เปิด15ทำเลอันตราย นักลงทุน-คนซื้อบ้าน-คอนโดไม่ควรมองข้าม

กระทู้ข่าว
KEY POINTS
ศูนย์ข้อมูลวิจัยฯ เปิดเผย 15 ทำเลอสังหาริมทรัพย์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับนักลงทุนและผู้ซื้อ เนื่องจากมีหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาดจำนวนมาก

ทำเลส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชานเมือง เช่น รังสิต คลอง 1-7, บางนา-ตราด กม.10-30, บางบัวทอง และศรีนครินทร์-เทพารักษ์

สินค้าที่ล้นตลาดมากที่สุดคือทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายต่อเดือนต่ำมาก

สาเหตุหลักเกิดจากการเร่งพัฒนาโครงการมากเกินไปจนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด และการตั้งราคาไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อในพื้นที่
 

ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อหายไปจากตลาด พบว่า มีทำเลที่น่าห่วงเพราะมีหน่วยขายเหลือมากเป็นพิเศษ ทำเลเหล่านี้ไม่พึงไปเปิดโครงการใหม่ๆ เพราะอาจทำให้ประสบความล้มเหลวในการพัฒนาโครงการและอาจซ้ำเติมกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ 

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งได้สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องที่สุดตั้งแต่ปี 2537 และมีฐานข้อมูลการขายและการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยกล่าวว่า ในขณะนี้มีทำเลที่น่าห่วงใยบางแห่งที่ควรระวัง โดยแยกให้เป็นเป็นทำเล ประเภทและระดับราคาที่ต้องจับตามอง ดังนี้

 ลำดับที่ 1D6 ทำเล  นวมินทร์ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ห้องชุด เสนอขายในราคาหน่วยละ เกือบ 1 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  3,751   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   2,050   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   1,701   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   1,659   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  0.4% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  สาเหตุที่เหลือขายก็คือเป็นสินค้าห้องชุดที่มีที่จอดรถจำกัด ไม่เพียงพอกับการใช้สอย

  ลำดับที่ 2 A4ทำเล  รังสิต คลอง 1-7 สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  8,069   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   4,872   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   3,197   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   7,834   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการพัฒนาสินค้ากลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ จึงเกิดภาวะล้นตลาดเป็นอันมาก

ทำเลน่าห่วง
ลำดับที่ 3 A4ทำเล รังสิต คลอง 1-7 สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 1-2 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  6,461   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   4,088   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,373   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   4,143   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  แม้สินค้าในกลุ่มนี้จะมีราคาค่อนข้างถูก แต่โดยที่ตั้งอยู่ไกล และเข้าออกไม่สะดวกนัก จึงทำให้ขายได้ยาก ขายได้ช้าเป็นพิเศษ

 ลำดับที่ 4 A4ทำเล รังสิต คลอง 1-7 สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  4,126   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   2,093   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,033   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   14,064   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.2% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  กลุ่มนี้ขายได้ช้าก็เพราะสินค้าราคาแพงเป็นพิเศษสำหรับทำเลชานเมืองนี้ ประชากรในพื้นที่นี้เป็นพนักงานโรงงาน ยังไม่สามารถซื้อบ้านในระดับราคานี้ได้

 ลำดับที่ 5 A6ทำเล  ลำลูกกา สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  6,381   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   4,370   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,011   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   5,192   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.3% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  ทำเลนี้มีมูลค่าการเหลือขายค่อนข้างสูง ทั้งนี้สินค้าประเภทนี้ ในทำเลที่ค่อนข้างไกลนี้ จึงขายได้ยากมาก

ลำดับที่ 6 H5ทำเล  ศรีนครินทร์-เทพารักษ์ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  5,804   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   3,376   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,428   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   6,126   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  สาเหตุที่ล้นตลาดในขณะนี้ก็เพราะการแห่งกันพัฒนาอย่างขนานใหญ่ ทำให้เกิดภาวะที่ดูดซับไม่ทัน

ลำดับที่ 7 H6ทำเล ปากน้ำ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ห้องชุด เสนอขายในราคาหน่วยละ 1-2 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  6,563   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   3,117   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   3,446   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   4,584   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  0.6% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  อันที่จริงสินค้าในกลุ่มนี้น่าจะเป็นที่ต้องการมาก แต่โดยที่หลายโครงการผลิตออกมามาก จึงเกิดภาวะล้นตลาด

ลำดับที่ 8 H8ทำเล  บางนา-ตราด กม.10-30 สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  5,908   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   3,025   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,883   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   20,917   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.1% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  กลุ่มนี้ขายได้ช้าก็เพราะสินค้าราคาแพงเป็นพิเศษสำหรับทำเลชานเมืองนี้ ประชากรในพื้นที่นี้เป็นพนักงานโรงงาน ยังไม่สามารถซื้อบ้านในระดับราคานี้ได้

ลำดับที่ 9 H8ทำเล บางนา-ตราด กม.10-30 สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  10,727   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   6,668   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   4,059   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   10,141   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.2% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  เช่นเดียวกับหลายทำเลที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างบูม แต่โดยที่เร่งผลิตกันมาก จึงเกิดภาวะล้นตลาดในที่สุด

ลำดับที่ 10 J2ทำเล  ประชาอุทิศ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  7,563   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   4,136   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   3,427   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   8,516   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  ก่อนหน้านี้ค่อนข้างบูม  มีโครงการเปิดตัวมาก และขายดี แต่แต่โดยที่เร่งผลิตกันมาก จึงเกิดภาวะล้นตลาดในที่สุด

ลำดับที่ 11 K2ทำเล  เอกชัย-บางบอน สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  4,352   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   2,068   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,284   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   5,833   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.1% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  ทาวน์เฮาส์ในพื้นที่นี้เร่งระดมผลิตออกมามากเป็นพิเศษ จึงเกินความต้องการไปเป็นอย่างมาก

ลำดับที่ 12 K3ทำเล  มหาชัย-เศรษฐกิจ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  4,294   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   2,014   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,280   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   5,709   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  0.9% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  ในทำเลที่ไกลออกไปเช่นนี้หากสามารถผลิตทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทได้ จะได้รับการต้อนรับมากกว่า

ลำดับที่ 13 N4ทำเล  บางบัวทอง สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  2,804   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   1,030   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   1,774   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   12,403   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  จะเห็นได้ว่าในทำเลที่ "ไกลปืนเที่ยง" เช่นนี้ แต่ผลิตบ้านเดี่ยวราคาปานกลางค่อนข้างสูง (5-10 ล้านบาท) จึงจับกลุ่มกลูกค้าคลาดเคลื่อน

ลำดับที่ 14 N4ทำเล  บางบัวทอง สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  8,792   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   6,279   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,513   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   6,336   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  1.1% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  แม้สินค้านี้จะไม่ได้มีราคาแพงนัก แต่โดยที่ตั้งอยู่ห่างไกลเขตเมือง จึงทำใหขายได้ยาก

ลำดับที่ 15 N7ทำเล  ลาดหลุมแก้ว สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด  3,924   หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว   1,219   หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่   2,705   หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ   18,545   ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง  0.9% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด  จะเห็นได้ว่าในทำเลที่ "ไกลปืนเที่ยง" เช่นลาดหลุมแก้วนี้ แต่ผลิตบ้านเดี่ยวราคาปานกลางค่อนข้างสูง (5-10 ล้านบาท) จึงจับกลุ่มกลูกค้าคลาดเคลื่อน

ในทำเลเหล่านี้ นักพัฒนาที่ดินจึงไม่ควรเพิ่มอุปทานลงไปอีก เพราะจะยิ่งล้นตลาด ขายได้ช้า เว้นแต่ว่าโครงการใหม่นั้นมีการออกแบบที่ดีกว่า ราคาถูกกว่า ผู้ซื้อรู้สึกคุ้มค่ามากกว่า

โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่