Tesla ถอยจากไทย: คอร์รัปชันเชิงระบบกับต้นทุนที่คำนวณไม่ได้ของประเทศ

กระทู้สนทนา
การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Tesla ปฏิเสธการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน อาจถูกอธิบายด้วยเหตุผลทางธุรกิจได้หลายประการ ตั้งแต่สงครามราคารถ EV การปรับกลยุทธ์ระดับโลก ไปจนถึงโครงสร้างภาษีและนโยบายอุตสาหกรรม 
.
แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่างสุภาพเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือ ภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักลงทุนระดับโลก กำลังถูกจัดวางให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “เสี่ยง” มากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Tesla ไม่มาเพราะเหตุผลทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่คือ เหตุใดประเทศไทยจึงไม่ถูก “เลือก” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน 
.
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การขาดสิทธิประโยชน์ทางการเงิน แต่อยู่ที่ “ต้นทุนที่คำนวณไม่ได้” ซึ่งแฝงอยู่ในโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐไทยมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “คอร์รัปชันเชิงระบบ” ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณความเสี่ยง” (Risk Multiplier) ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้ต่ำลง 

โลกของการลงทุนทางเทคโนโลยีระดับสูง การ “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่แค่ประเด็นทาง “ศีลธรรม” แต่คือประเด็นด้านความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง สิ่งที่นักลงทุนกลัว ไม่ใช่กฎระเบียบที่เข้มงวด แต่คือระบบที่คาดการณ์ไม่ได้ ระบบที่มี “ดุลพินิจล้นเกิน” ของเจ้าหน้าที่ เปิดช่องให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกัน 
.
เมื่อความโปร่งใสหายไป แผนธุรกิจระยะยาวที่ต้องการความต่อเนื่องของนโยบาย 10-20 ปี ก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  เพราะนักลงทุนต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่นโยบายอาจเปลี่ยนไปตามกลุ่มที่เข้าสู่อำนาจ และจำนวนเงิน “ใต้โต๊ะ” ที่ต้องจ่ายอีกครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเปลี่ยนผู้ปกครองคนใหม่
.
คอร์รัปชันในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูป “ซองใต้โต๊ะ” หากแต่อยู่ในโครงสร้างที่เปิดช่องให้กฎหมายถูกบังคับใช้แบบเลือกหน้า ใบอนุญาตหนึ่งใบอาจต้องผ่านการจ่าย “ใต้โต๊ะ” มากกว่ามาตราในตัวบทกฎหมาย ความถูกต้องจึงไม่ได้ขึ้นกับหลักเกณฑ์ หากขึ้นกับว่า “รู้จักใคร” และ “ยอมจ่ายแค่ไหน” 
.
ความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ได้อยู่ที่ระดับของการคอร์รัปชั่น หากอยู่ที่ “ต้นทุนของการทุจริต” หลายประเทศอาจยังมีคอร์รัปชันอยู่เหมือนไทย แต่คอร์รัปชันนั้นมีต้นทุนสูง เสี่ยง และ มีโอกาสนำไปสู่การถูกลงโทษจริง 
.
ในขณะที่ประเทศไทยการคอร์รัปชันเป็นเรื่องของความ “คุ้มค่า” และ “ปลอดภัย” สำหรับผู้มีอำนาจ การจัดซื้อจัดจ้างที่กำหนดผู้ชนะได้ล่วงหน้า การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับประชาชนตัวเล็ก แต่ตัวสั่นงันงกกับผู้มีอำนาจ และองค์กรตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามบ่อยอย่างน่าเบื่อ ว่าทำหน้าที่เพื่อใคร ล้วนทำให้การทุจริตไม่ใช่ความเสี่ยง หากแต่กลายเป็นหลักประกันของผู้เล่นบางกลุ่ม
.
ระบบเช่นนี้จะคัดกรองนักลงทุนที่เน้นความโปร่งใสและนวัตกรรมออกไปอย่างเงียบงัน และดึงดูดเพียงกลุ่มทุนทั้งเทา ทั้งดำ ที่คุ้นเคยกับการใช้สายสัมพันธ์และการต่อรองหลังม่าน ส่งผลให้ประเทศไทยติดกับดักการพัฒนาที่เน้นการสมประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มทุน มากกว่าการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เท่าเทียมและยั่งยืน 
.
การถอยของ Tesla จึงเป็นมากกว่าความน่าอับอายเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสีย “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ในระยะยาว เมื่อชื่อของประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านการทุจริตระดับสูงและคาดเดาอนาคตไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหาร ก็ต้องเริ่มต้นจากจุดที่ความเชื่อมั่น “ต่ำ” ลงเรื่อย ๆ
.
ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การระดมจัดงานโรดโชว์ สร้างวาทกรรม ยืนแถวกระโดดตัวลอย พร้อมไขว้มือเป็นสัญลักษณ์ต้านคอร์รัปชัน หรือการหยิบยื่นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อดึงดูดใจ แต่คือการปฏิรูปที่ต้นตอ ด้วยการสร้างระบบบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและสม่ำเสมอ 
.
คำถามสำคัญคือ จะทำลายเครือข่ายผลประโยชน์ที่กัดกินความน่าเชื่อมั่นของประเทศลงได้อย่างไร เพื่อให้การทำงานหนักของทุกภาคส่วนนำไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนระดับโลกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายเช่นทุกวันนี้
.
บทความโดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
.
ที่มา : thansettakij
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่