เงินที่ถูกประทับตรา: บันทึกการปล้นเงียบที่ทำลายจักรพรรดิและอาณาจักร

ในโลกยุคโบราณ การค้าขายเป็นเรื่องยากลำบาก ทุกครั้งที่คุณจะซื้อข้าวสารหรือผ้าไหมด้วยก้อนทองคำ คุณต้องเสียเวลาชั่งน้ำหนักและตรวจสอบความบริสุทธิ์ของมัน จนกระทั่ง "รัฐ" ก้าวเข้ามาพร้อมข้อเสนอที่ดูหวังดี: "เราจะนำทองคำเหล่านี้มาหลอมเป็นเหรียญ และประทับตราใบหน้าของจักรพรรดิลงไปเพื่อรับรองน้ำหนักและคุณภาพ"
นี่คือจุดเริ่มต้นของ "เงินที่ถูกประทับตรา" มันทำให้การค้าไหลลื่น เพราะตราประทับนั้นคือ "ความเชื่อใจ"
เมื่อความฉ้อฉลเริ่มทำงาน: กลไก 1 กลายเป็น 2
ในมุมมองออสเตรียน เงินคือสินค้าชนิดหนึ่งที่มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยน แต่นักการเมืองและผู้กุมอำนาจมักมองเงินเป็น "เครื่องมือ" ในการเสกทรัพยากร
เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มถังแตกจากการทำสงครามและการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จักรพรรดิไม่ได้ขึ้นภาษีตรงๆ (เพราะประชาชนจะโกรธ) แต่ใช้วิธีที่แนบเนียนกว่านั้น คือการเรียกเก็บเหรียญทองและเงินเดิมกลับเข้าคลัง แล้วนำไปหลอมใหม่โดยผสมโลหะราคาถูกอย่างทองแดงลงไป
จากเหรียญทองบริสุทธิ์ 1 เหรียญที่ไหลเข้าคลัง รัฐผลิตเหรียญใหม่ออกมาได้ 2 เหรียญ (หรือมากกว่านั้น) โดยที่ยังมีตราประทับของจักรพรรดิหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ
ผลกระทบแคนทิลลอน (Cantillon Effect): ใครได้ประโยชน์?
เงินใหม่ที่ถูกเสกขึ้นมานี้ไม่ได้กระจายไปหาทุกคนพร้อมกัน แต่มันมี "ลำดับชั้น" ของมัน
คนกลุ่มแรกที่ได้เงิน: คือจักรพรรดิ บริวาร ขุนนาง และกองทัพ พวกเขาใช้เงินที่เพิ่งปั๊มออกมาใหม่ๆ นี้ไปซื้อสินค้าในราคาตลาดเดิมที่ยังไม่ปรับตัว
คนกลุ่มสุดท้ายที่ได้เงิน: คือประชาชนตาสีตาสาที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตเงิน กว่าเงินใหม่จะไหลไปถึงมือพวกเขา พ่อค้าแม่ค้าต่างรู้ตัวแล้วว่าเงินในระบบมันล้นและด้อยค่าลง จึงพากันขึ้นราคาสินค้า
ผลที่ตามมาคือ: คนใกล้ชิดอำนาจ "รวยขึ้น" จากการได้ใช้เงินใหม่ก่อนเพื่อน ส่วนประชาชนถูก "ปล้นอย่างเงียบเชียบ" ผ่านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นโดยที่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
จุดจบของความลวงตา: เมื่อทองคำเหลือไม่ถึง 5%
กระบวนการนี้ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเหรียญที่มีแร่ทองคำบริสุทธิ์ 95% ในสมัยจักรพรรดิออกัสตัส ลดลงเหลือไม่ถึง 5% ในเวลาต่อมา เหรียญประทับตราเหล่านั้นกลายเป็นเพียงเศษโลหะที่ไร้ค่าในสายตาของตลาด
เมื่อ "ความจริง" ปรากฏว่าตราประทับนั้นเป็นเรื่องลวงโลก:
การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ล่มสลาย เพราะไม่มีใครอยากแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีค่ากับขยะโลหะ
ผู้คนเริ่มกักตุนสินค้าและหันไปใช้ระบบบาร์เตอร์ (ของแลกของ)
เศรษฐกิจถดถอยจนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างโรมันไม่เหลือทรัพยากรมากพอจะรักษาโครงสร้างพื้นฐานหรือแม้แต่กองทัพไว้ได้
ระเบิดเวลาที่ยังเดินอยู่
บทเรียนจากโรมันสอนเราว่า "เงินที่ผลิตได้ตามใจชอบ คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลาย" ไม่ว่าจะเป็นการผสมโลหะในอดีต หรือการพิมพ์เงินดิจิทัลในปัจจุบัน (Fiat Money) ผ่านนโยบายการเงินต่างๆ หากปริมาณเงินถูกสร้างขึ้นมามากกว่ามูลค่าที่เศรษฐกิจผลิตได้จริง มันคือการเลื่อนระเบิดเวลาออกไปข้างหน้าเท่านั้น
ในทางเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน เงินที่แท้จริงต้องมีข้อจำกัดด้านปริมาณและไม่ถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ "ตราประทับ" ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้ออกตรามากกว่าผู้ใช้เงิน เมื่อนั้นประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมเสมอ
#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin
เงินที่ถูกประทับตรา: บันทึกการปล้นเงียบที่ทำลายจักรพรรดิและอาณาจักร
ในโลกยุคโบราณ การค้าขายเป็นเรื่องยากลำบาก ทุกครั้งที่คุณจะซื้อข้าวสารหรือผ้าไหมด้วยก้อนทองคำ คุณต้องเสียเวลาชั่งน้ำหนักและตรวจสอบความบริสุทธิ์ของมัน จนกระทั่ง "รัฐ" ก้าวเข้ามาพร้อมข้อเสนอที่ดูหวังดี: "เราจะนำทองคำเหล่านี้มาหลอมเป็นเหรียญ และประทับตราใบหน้าของจักรพรรดิลงไปเพื่อรับรองน้ำหนักและคุณภาพ"
นี่คือจุดเริ่มต้นของ "เงินที่ถูกประทับตรา" มันทำให้การค้าไหลลื่น เพราะตราประทับนั้นคือ "ความเชื่อใจ"
เมื่อความฉ้อฉลเริ่มทำงาน: กลไก 1 กลายเป็น 2
ในมุมมองออสเตรียน เงินคือสินค้าชนิดหนึ่งที่มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยน แต่นักการเมืองและผู้กุมอำนาจมักมองเงินเป็น "เครื่องมือ" ในการเสกทรัพยากร
เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มถังแตกจากการทำสงครามและการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จักรพรรดิไม่ได้ขึ้นภาษีตรงๆ (เพราะประชาชนจะโกรธ) แต่ใช้วิธีที่แนบเนียนกว่านั้น คือการเรียกเก็บเหรียญทองและเงินเดิมกลับเข้าคลัง แล้วนำไปหลอมใหม่โดยผสมโลหะราคาถูกอย่างทองแดงลงไป
จากเหรียญทองบริสุทธิ์ 1 เหรียญที่ไหลเข้าคลัง รัฐผลิตเหรียญใหม่ออกมาได้ 2 เหรียญ (หรือมากกว่านั้น) โดยที่ยังมีตราประทับของจักรพรรดิหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ
ผลกระทบแคนทิลลอน (Cantillon Effect): ใครได้ประโยชน์?
เงินใหม่ที่ถูกเสกขึ้นมานี้ไม่ได้กระจายไปหาทุกคนพร้อมกัน แต่มันมี "ลำดับชั้น" ของมัน
คนกลุ่มแรกที่ได้เงิน: คือจักรพรรดิ บริวาร ขุนนาง และกองทัพ พวกเขาใช้เงินที่เพิ่งปั๊มออกมาใหม่ๆ นี้ไปซื้อสินค้าในราคาตลาดเดิมที่ยังไม่ปรับตัว
คนกลุ่มสุดท้ายที่ได้เงิน: คือประชาชนตาสีตาสาที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตเงิน กว่าเงินใหม่จะไหลไปถึงมือพวกเขา พ่อค้าแม่ค้าต่างรู้ตัวแล้วว่าเงินในระบบมันล้นและด้อยค่าลง จึงพากันขึ้นราคาสินค้า
ผลที่ตามมาคือ: คนใกล้ชิดอำนาจ "รวยขึ้น" จากการได้ใช้เงินใหม่ก่อนเพื่อน ส่วนประชาชนถูก "ปล้นอย่างเงียบเชียบ" ผ่านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นโดยที่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
จุดจบของความลวงตา: เมื่อทองคำเหลือไม่ถึง 5%
กระบวนการนี้ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเหรียญที่มีแร่ทองคำบริสุทธิ์ 95% ในสมัยจักรพรรดิออกัสตัส ลดลงเหลือไม่ถึง 5% ในเวลาต่อมา เหรียญประทับตราเหล่านั้นกลายเป็นเพียงเศษโลหะที่ไร้ค่าในสายตาของตลาด
เมื่อ "ความจริง" ปรากฏว่าตราประทับนั้นเป็นเรื่องลวงโลก:
การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ล่มสลาย เพราะไม่มีใครอยากแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีค่ากับขยะโลหะ
ผู้คนเริ่มกักตุนสินค้าและหันไปใช้ระบบบาร์เตอร์ (ของแลกของ)
เศรษฐกิจถดถอยจนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างโรมันไม่เหลือทรัพยากรมากพอจะรักษาโครงสร้างพื้นฐานหรือแม้แต่กองทัพไว้ได้
ระเบิดเวลาที่ยังเดินอยู่
บทเรียนจากโรมันสอนเราว่า "เงินที่ผลิตได้ตามใจชอบ คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลาย" ไม่ว่าจะเป็นการผสมโลหะในอดีต หรือการพิมพ์เงินดิจิทัลในปัจจุบัน (Fiat Money) ผ่านนโยบายการเงินต่างๆ หากปริมาณเงินถูกสร้างขึ้นมามากกว่ามูลค่าที่เศรษฐกิจผลิตได้จริง มันคือการเลื่อนระเบิดเวลาออกไปข้างหน้าเท่านั้น
ในทางเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน เงินที่แท้จริงต้องมีข้อจำกัดด้านปริมาณและไม่ถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ "ตราประทับ" ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้ออกตรามากกว่าผู้ใช้เงิน เมื่อนั้นประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมเสมอ
#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin