เมื่อเริ่มจด ชีวิตก็เริ่มชัด: 7 ปีที่วัดผลได้จากบันทึกรายรับ–รายจ่าย

เริ่มปีใหม่ และคิดว่าข้อมูลเพียงพอแล้ว เลยเขียนเพื่อที่จะแบ่งปัน แต่ไม่ควรนำมาเทียบหรือ benchmark เพราะ ไลฟ์สไตล์ บริบทครอบครัว และการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บทความนี้สะท้อนข้อมูลจริงของของเรา (ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก อายุ 40 กลางๆ) เพื่อเป็นตัวอย่างวิธีคิด วิเคราะห์ และวางแผนในแบบของเราเอง
 
ตลอด ปี 2019–2025 บันทึกรายรับ–รายจ่ายถูกบันทึกอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นข้อมูลจริงจากชีวิตจริง ที่ทำให้วางแผนภาษี ออมเงิน และเตรียมเกษียณของเฉพาะบุคคลได้อย่างมีเหตุผล
 
ถ้าไม่จด จะไม่รู้เลยว่าค่าใช้จ่ายอะไรโตเร็วที่สุดในชีวิตการเงินของตัวเอง—คำตอบคือ ภาษี และ สุขภาพ



ภาพรวม 7 ปี: โครงสร้างค่าใช้จ่ายที่นิ่งขึ้น เห็นความเสี่ยงบางอย่างชัดขึ้น
·    ภาษีเงินได้ เพิ่มต่อเนื่อง: จาก 10% (2019) เป็น 20% (2025) — สะท้อนรายได้ที่เติบโตและฐานภาษีที่ขยับสูงขึ้น
·    ค่าเลี้ยงดูครอบครัว (คุณแม่) ลดลง ในเชิงสัดส่วน (9% → 6%) เพราะรายได้เพิ่ม แต่จำนวนเงินจริงที่ส่งให้ยังคงระดับที่คุณแม่พอใช้ โดยที่ไม่ต้องเพิ่มให้ทุกปี
·    ผ่อนรถจบ: จาก 11% เหลือ 0% ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา เงินเก็บและเงินออมอื่นๆ จึงขยับขึ้นอย่างชัด
·    ค่าใช้จ่ายส่วนตัวยังทรงที่ ~19% ของรายได้ — รายได้เพิ่ม แต่สัดส่วนยังคงเดิม = มีวินัยพอสมควร ไม่ปล่อยให้ Lifestyle โตเกินเหตุ
·    เงินออมที่ลดหย่อนภาษีได้ ลดลงต่อเนื่อง (36% → 12%) โดยเฉพาะหลังปี 2020 ที่นโยบายด้านการลงทุนเพื่อสิทธิลดหย่อนบางประเภทเปลี่ยนแปลง
·    เงินออมอื่นๆ โตแรงมาก (15% → 43%) แสดงถึงความสามารถในการออมสุทธิที่ดีขึ้น ไม่ได้ออมเพียงหวังลดหย่อนเพียงอย่างเดียว (ถึงลดหย่อนภาษีไม่ได้ ก็ยังต้องออม)
 
โฟกัสที่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว โครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนตัว (19% ของรายได้)
·    สุขภาพ ~เกือบ 30% (ป้องกัน/รักษา) หมวดนี้ควบคุมยาก ต้นทุนสุขภาพส่วนตัว คิดเองว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (โดยดูจากการที่เป็นโรคนู่นนี่)
·    อาหาร ~16%  หมวดนี้ควบคุมได้ แต่ไม่ค่อยควบคุม (กินแบบตามใจ แต่ไม่ถึงกับหลักหลายพันต่อหัวต่อมื้อ ร่วมกับภาษีสังคม เลี้ยงลูกน้องบ้าง อะไรบ้าง)
·    เดินทาง ~10% ถ้าใช้รถไฟฟ้า (ขนส่งมวลชน) จะประหยัดกว่านี้แต่ไม่อยากแลกกับการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากสถานี รู้สึกไม่คุ้มความเสี่ยงถ้าเกิดอุบัติเหตุ
·    ของใช้ & สาธารณูปโภค ~17% หมวดนี้ควบคุมได้ แต่ไม่ค่อยควบคุม แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไป
·    อื่นๆ (ท่องเที่ยว, gadget, ซ่อมบ้าน/รถ ประกัน) ~เกือบ 30% หมวดนี้ควบคุมยาก (สำหรับเรา) ส่วนใหญ่มาเป็นครั้งคราว แต่มาแล้วก้อนใหญ่ แต่โดยรวมก็ไม่ได้คิดว่าฟุ่มเฟือยเกินตัว เมื่อเทียบกับรายได้ และหน้าที่การงาน( (ไอโฟน ไอแพด ไม่ได้เปลี่ยนทุกปี เวลาเปลี่ยนก็ไม่ได้ใช้รุ่นที่ออกล่าสุด เที่ยวก็ไม่ได้ไปบ่อย เน้นเที่ยวในประเทศ จะได้ชวนแม่ไปได้ด้วย (แม่ไม่ชอบขึ้นเครื่อง)) ส่วนค่าใช้จ่ายซ่อมบ้าน/รถ อันนี้คาดการณ์ไม่ค่อยได้ แต่ตั้งงบไว้ได้
 
ข้อสังเกตสำคัญ: โครงสร้างรายจ่ายต่อรายได้ค่อนข้างนิ่ง แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ภายในหมวดส่วนตัว โตเร็วสุด และเริ่มกลายเป็นตัวแปรหลักที่ต้องวางแผนระยะยาว
 
เจาะหมุดสำคัญที่ได้จากบันทึก
1) ภาษี (รายได้บุคคลธรรมดา): ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย และขยับขึ้นตามรายได้ของมนุษย์เงินเดือน
สิ่งที่เติบโตเร็วที่สุดใน 7 ปีคือ ภาษี การขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าบริหารแย่ แต่สะท้อนว่า รายได้เติบโตจนเข้าฐานภาษีที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน เงินออมแบบลดหย่อน ที่เคยช่วยดึงฐานภาษีลง กลับลดลง (เช่นปีที่ยกเลิก LTF) ทำให้ภาระภาษีเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
 
2) สุขภาพ: ตัวแปรที่โตเร็ว
ในหมวด ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ~19% ของรายได้ สัดส่วนย่อยที่มาแรงสุด คือ สุขภาพ (ทั้งป้องกันและรักษา) เฉลี่ยเกือบ 30% ของหมวดส่วนตัวตลอด 7 ปี และเพิ่มทุกปี นี่คือสัญญาณของ ช่วงวัย และ ความถี่การดูแลสุขภาพ ที่มากขึ้น—ตั้งแต่ตรวจเฉพาะทาง วัคซีน ไปจนถึงค่ารักษาและเบี้ยประกันที่ปรับตามอายุ
บทเรียน: แผนเกษียณต้องกันงบสุขภาพแยก และตั้งสมมติฐานให้ โตเร็วกว่าค่าใช้จ่ายทั่วไป
 
3) ผ่อนรถจบ = เงินเก็บเพิ่ม (จริง)
เมื่อภาระผ่อนรถไหลลงสู่ 0% (ตั้งแต่ 2023) เห็นภาพเงินไหลกลับชัดเจน เงินออมอื่นๆ ไต่จาก 15% → 43% ใน 7 ปี
นี่ยืนยันว่า การลด Fixed Cost อย่างมีวินัย มีพลังต่อเงินออมสุทธิ มากกว่าการพยายามบีบค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ
 
4) ค่าเลี้ยงดูครอบครัว: สัดส่วนลด แต่ความรับผิดชอบไม่ลด
สัดส่วนจาก 9% → 6% สะท้อนว่ารายได้โตเร็วกว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ไม่ได้แปลว่าภาระลดลง—เพียงแต่ ฐานรายได้ใหญ่ขึ้น
ในระยะยาว เมื่อคุณแม่อายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายเฉพาะทางอาจกลับมาเพิ่ม จึงควร กันสำรองดูแลผู้สูงอายุ ไว้ในแผนด้วย
 
สิ่งที่ได้เรียนรู้
1.  ถ้าไม่จด ก็วางแผนไม่ได้ — ตัวเลขจริงช่วยตัดสินใจได้ดีว่าควรลด–เพิ่มตรงไหน
2.  รายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม แต่การรักษาสัดส่วนค่าใช้จ่ายให้คงที่ คือวินัยที่ป้องกัน Lifestyle Inflation
3.  สุขภาพแพงขึ้นทุกปี ทั้งค่าตรวจ ค่ายา และเบี้ยประกัน → ต้องกันงบเฉพาะ
4.  ภาษีคือค่าใช้จ่ายที่น่ากลัวที่สุด เพราะต้องจ่าย และโตตามฐานรายได้
5.  แผนเกษียณต้องมีสุขภาพ เป็นคีย์เวิร์ด พร้อมค่าใช้จ่ายส่วนตัวหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ค่าอยู่ค่ากิน แต่รวมกันเกินครึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนตัวปัจจุบัน
 
กลยุทธ์ที่ทำได้
ภาษี
·       สำหรับตัวเอง ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว เพราะใช้เต็มเพดานลดหย่อนแล้ว (ยกเว้นพวกนโยบายซื้อกองทุนที่ออกมาใหม่ แต่ลงทุนหุ้นในประเทศแอบไม่น่าสนใจช่วงหลังๆ) และจะได้รับผลกระทบทันที ถ้ารัฐเปลี่ยนนโยบายเพื่อรีดภาษีเพิ่ม
·       สำหรับคนอื่น วางเพดานเงินออมลดหย่อน รายปีแบบล่วงหน้า แล้วเฉลี่ยลงทุนเป็นรายเดือน/ไตรมาส เพื่อลดการตัดสินใจปลายปี และ แยกออมเพื่อเป้าหมาย ออกจากออมเพื่อลดหย่อน เพื่อลดกับดักลงทุนเพียงเพราะภาษี

สุขภาพ
·       ตั้ง Health Fund แยกจากกองฉุกเฉิน (Emergency Fund)
·       ทบทวน แผนประกันสุขภาพ/โรคร้ายแรง ให้สอดคล้องกับอายุและข้อยกเว้น
·       ทำ Preventive Checklist รายปี (วัคซีน/ตรวจเฉพาะทาง) เพื่อคุมค่าใช้จ่ายรักษาที่ไม่คาดคิด

ค่าใช้จ่ายผันผวน
·       ตั้งงบ Travel & Fun & Gadget รายปี ใช้ระบบบัญชีแยก
·       ซ่อมบ้าน/รถ: วาง Maintenance Calendar ล่วงหน้า เพื่อลดค่าเสียหายฉับพลัน ตั้งงบแยกบัญชีไว้

ออมและลงทุน
·       สำหรับคนอื่น หลังผ่อนรถจบ ให้นำค่างวดเดิม เปลี่ยนเป็นเงินออมอัตโนมัติ
·       กำหนดสัดส่วนออมรวม (รวมลดหย่อน+ไม่ลดหย่อน) ที่ไม่ต่ำกว่า X% ของรายได้ และทบทวนทุกสิ้นปี

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่