การเปิดตัว Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เกิดจากความต้องการเพิ่มจำนวนสาขาของโลตัส แต่เกิดจากความจำเป็นในการ “ปรับโมเดล” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคค่าครองชีพสูง เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เดินเข้าร้านซื้อสินค้าเพราะแบรนด์อย่างเดียว แต่เดินเข้าร้านเพราะรู้สึกว่าร้านนี้ช่วยประหยัดเงินจริง
📌 ซีพี แอ็กซ์ตร้า เสาหลักค้าปลีกของกลุ่มซีพี
“Lotus’s SAVE+” อยู่ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของอาณาจักรค้าปลีกกลุ่มซีพีโดยซีพี แอ็กซ์ตร้ามีธุรกิจหลัก 2 รูปแบบ คือ
1️⃣ ธุรกิจค้าส่ง ผ่านแม็คโคร (ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส)
2️⃣ ธุรกิจค้าปลีก ผ่านโลตัสในไทยและมาเลเซีย
ผลประกอบการล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2568 ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีรายได้รวมมากกว่า 121,000 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมทั้งกลุ่มซีพี ออลล์ มีรายได้ไตรมาสเดียวมากกว่า 250,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,597 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17.6%
หากมองในช่วง 9 เดือน กลุ่มซีพี มีรายได้รวมกว่า 759,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 20,900 ล้านบาท โดยรายได้ถูกแบ่งออกเป็น ซีพี แอ็กซ์ตร้า 47%, ซีพี ออลล์ (7-Eleven) 47% และ ธุรกิจอื่นๆ 6%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทซีพี และการเคลื่อนไหวของโลตัสในครั้งนี้ ย่อมเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในสมรภูมิค้าปลีก-ค้าส่งเมืองไทยที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด
📌 ค้าส่ง vs ค้าปลีก โลตัสยังโต แต่ต้องโตให้ถูกจังหวะ
เมื่อแยกดูเฉพาะซีพี แอ็กซ์ตร้า ในไตรมาส 3 รายได้จากค้าส่ง อยู่ที่ราว 68,900 ล้านบาท เติบโต 3.3% ขณะที่รายได้จากค้าปลีก (โลตัส ไทย + มาเลเซีย) อยู่ที่ราว 52,900 ล้านบาท เติบโต 1.7%
ในช่วง 9 เดือน รายได้จากการขายสินค้ารวมกว่า 370,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค้าส่งมีรายได้กว่า 207,000 ล้านบาท ส่วนค้าปลีกมีรายได้กว่า 162,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่ง คือ ค้าปลีกยังโต แต่โตช้ากว่าค้าส่ง และต้องการโมเดลใหม่มาช่วยกระตุ้น ดังนั้น Lotus’s SAVE+ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง
📌 เครือข่ายสาขาโลตัส ใหญ่พอจะทดลอง
ปี 2567 โลตัสมีสาขาในประเทศไทยทั้งหมด 2,483 สาขา ครอบคลุม 76 จังหวัด และในช่วง 9 เดือนของปี 2568 จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 2,509 สาขา โครงสร้างสาขาประกอบด้วย
✅ไฮเปอร์มาร์เก็ต 227 สาขา (ขนาด 2,000–7,000 ตร.ม.)
✅ซูเปอร์มาร์เก็ต Go Fresh 178 สาขา (ขนาด 500–1,500 ตร.ม.)
✅Lotus’s go fresh / โกเฟรช มากกว่า 2,000 สาขา (ขนาด 150–400 ตร.ม.)
ความได้เปรียบสำคัญของโลตัส คือ การมีสาขาจำนวนมาก ทำให้สามารถทดลองโมเดลใหม่อย่าง SAVE+ ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ถ้า SAVE+ สำเร็จ ก็สามารถปรับโฉมสาขา go fresh ที่ทำยอดต่ำ เป็น SAVE+ ได้ทันที นี่คือสปีดที่คู่แข่งทำได้ยาก
📌 SAVE+ กับบทบาทใหม่ในอาณาจักรค้าปลีก
เมื่อมองในภาพรวมร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ยังครองเกมในด้านความสะดวกสบาย เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
📍Lotus’s Hypermarket ครองเกมด้านการซื้อล็อตใหญ่ๆ
📍Lotus’s go fresh เน้นขายอาหารสดใกล้บ้าน
ขณะที่ Lotus’s SAVE+ ถูกวางตำแหน่งให้เป็นร้านของใช้จำเป็นราคาถูกใกล้บ้าน สำหรับผู้บริโภคที่อยากซื้อสินค้าราคาสบายกระเป๋าใกล้บ้าน SAVE+ ไม่ได้มาแย่งลูกค้ากันเอง แต่เข้ามาปิดช่องว่างด้านราคา ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดครอบครองอย่างชัดเจน
📌Insight สำคัญ คนไทยติดนิสัย ‘เปรียบเทียบราคา’
หนึ่งใน Insight ที่ Lotus’s SAVE+ หยิบมาใช้เป็นแกนหลัก คือพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคาของผู้บริโภคชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ชิ้นเล็กหรือสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจำนวนมากจะเช็กราคา เปรียบเทียบ และตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้น SAVE+ จึงพยายามตัดขั้นตอนนี้ทิ้งไป ด้วยการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ต้องเปรียบเทียบราคา เพราะสินค้าถูกทุกวัน นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าปลีก จากที่ให้เลือกมาเป็นที่ให้มั่นใจว่ามาซื้อแล้วไม่พลาดที่จะได้ของถูก
📌ตัดขิงสด ลด SKU เพื่อเพิ่มสปีดและลดต้นทุน
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Lotus’s SAVE+ กับ Lotus’s go fresh คือ การไม่ขายอาหารสด ซึ่งในเชิงกลยุทธ์นี่คือการลดความซับซ้อนของซัพพลายเชนอย่างชัดเจน เพราะอาหารสดคือสินค้าที่บริหารจัดการยาก ต้นทุนสต๊อกสูง และสูญเสียง่าย การตัดอาหารสดออกทำให้ร้านสามารถหมุนสินค้าได้เร็วขึ้นทันที
ขณะเดียวกัน SAVE+ ยังลดจำนวนสินค้า SKU จากราว 4,500 รายการ เหลือประมาณ 2,500 รายการ เน้นขยายเฉพาะสินค้า Key Item ที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันและหมุนเวียนได้เร็ว รวมถึงสินค้า Own Brand ของโลตัสเป็นหลัก ช่วยให้ร้านใช้พื้นที่ไม่มาก ใช้พนักงานเพียง 4 คน แต่ยังตอบโจทย์การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันได้ในแต่ละวัน
📌 เข้า Lotus’s SAVE+ เจอสินค้าอะไรบ้าง
แม้ Lotus’s SAVE+ จะถูกออกแบบให้เป็นร้านค้าปลีกไซซ์เล็ก แต่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดไม่ใช่ขนาดร้าน แต่เป็นการเลือกสินค้ามาขาย เพราะทุกตารางเมตรในร้าน ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับโจทย์เดียวคือ ขายของจำเป็นให้ถูกที่สุด
1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Dry Grocery) แกนหลักของร้าน
2. สินค้า Own Brand / House Brand ของโลตัส
3. กลุ่มสินค้าในครัวเรือนและของใช้ประจำวัน
4. อาหารแช่แข็ง (Frozen Food)
5. โซนสัตว์เลี้ยง (Pet Zone)
[ ลักษณะเด่นของ Lotus's SAVE+ ]
📌Own Brand อาวุธลับในยุคกำลังซื้ออ่อนแรง
การผลักดัน House Brand หรือ Private Brand ของโลตัส เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลร้านค้าปลีก SAVE+ เพราะสินค้ากลุ่มนี้สามารถควบคุมต้นทุนได้เอง และตั้งราคาต่ำกว่าแบรนด์ดังในตลาดได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มโลตัส แพ็ก 3 ราคา 23 บาท หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ตั้งราคาให้รู้สึกว่าควรหยิบใส่ตะกร้า เพราะในยุคนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถามว่ายี่ห้อนี้ดังหรือไม่ แต่ถามว่าสินค้าที่จำเป็นชิ้นนี้ถูกกว่าที่อื่นหรือเปล่า
📌สีของร้าน สะท้อนภาพลักษณ์สินค้าลดราคา
จุดเด่นของ SAVE+ คือ เรื่องภาพลักษณ์ การเลือกใช้โทนสีแดงและเหลือง แตกต่างจากสีเขียวของ Lotus’s go fresh อย่างชัดเจน สีเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะความสวยงาม แต่เพราะต้องการสื่อสารในเรื่องการ “ลดราคาแรงๆ” และ “ความคุ้มค่า” ได้ทันทีตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน นี่คือร้านที่ไม่ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจมาก แค่เห็นก็รู้ว่ามาขายสินค้าราคาถูก
📌กลิ่นอายร้าน Hard Discounter แบบ Aldi – CJ
เมื่อมองในเชิงโมเดล ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเปรียบ Lotus’s SAVE+ กับร้าน Hard Discounter อย่าง Aldi ในประเทศเยอรมนี ทั้งในแง่การลด SKU การเน้น Private Label และการบริหารร้านแบบ Lean
แม้ร้าน SAVE+ จะยังไม่สุดโต่งเท่า Aldi แต่ถือเป็นการนำแนวคิด Hard Discounter มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าคู่แข่งร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ ในตลาดเมืองไทยจะมีการขายสินค้าแบบยกแพ็คไปบ้างแล้ว
ล่าสุด 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อในเครือเดียวกัน เปิดโซนขายสินค้าใหม่ ALL GROCER’S (คู่บ้าน คู่ครัว) ไปแล้วหลายสาขา ขายสินค้าอุปโภค-บริโภคในบ้านและในครัว ตั้งแต่ไม้ถูพื้น อาหารสัตว์ หม้อ ฟองน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดตัว ขนม กระดาษทิชชู ข้าวสาร อาหารแห้ง กาแฟ วัตถุดิบทำขนม เครื่องปรุงอาหาร ไข่ไก่ น้ำอัดลม และอื่นๆ อีกมากมาย
สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายบนชั้นวาง จะขายแบบยกแพ็ค เป็นลัง ชิ้นใหญ่ หรือ ซื้อ 1 แถม 1
เรียกได้ว่า 7-Eleven อำนวยความสะดวกลูกค้าแบบ One Stop Service คือ แวะร้านเดียว ซื้อได้ครบทั้งของกิน ของใช้ การขยายโซน ALL GROCER’S คู่บ้าน คู่ครัว ถือเป็นโมเดลรูปแบบใหม่ของ 7-Eleven ที่กำลังทดลองในบางสาขา ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วราวๆ เกือบ 30-40 สาขา หรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แหล่งชุมชนที่พักอาศัย
สาขา 7-Eleven ที่มี ALL GROCER’S จะเป็น Format คล้ายกับ Supermarket มากกว่าจะเป็น Convenience Store มีชั้นวางสินค้าสูงกว่าสาขา 7-Eleven ปกติทั่วไป สินค้าส่วนใหญ่ขายเป็นลัง หรือยกแพ็ค เหมือนร้าน CJ Supermarket หรือ CJ More
โดยร้านสะดวกซื้อ CJ มีจำนวนสาขาทั้งหมด 1,560 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่ 7-Eleven มีสาขามากถึง 15,453 สาขา ถือว่าห่างกันค่อนข้างมาก แต่กลยุทธ์ขยายสาขาของ CJ เปรียบเสมือนเป็นเงาของ 7-Eleven ไปไหนไปด้วยกัน
👉 ไม่ปิดสาขา Lotus’s go fresh แต่แปลงร่าง
การเปิดร้าน Lotus’s SAVE+ สาขาแรกที่สมุทรปราการ ถือเป็นการทดลองตลาดของกลุ่มซีพี แทนที่จะปิดสาขา Lotus’s go fresh ที่ทำยอดขายไม่ดี แต่ซีพี แอ็กซ์ตร้าเลือก “ปรับโฉมโมเดล” เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ๆ หากสาขานำร่องที่พฤกษา 74 ประสบความสำเร็จ การขยายสาขา SAVE+ จะทำได้รวดเร็ว เพราะสามารถใช้โครงสร้างร้าน go fresh เดิมได้ทันที
👉 ร้านเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ
Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เป็นแค่ร้านโมเดลใหม่ของโลตัส แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และมองหาความคุ้มค่าในการจับจ่าย ร้าน SAVE+ คือคำตอบในวันที่คนไทยเผชิญกับค่าครองชีพสูง
[ ความแตกต่าง Lotus’s Save+ และ Lotus’s go ]
📌SAVE+ คือร้านซื้อครั้งเดียว ใช้ได้นาน
Lotus’s SAVE+ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อแบบซื้อเยอะๆ ยิ่งคุ้ม อารมณ์ใกล้เคียงกับการไปห้างค้าส่ง แต่ย่อขนาดมาให้อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ลูกค้าที่เข้ามาใน SAVE+ ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจซื้อแค่ชิ้นสองชิ้น แต่เข้ามาเพื่อ “กักตุน” ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค หรืออาหารแห้งที่ใช้ประจำ
รูปแบบสินค้าจึงเน้นไปที่แพ็กใหญ่ สินค้ายกลัง ไซส์จัมโบ้ เพราะเมื่อซื้อในปริมาณมาก ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยจะถูกลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดขายหลักของโมเดลนี้ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักจึงมักเป็นครอบครัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่อยากซื้อของเข้าบ้านครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาวตลอดทั้งเดือน
📌go fresh คือ ร้านซื้อวันนี้ กินวันนี้ พรุ่งนี้
ขณะที่ Lotus’s go fresh ถูกวางบทบาทต่างออกไปอย่างชัดเจน นี่คือมินิซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ความ “สะดวก” และ “สดใหม่” เหมือนร้านสะดวกซื้อทั่วไป ลูกค้าที่เดินเข้า go fresh ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจกักตุนของ
แต่เข้ามาเพราะเย็นนี้หรือพรุ่งนี้เช้าจะทำกับข้าวอะไรกินดี หรือ สินค้าหมดนิดหน่อย แวะซื้อร้านใกล้บ้านดีกว่า รูปแบบสินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นแบบชิ้นเดี่ยว แพ็กเล็ก ปริมาณพอดีใช้ต่อวัน โดยจุดเด่นของร้าน go fresh คือ สินค้าอาหารสด ทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ทำเลของร้านมักตั้งอยู่หน้าหมู่บ้าน ตึกแถว หรือย่านชุมชน เพื่อให้ลูกค้าแวะซื้อได้ง่ายสะดวก
[ สรุป ]
SAVE+ คือ ร้านสำหรับซื้อของเข้าบ้านชิ้นใหญ่ ส่วน go fresh คือร้านสำหรับซื้อสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณกำลังจะซื้อของไว้ใช้ทั้งเดือน น้ำยาซักผ้า ทิชชู่ อาหารแห้ง หรือของใช้ในบ้านแบบยกลัง ไป SAVE+ จะคุ้มกว่าในด้านราคาอย่างชัดเจน
แต่ถ้าเย็นนี้ขาดไข่ไก่ 4-5 ฟอง ผักอีกหนึ่งกำ หรืออยากได้ของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ การแวะ go fresh ใกล้บ้าน จะตอบโจทย์ทั้งความเร็วและความสะดวกมากกว่า และนี่คือเหตุผลว่าทำไม โลตัสถึงต้องมีทั้ง SAVE+ และ go fresh อยู่ในอาณาจักรเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อแย่งลูกค้ากันเอง แต่เพื่อรองรับการช้อปหรือจับจ่ายที่ต่างกันในแต่ละวันของผู้บริโภค
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr :
https://www.facebook.com/share/p/18Dy2hnY94/
ซีพี พลิกเกมค้าปลีก เปิด "โลตัส เซฟพลัส" โมเดลใหม่ ราคาถูกบุกชุมชน
📌 ซีพี แอ็กซ์ตร้า เสาหลักค้าปลีกของกลุ่มซีพี
“Lotus’s SAVE+” อยู่ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของอาณาจักรค้าปลีกกลุ่มซีพีโดยซีพี แอ็กซ์ตร้ามีธุรกิจหลัก 2 รูปแบบ คือ
1️⃣ ธุรกิจค้าส่ง ผ่านแม็คโคร (ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส)
2️⃣ ธุรกิจค้าปลีก ผ่านโลตัสในไทยและมาเลเซีย
ผลประกอบการล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2568 ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีรายได้รวมมากกว่า 121,000 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมทั้งกลุ่มซีพี ออลล์ มีรายได้ไตรมาสเดียวมากกว่า 250,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,597 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17.6%
หากมองในช่วง 9 เดือน กลุ่มซีพี มีรายได้รวมกว่า 759,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 20,900 ล้านบาท โดยรายได้ถูกแบ่งออกเป็น ซีพี แอ็กซ์ตร้า 47%, ซีพี ออลล์ (7-Eleven) 47% และ ธุรกิจอื่นๆ 6%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทซีพี และการเคลื่อนไหวของโลตัสในครั้งนี้ ย่อมเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในสมรภูมิค้าปลีก-ค้าส่งเมืองไทยที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด
📌 ค้าส่ง vs ค้าปลีก โลตัสยังโต แต่ต้องโตให้ถูกจังหวะ
เมื่อแยกดูเฉพาะซีพี แอ็กซ์ตร้า ในไตรมาส 3 รายได้จากค้าส่ง อยู่ที่ราว 68,900 ล้านบาท เติบโต 3.3% ขณะที่รายได้จากค้าปลีก (โลตัส ไทย + มาเลเซีย) อยู่ที่ราว 52,900 ล้านบาท เติบโต 1.7%
ในช่วง 9 เดือน รายได้จากการขายสินค้ารวมกว่า 370,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค้าส่งมีรายได้กว่า 207,000 ล้านบาท ส่วนค้าปลีกมีรายได้กว่า 162,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่ง คือ ค้าปลีกยังโต แต่โตช้ากว่าค้าส่ง และต้องการโมเดลใหม่มาช่วยกระตุ้น ดังนั้น Lotus’s SAVE+ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง
📌 เครือข่ายสาขาโลตัส ใหญ่พอจะทดลอง
ปี 2567 โลตัสมีสาขาในประเทศไทยทั้งหมด 2,483 สาขา ครอบคลุม 76 จังหวัด และในช่วง 9 เดือนของปี 2568 จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 2,509 สาขา โครงสร้างสาขาประกอบด้วย
✅ไฮเปอร์มาร์เก็ต 227 สาขา (ขนาด 2,000–7,000 ตร.ม.)
✅ซูเปอร์มาร์เก็ต Go Fresh 178 สาขา (ขนาด 500–1,500 ตร.ม.)
✅Lotus’s go fresh / โกเฟรช มากกว่า 2,000 สาขา (ขนาด 150–400 ตร.ม.)
ความได้เปรียบสำคัญของโลตัส คือ การมีสาขาจำนวนมาก ทำให้สามารถทดลองโมเดลใหม่อย่าง SAVE+ ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ถ้า SAVE+ สำเร็จ ก็สามารถปรับโฉมสาขา go fresh ที่ทำยอดต่ำ เป็น SAVE+ ได้ทันที นี่คือสปีดที่คู่แข่งทำได้ยาก
📌 SAVE+ กับบทบาทใหม่ในอาณาจักรค้าปลีก
เมื่อมองในภาพรวมร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ยังครองเกมในด้านความสะดวกสบาย เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
📍Lotus’s Hypermarket ครองเกมด้านการซื้อล็อตใหญ่ๆ
📍Lotus’s go fresh เน้นขายอาหารสดใกล้บ้าน
ขณะที่ Lotus’s SAVE+ ถูกวางตำแหน่งให้เป็นร้านของใช้จำเป็นราคาถูกใกล้บ้าน สำหรับผู้บริโภคที่อยากซื้อสินค้าราคาสบายกระเป๋าใกล้บ้าน SAVE+ ไม่ได้มาแย่งลูกค้ากันเอง แต่เข้ามาปิดช่องว่างด้านราคา ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดครอบครองอย่างชัดเจน
📌Insight สำคัญ คนไทยติดนิสัย ‘เปรียบเทียบราคา’
หนึ่งใน Insight ที่ Lotus’s SAVE+ หยิบมาใช้เป็นแกนหลัก คือพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคาของผู้บริโภคชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ชิ้นเล็กหรือสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจำนวนมากจะเช็กราคา เปรียบเทียบ และตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้น SAVE+ จึงพยายามตัดขั้นตอนนี้ทิ้งไป ด้วยการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ต้องเปรียบเทียบราคา เพราะสินค้าถูกทุกวัน นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าปลีก จากที่ให้เลือกมาเป็นที่ให้มั่นใจว่ามาซื้อแล้วไม่พลาดที่จะได้ของถูก
📌ตัดขิงสด ลด SKU เพื่อเพิ่มสปีดและลดต้นทุน
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Lotus’s SAVE+ กับ Lotus’s go fresh คือ การไม่ขายอาหารสด ซึ่งในเชิงกลยุทธ์นี่คือการลดความซับซ้อนของซัพพลายเชนอย่างชัดเจน เพราะอาหารสดคือสินค้าที่บริหารจัดการยาก ต้นทุนสต๊อกสูง และสูญเสียง่าย การตัดอาหารสดออกทำให้ร้านสามารถหมุนสินค้าได้เร็วขึ้นทันที
ขณะเดียวกัน SAVE+ ยังลดจำนวนสินค้า SKU จากราว 4,500 รายการ เหลือประมาณ 2,500 รายการ เน้นขยายเฉพาะสินค้า Key Item ที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันและหมุนเวียนได้เร็ว รวมถึงสินค้า Own Brand ของโลตัสเป็นหลัก ช่วยให้ร้านใช้พื้นที่ไม่มาก ใช้พนักงานเพียง 4 คน แต่ยังตอบโจทย์การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันได้ในแต่ละวัน
📌 เข้า Lotus’s SAVE+ เจอสินค้าอะไรบ้าง
แม้ Lotus’s SAVE+ จะถูกออกแบบให้เป็นร้านค้าปลีกไซซ์เล็ก แต่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดไม่ใช่ขนาดร้าน แต่เป็นการเลือกสินค้ามาขาย เพราะทุกตารางเมตรในร้าน ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับโจทย์เดียวคือ ขายของจำเป็นให้ถูกที่สุด
1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Dry Grocery) แกนหลักของร้าน
2. สินค้า Own Brand / House Brand ของโลตัส
3. กลุ่มสินค้าในครัวเรือนและของใช้ประจำวัน
4. อาหารแช่แข็ง (Frozen Food)
5. โซนสัตว์เลี้ยง (Pet Zone)
[ ลักษณะเด่นของ Lotus's SAVE+ ]
📌Own Brand อาวุธลับในยุคกำลังซื้ออ่อนแรง
การผลักดัน House Brand หรือ Private Brand ของโลตัส เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลร้านค้าปลีก SAVE+ เพราะสินค้ากลุ่มนี้สามารถควบคุมต้นทุนได้เอง และตั้งราคาต่ำกว่าแบรนด์ดังในตลาดได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มโลตัส แพ็ก 3 ราคา 23 บาท หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ตั้งราคาให้รู้สึกว่าควรหยิบใส่ตะกร้า เพราะในยุคนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถามว่ายี่ห้อนี้ดังหรือไม่ แต่ถามว่าสินค้าที่จำเป็นชิ้นนี้ถูกกว่าที่อื่นหรือเปล่า
📌สีของร้าน สะท้อนภาพลักษณ์สินค้าลดราคา
จุดเด่นของ SAVE+ คือ เรื่องภาพลักษณ์ การเลือกใช้โทนสีแดงและเหลือง แตกต่างจากสีเขียวของ Lotus’s go fresh อย่างชัดเจน สีเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะความสวยงาม แต่เพราะต้องการสื่อสารในเรื่องการ “ลดราคาแรงๆ” และ “ความคุ้มค่า” ได้ทันทีตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน นี่คือร้านที่ไม่ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจมาก แค่เห็นก็รู้ว่ามาขายสินค้าราคาถูก
📌กลิ่นอายร้าน Hard Discounter แบบ Aldi – CJ
เมื่อมองในเชิงโมเดล ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเปรียบ Lotus’s SAVE+ กับร้าน Hard Discounter อย่าง Aldi ในประเทศเยอรมนี ทั้งในแง่การลด SKU การเน้น Private Label และการบริหารร้านแบบ Lean
แม้ร้าน SAVE+ จะยังไม่สุดโต่งเท่า Aldi แต่ถือเป็นการนำแนวคิด Hard Discounter มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าคู่แข่งร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ ในตลาดเมืองไทยจะมีการขายสินค้าแบบยกแพ็คไปบ้างแล้ว
ล่าสุด 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อในเครือเดียวกัน เปิดโซนขายสินค้าใหม่ ALL GROCER’S (คู่บ้าน คู่ครัว) ไปแล้วหลายสาขา ขายสินค้าอุปโภค-บริโภคในบ้านและในครัว ตั้งแต่ไม้ถูพื้น อาหารสัตว์ หม้อ ฟองน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดตัว ขนม กระดาษทิชชู ข้าวสาร อาหารแห้ง กาแฟ วัตถุดิบทำขนม เครื่องปรุงอาหาร ไข่ไก่ น้ำอัดลม และอื่นๆ อีกมากมาย
สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายบนชั้นวาง จะขายแบบยกแพ็ค เป็นลัง ชิ้นใหญ่ หรือ ซื้อ 1 แถม 1
เรียกได้ว่า 7-Eleven อำนวยความสะดวกลูกค้าแบบ One Stop Service คือ แวะร้านเดียว ซื้อได้ครบทั้งของกิน ของใช้ การขยายโซน ALL GROCER’S คู่บ้าน คู่ครัว ถือเป็นโมเดลรูปแบบใหม่ของ 7-Eleven ที่กำลังทดลองในบางสาขา ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วราวๆ เกือบ 30-40 สาขา หรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แหล่งชุมชนที่พักอาศัย
สาขา 7-Eleven ที่มี ALL GROCER’S จะเป็น Format คล้ายกับ Supermarket มากกว่าจะเป็น Convenience Store มีชั้นวางสินค้าสูงกว่าสาขา 7-Eleven ปกติทั่วไป สินค้าส่วนใหญ่ขายเป็นลัง หรือยกแพ็ค เหมือนร้าน CJ Supermarket หรือ CJ More
โดยร้านสะดวกซื้อ CJ มีจำนวนสาขาทั้งหมด 1,560 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่ 7-Eleven มีสาขามากถึง 15,453 สาขา ถือว่าห่างกันค่อนข้างมาก แต่กลยุทธ์ขยายสาขาของ CJ เปรียบเสมือนเป็นเงาของ 7-Eleven ไปไหนไปด้วยกัน
👉 ไม่ปิดสาขา Lotus’s go fresh แต่แปลงร่าง
การเปิดร้าน Lotus’s SAVE+ สาขาแรกที่สมุทรปราการ ถือเป็นการทดลองตลาดของกลุ่มซีพี แทนที่จะปิดสาขา Lotus’s go fresh ที่ทำยอดขายไม่ดี แต่ซีพี แอ็กซ์ตร้าเลือก “ปรับโฉมโมเดล” เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ๆ หากสาขานำร่องที่พฤกษา 74 ประสบความสำเร็จ การขยายสาขา SAVE+ จะทำได้รวดเร็ว เพราะสามารถใช้โครงสร้างร้าน go fresh เดิมได้ทันที
👉 ร้านเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ
Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เป็นแค่ร้านโมเดลใหม่ของโลตัส แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และมองหาความคุ้มค่าในการจับจ่าย ร้าน SAVE+ คือคำตอบในวันที่คนไทยเผชิญกับค่าครองชีพสูง
[ ความแตกต่าง Lotus’s Save+ และ Lotus’s go ]
📌SAVE+ คือร้านซื้อครั้งเดียว ใช้ได้นาน
Lotus’s SAVE+ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อแบบซื้อเยอะๆ ยิ่งคุ้ม อารมณ์ใกล้เคียงกับการไปห้างค้าส่ง แต่ย่อขนาดมาให้อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ลูกค้าที่เข้ามาใน SAVE+ ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจซื้อแค่ชิ้นสองชิ้น แต่เข้ามาเพื่อ “กักตุน” ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค หรืออาหารแห้งที่ใช้ประจำ
รูปแบบสินค้าจึงเน้นไปที่แพ็กใหญ่ สินค้ายกลัง ไซส์จัมโบ้ เพราะเมื่อซื้อในปริมาณมาก ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยจะถูกลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดขายหลักของโมเดลนี้ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักจึงมักเป็นครอบครัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่อยากซื้อของเข้าบ้านครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาวตลอดทั้งเดือน
📌go fresh คือ ร้านซื้อวันนี้ กินวันนี้ พรุ่งนี้
ขณะที่ Lotus’s go fresh ถูกวางบทบาทต่างออกไปอย่างชัดเจน นี่คือมินิซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ความ “สะดวก” และ “สดใหม่” เหมือนร้านสะดวกซื้อทั่วไป ลูกค้าที่เดินเข้า go fresh ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจกักตุนของ
แต่เข้ามาเพราะเย็นนี้หรือพรุ่งนี้เช้าจะทำกับข้าวอะไรกินดี หรือ สินค้าหมดนิดหน่อย แวะซื้อร้านใกล้บ้านดีกว่า รูปแบบสินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นแบบชิ้นเดี่ยว แพ็กเล็ก ปริมาณพอดีใช้ต่อวัน โดยจุดเด่นของร้าน go fresh คือ สินค้าอาหารสด ทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ทำเลของร้านมักตั้งอยู่หน้าหมู่บ้าน ตึกแถว หรือย่านชุมชน เพื่อให้ลูกค้าแวะซื้อได้ง่ายสะดวก
[ สรุป ]
SAVE+ คือ ร้านสำหรับซื้อของเข้าบ้านชิ้นใหญ่ ส่วน go fresh คือร้านสำหรับซื้อสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณกำลังจะซื้อของไว้ใช้ทั้งเดือน น้ำยาซักผ้า ทิชชู่ อาหารแห้ง หรือของใช้ในบ้านแบบยกลัง ไป SAVE+ จะคุ้มกว่าในด้านราคาอย่างชัดเจน
แต่ถ้าเย็นนี้ขาดไข่ไก่ 4-5 ฟอง ผักอีกหนึ่งกำ หรืออยากได้ของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ การแวะ go fresh ใกล้บ้าน จะตอบโจทย์ทั้งความเร็วและความสะดวกมากกว่า และนี่คือเหตุผลว่าทำไม โลตัสถึงต้องมีทั้ง SAVE+ และ go fresh อยู่ในอาณาจักรเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อแย่งลูกค้ากันเอง แต่เพื่อรองรับการช้อปหรือจับจ่ายที่ต่างกันในแต่ละวันของผู้บริโภค
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr : https://www.facebook.com/share/p/18Dy2hnY94/