกชายคือสิ่งที่เขาไม่เคยเตรียมใจรับฟังมาก่อน ลูกชายเขาบอกว่า…

“ผมเห็นพ่อกลับมาบ้านทุกวันในสภาพเหนื่อยล้า
กลับมาก็แทบไม่ได้ทำอะไร นอกจากนอน วันหยุดก็เอาแต่นอนเหมือนร่างกายไม่มีแรงเหลือแล้ว ถ้าต้องเสียเวลาเดินทางวันละ 3 ชม.แบบนั้น เขาอยากเอาเวลานั้นไปเรียน ไปใช้ชีวิต ไปทำสิ่งที่อยากทำมากกว่า”

พ่อเล่าว่า…ตอนนั้นเขาพูดอะไรไม่ออกเลย
ภาพความอดทนที่เขาเคยภูมิใจ
กลับกลายเป็นภาพความทรมาน
ในสายตาของลูกชายโดยที่เขาไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

หลังจากนั้น ปัญหาที่ตามมา
ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกของเขาครับ
แต่คือเรื่อง “เงิน”
ถ้าลูกเรียนแบบไปกลับจากบ้าน
ค่าใช้จ่ายต่อปีจะอยู่ราว 1.8 ล้านเยน
แต่ถ้าต้องเช่าหออยู่ในโตเกียว
ตัวเลขจะขยับไปเกือบ 2.7 ล้านเยนต่อปี
ต่างกันปีละประมาณ 8 แสนกว่าเยน
รวม 4 ปี ก็เกิน 3 ล้านเยนเข้าไปแล้ว

สำหรับคนวัย 52ที่ยังมีผ่อนบ้าน
และเริ่มมองเห็นเส้นขอบฟ้าของวัยเกษียณ
เงินก้อนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยครับ
เขายอมรับตรง ๆ ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า
“ถ้าวันนั้นเลือกบ้านใกล้เมืองกว่านี้สักหน่อย
ชีวิตวันนี้อาจไม่ต้องลังเลขนาดนี้ก็ได้”

บทความต้นฉบับยังเสริมข้อมูลไว้อีกอย่างที่น่าสนใจมากครับ

สถิติของญี่ปุ่นบอกว่าเวลาเดินทางไป–กลับเฉลี่ยของคนแถบโตเกียวและปริมณฑล อยู่ที่ราว 1 ชม.ครึ่ง แต่ของพ่อคนนี้คือ “มากกว่านั้นเป็นเท่าตัว”
และนักวิจัยจำนวนมากก็ชี้ตรงกันว่าเวลาเดินทางที่ยาวเกินไป ส่งผลกับทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสมดุลชีวิตในระยะยาว

============
อ่านจบแล้ว ส่วนตัวผมไม่ได้รู้สึกว่าใครผิดนะครับ
พ่อก็ไม่ได้ตัดสินใจพลาดในตอนนั้น
เขาเลือกจากความหวังดีจริง ๆ แต่มันทำให้เห็นชัดมากว่าสิ่งที่พ่อแม่รุ่นหนึ่งมองว่า “ดีที่สุดสำหรับลูก”
เมื่อเวลาผ่านไปลูกอาจมองโลกด้วยชุดค่านิยมที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว

บ้านที่เคยเป็นความฝันอาจกลายเป็นระยะทาง
และความอดทนที่พ่อแบกไว้เงียบ ๆ
อาจกลายเป็นภาพจำที่ลูกไม่อยากเดินตาม

แล้วถ้าเป็นเพื่อนๆ ที่อ่านเรื่องนี้จบแล้ว
จะเลือกอะไรครับระหว่าง
สภาพแวดล้อมที่ดีorเวลาที่ได้ใช้ชีวิตจริง ๆ ในแต่ละวันครับ?

#backtowork #worklife

Mark JapanSalaryman
Cr:Yahoo News Japan /THE GOLD ONLINE
https://www.facebook.com/share/1CB6DJDyD1/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่