นิยาย เรื่องวุ่นๆ กับหนุ่มข้างบ้าน ตอนที่ 1(1) แรกพบ



เรื่องวุ่นๆ กับหนุ่มข้างบ้าน ตอนที่ 1(1) แรกพบ
    
     กลางดึกของคืนฝนพรำในเดือนกรกฎาคม เสียงฝนคลอเคลียหยอกล้อกับหลังคาไม่ขาดสาย อากาศเย็นสบาย เป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนเลือกจะนอนซุกผ้าห่มนุ่มๆ แล้วหลับตาพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังสำหรับวันรุ่งขึ้น  
     ในบ้านเดี่ยวหลังเล็กสไตล์มินิมอลที่ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายสบายตา มีแสงสีส้มจากโคมไฟลอดออกมาทางหน้าต่าง บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านยังไม่นอน
        

        พราวขวัญเป็นนักออกแบบอิสระ เป็นเรื่องปกติที่เธอจะอยู่ทำงานจนถึงดึก และบางครั้งเธอยังทำงานถึงเช้าเสียด้วยซ้ำ คืนนี้เป็นอีกคืนที่เธออยู่ทำงานจนดึก
        “เฮ้อ เสร็จซะที ” พูดพลางยกแขนสองข้างขึ้นเพื่อบิดขี้เกียจ เหลือบมองมุมล่างขวาของคอมพิวเตอร์เพื่อดูเวลา
        “ตีสองแล้วเหรอเนี่ย อืมอากาศแบบนี้น่านอนจังเลยนะ”
        ว่าแล้วก็ลุกจากเก้าอี้เดินไปหยุดริมหน้าต่าง สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นภายนอก เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าต่าง สูดอากาศเข้าเต็มปอด อากาศเย็นๆ แล่นผ่านจมูก ลงไปภายในช่องอกรู้สึกสดชื่นจนพราวขวัญต้องยิ้มน้อยๆ ออกมา
         “อากาศแบบนี้ต้องได้กาแฟสักแก้วแล้วล่ะ”

        พราวขวัญเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น เดินผ่านไปถึงห้องครัว กระติกน้ำร้อนเสียบไว้อยู่ก่อนแล้วและน้ำกำลังเดือดพอดี พราวขวัญหยิบเครื่องชงกาแฟแบบพกพาออกมา และเริ่มชงกาแฟ
        เจ้าเครื่องชงกาแฟแบบพกพาที่เธอเพิ่งซื้อมาใหม่นี่มันดีจริงๆ สะดวกและใช้ง่าย แถมได้กาแฟเข้มข้นถูกใจเธอมาก เดี๋ยวพอถึงวันเกิดพี่ชาย เธอจะซื้อให้พี่ชายสักเครื่องหนึ่งแล้วกัน 
        เธอกลับเข้าห้องนอนพร้อมกาแฟหอมกรุ่น พาตัวเองมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม ในเมื่องานเสร็จแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นเวลาผ่อนคลาย เธอหยิบหูฟังมาใส่และเปิดยูทูปเพื่อหาเพลงฟัง จากนั้นก็เปิดเข้าเว็บเฟสบุ๊คเพื่ออัพเดทความเป็นไปของเพื่อนๆ

        ด้วยวัยยี่สิบแปดปี เพื่อนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่แต่งงานมีครอบครัวกันแล้ว บางคนถึงขนาดมีลูกแล้วด้วย เหลืออีกไม่กี่คนที่ยังโสด และใช่แล้ว พราวขวัญเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยังโสด
        

        ในความคิดของเธอ การอยู่คนเดียวไม่ได้แย่อะไรมากนักเพราะเธอชอบอิสระและเธอขี้เกียจตื่นเช้า
        เธอเคยลองจินตนาการภาพตัวเองมีครอบครัว ทำหน้าที่แม่ที่ต้องตื่นเช้ามาดูแลลูก เธอนึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลยจริงๆ

        บางอารมณ์เธออยากมีคนรัก บางอารมณ์เธอสบายใจที่จะโสด แต่ถ้าให้เลือกเธอคิดว่าการเป็นโสดคงดีมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นถ้าบังเอิญโชคดีได้เจอคนดีๆ เข้ามา การมีแฟนก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ไอ้คนดีๆ ที่ว่านี่จะไปหาจากที่ไหนล่ะ ตัวเธอก็เป็นฟรีแลนซ์ ทำงานอยู่บ้านซะส่วนใหญ่ แทบไม่พบเจอคนใหม่ๆ เลย เอาเถอะ ยังไงพี่ชายของเธอก็ยังโสด เพื่อนสนิทของเธอก็ยังโสด พวกเธออาจจะจับมือแล้วโสดไปด้วยกันก็ได้ ดูแล้วก็ไม่น่าจะเหงาเท่าไรนัก
        “เฮ้อ...” คิดแล้วก็ถอนหายใจ สายตาเหลือบไปมองมุมล่างขวาของจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
        “แป๊บเดียวตีห้าแล้ว เวลาพักผ่อนนี่มันหมดไวจริงๆ เอาล่ะ ไปนอนเถอะเรา”
         

        วันต่อมา พราวขวัญตื่นขึ้นในช่วงบ่าย เธอออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าในเมือง บ้านของเธออยู่นอกเมืองเพราะเธอต้องการความสงบ สำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวนั้นการออกมาอยู่นอกเมืองคนเดียวคงเป็นเรื่องอันตรายและน่ากลัว แต่ดีที่เธอก็ไม่เชิงว่าอยู่คนเดียว
         บ้านหลังติดกันเป็นบ้านพี่ชายของเธอ ที่ซื้อที่ดินพร้อมกันและสร้างบ้านพร้อมกัน
         เพราะพี่ชายเป็นห่วงที่เธอจะออกมาอยู่นอกเมืองคนเดียว จึงได้มาซื้อที่และสร้างบ้านอยู่ติดกัน นึกถึงเรื่องนี้ทีไรความรู้สึกอุ่นวาบก็แล่นผ่านในใจของพราวขวัญขึ้นมา ดีจังเลยนะที่เธอมีพี่ชายที่คอยเป็นห่วง
        ระยะนี้พี่ชายของเธอไม่อยู่บ้าน ชีวิตเลยเงียบเหงาลงไปไม่น้อย
        พี่ชายต้องย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัดระยะหนึ่ง ยังไม่มีกำหนดกลับ
        เธอไม่มีเพื่อนกินข้าว เธอไม่มีคนให้คุยด้วยแบบเห็นหน้า นี่เป็นช่วงห่อเหี่ยวของชีวิตหรือเปล่านะ
        ชีวิตที่ทำงานอยู่บ้านคนเดียว ทำงานเสร็จก็เล่นโซเชียล ดูหนัง แล้วก็นอนหลับ ชีวิตจะวนลูปอยู่แค่นี้เองเหรอ เมื่อไรพี่ชายจะกลับมาสักทีนะ
        เธอกลับถึงบ้านช่วงเย็น ขนของลงจากรถ และนอนเล่นบนโซฟาสีแดงตัวโปรดจนเผลอหลับไป

        พราวขวัญตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่ารอบตัวเริ่มมืดแล้ว เธอนอนลืมตาในความมืดสลัว บิดขี้เกียจไปมา แล้วก็รู้สึกหิว ร่างกายต้องได้อาหารสักอย่างแล้วล่ะ ว่าแต่จะทำอะไรกินดีนะ ทำผัดกะเพรา ข้าวผัด หรือจะกินมาม่าดี 
        ระหว่างที่คิดเมนูในหัวอยู่นั้น เธอได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากข้างบ้าน
        ใช่แล้ว ข้างบ้านที่ว่ายังจะมีที่ไหนอีกนอกจากบ้านพี่ชายของเธอ
    

        พราวขวัญยืดตัวขึ้นมองออกไปข้างนอก มีแสงไฟลอดออกมาจากบ้านพี่ชายของเธอ
        ถึงว่าสิ ปกติจะมืดกว่านี้ถ้าไม่ได้เปิดไฟ แต่วันนี้ไม่มืดมากเพราะมีแสงไฟจากบ้านพี่ชายนี่เอง
     พี่ชายกลับบ้านมาไม่บอกแบบนี้ กะจะมาเซอร์ไพรส์เธอสินะ ฮึ ไม่ได้กินซะหรอกพี่ชาย หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เดี๋ยวเธอจะเป็นคนไปเซอร์ไพรส์พี่ชายก่อนเอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ
         พราวขวัญชะโงกหน้าไปดูบริเวณหน้าบ้านของบ้านพี่ชาย เห็นรถยนต์ที่เธอไม่คุ้นตา รถของพี่ชายเธอสีขาว แต่รถคันนี้สีเหลือง แสดงว่าพี่ชายของเธอซื้อรถใหม่สินะ แหม ไม่บอกเธอเลย เอ๊ะ หรือที่พี่ชายกลับมาเพราะจะมาเซอร์ไพรส์เรื่องซื้อรถใหม่ด้วย ต้องใช่แน่ๆ เลย
        พอคิดได้แบบนั้นพราวขวัญก็กลับเข้าไปในบ้าน เปิดลิ้นชักหยิบกุญแจขึ้นมาพวงหนึ่ง จากนั้นเธอก็เอาบันไดในสวนมาพาดกับกำแพงรั้วแล้วปีนขึ้นไป ตอนปีนขึ้นนี่ก็ง่ายอยู่ แต่ตอนลงนี่สิ ต้องกระโดดลง แข้งขาเธอก็ไม่ได้แข็งแรงนัก เริ่มมีเสียงข้อเข่าลั่นกร๊อบๆ แล้ว ถ้ากระโดดลงไปคงจะทำร้ายข้อเข่าตัวเองน่าดู ทำยังไงดีนะ

        เธอนั่งคิดอยู่แป๊บนึง ก็ปิ๊งไอเดีย เธอนั่งห้อยขาอยู่บนกำแพงรั้ว แล้วพยายามเอามือดึงบันไดขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เจ้าบันไดนี่มันทำไมหนักจังนะ เธอพยายามเกร็งแขนเพื่อยกบันไดขึ้น แต่บันไดเจ้ากรรมก็หนักเหลือเกิน สุดท้ายเธอต้องใช้วิธีดึงบันไดขึ้นมาทีละนิดแล้วเอาน้ำหนักบันไดพักไว้ที่กำแพงรั้ว จากนั้นค่อยเริ่มลากบันไดขึ้นมาอีกนิดนึง แล้วก็พักค้างไว้อีก แล้วก็ลากขึ้นมาอีก จนสุดท้ายบันไดเจ้ากรรมก็ขึ้นมาพาดอยู่บนกำแพงได้สำเร็จ
        “ฟู่ว...” พราวขวัญเป่าลมออกทางปาก 
        เหลือแค่ต้องเอาบันไดลงไปไว้ในรั้วบ้านของพี่ชายเพื่อเธอจะได้ไต่ลงไป

        โอ๊ย ให้ตายเถอะ แค่นี้ก็เหงื่อชุ่มแล้ว เกร็งแขนจนปวด นี่เธอจะมาแกล้งพี่หรือแกล้งตัวเองกันแน่ เห็นชัดๆ อยู่ว่าคนที่ลำบากก็คือตัวเธอเอง ถ้าเดินเข้าทางประตูรั้วก็หมดเรื่องแล้ว เฮ้อ เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาได้ครึ่งทางแล้ว คนอย่างเธอทำอะไรทำจริง ทำแล้วก็ต้องให้ลุล่วงสำเร็จ
       

      คิดจบก็เริ่มเกร็งแขนใหม่อีกรอบ เพื่อเบี่ยงทิศทางของบันไดให้ลงไปในเขตบ้านของพี่ชาย ตอนปล่อยลงนั้นแน่นอนว่าต้องง่ายกว่าตอนยกขึ้น เธอเบี่ยงทิศของบันไดเสร็จแล้วก็ค่อยๆ หย่อนบันไดลงสู่พื้นทีละนิดๆ
        “สำเร็จ” พราวขวัญพ่นลมออกทางปาก พลางเอามือเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก
        เมื่อวางบันไดมั่นคงดีแล้ว พราวขวัญก็ปีนบันไดลงไปสู่พื้นที่บ้านของพี่ชายอย่างกระหยิ่มในใจ เธอเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง ลอบมองเข้าไปดูข้างใน ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ จากนั้นก็เดินไปที่ประตูทางเข้าและหยิบลูกกุญแจขึ้นมาไขเพื่อเข้าไปในบ้าน พี่ชายให้กุญแจบ้านกับเธอไว้เพื่อให้เธอเข้าไปดูแลในช่วงที่เขาไม่อยู่ ดังนั้นเธอจึงมีกุญแจที่จะเข้าบ้านได้

        เมื่อเข้าไปข้างใน เธอเข้าไปในห้องนั่งเล่น ที่โต๊ะกลางหน้าโซฟามีกล่องพิซซ่าและกล่องโดนัทวางอยู่ เหมาะเหม็ง เธอกำลังหิวอยู่พอดี อยู่ๆ ก็มีลาภปาก พราวขวัญหยิบพิซซ่าขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย เธอกินพิซซ่าไปสองชิ้น และหยิบโดนัทมากินอีกสองชิ้น ระหว่างที่โดนัทชิ้นที่สองกำลังถูกเธอจัดการนั้นเอง เธอได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดและมีเสียงคนเดินตรงมา
         “กลับบ้านมาทำไมไม่เห็นบอกน้องเลย กลัวน้องจะเอาของฝากหรือไงกัน” พราวขวัญบ่นกระเง้ากระงอด พลางเคี้ยวโดนัทตุ้ยๆ ในปาก เงียบ... ไม่มีเสียงตอบ
        ฮึ โดนงอนใส่เลยไม่รู้จะตอบยังไงสินะ ไปอยู่ข้างนอกนานเข้าหน่อยทำเป็นลืมน้อง พราวขวัญหันไปเพื่อจะต่อว่า
        “เงียบทำไมล่ะ เอ๊ะ ...” เธอเบิกตาโพลงมองดูผู้ชายตรงหน้า

        นี่ไม่ใช่พี่ชายของเธอ และไม่ใช่คนที่เธอรู้จัก แล้วนี่คือใคร
        หรือว่าเธอเข้าบ้านผิด ไม่สิ ถ้าเข้าบ้านผิดเธอจะไขกุญแจเข้ามาได้ยังไงกัน
        ระหว่างที่กำลังจะถามต่อว่าอีกฝ่ายเป็นใคร กลับมีเสียงทุ้มถามเธอขึ้นก่อน
        “คุณเป็นใคร ปีนเข้าบ้านคนอื่นต้องการอะไร”
        สิ้นเสียงถาม พราวขวัญเหมือนจะได้สติกลับมา เธอพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเร็ว หน้าตาดี ดูเป็นคนมีฐานะ ตัวสูง ผิวขาว เธอไล่สายตาลงมาจากระดับใบหน้า ไหล่กว้าง กล้ามเนื้อแน่น ดูแข็งแรง มีซิกแพ็คด้วย และเขานุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่
        เอ๊ะ เขานุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่นะ!! 

        เธอเบือนหน้าหนีจากซิกแพ็คตรงหน้า โดนัทแสนอร่อยที่กำลังกินเหมือนจะติดคอขึ้นมา เธอสำลัก “แค่ก แค่ก แค่ก”  
        ร่างแข็งแรงตรงหน้าเริ่มขยับเข้ามาหา
        “คุณจะทำอะไรนะ อย่าเข้ามานะ” พราวขวัญละล่ำละลักถามหน้าดำหน้าแดงเพราะยังสำลักโดนัทอยู่
        อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามาใกล้ พราวขวัญเอามือกอดแขนตัวเองและหลับตาปี๋

        เธอจะทำยังไงดี นี่ขโมยเข้าบ้านพี่ชายและตอนนี้มันอาจจะกำลังคิดจะทำไม่ดีไม่ร้ายกับเธอ
        ถ้าเธอโดนฆ่าตาย ศพของเธอจะถูกพบในสภาพไหนกัน จะถูกพบในสภาพเปลือยหรือเปล่า
        โอย เธอจะทำยังไงดีนะ ถ้าจะตายก็ขอตายให้ศพสวยสักหน่อย ไม่ใช่ตายแล้วมีสภาพไม่น่าดู
        ฮือ ไม่น่าเลย ไม่น่าปีนเข้ามาโดยไม่ถามพี่ชายก่อนเลย

        ระหว่างที่เธอกำลังคิดฟุ้งซ่านไปไกลนั้น เสียงทุ้มก็ดังมา “คุณ กินน้ำสักหน่อยสิ จะได้หายสำลัก”
        พราวขวัญลืมตาขึ้นมองตรงหน้า เห็นน้ำแก้วหนึ่งถูกยื่นมาให้เธอ ความคิดก็แล่นเข้ามาอีก ‘เขาจะใส่ยาไหมนะ ยาเสียสาวที่เป็นข่าว ยาที่กินแล้วเมาไม่รู้สึกตัว ฮือ จะทำยังไงดี’ พราวขวัญคิดพลางมองน้ำแก้วนั้นอย่างหวาดระแวง

        “ฮึๆๆ” เสียงชายคนนั้นขำ
        ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ชวนขนหัวลุกชะมัด นี่เขากำลังคิดอะไรไม่ดีจริงๆ ใช่ไหม
        จากสายตาที่ประเมินเมื่อครู่ เขาตัวใหญ่กว่าเธอเยอะ ถ้าต้องสู้กัน เธอไม่มีทางชนะเขาได้
        ทำยังไงดี ถ้าโทรจะขอความช่วยเหลือจะมีคนมาช่วยทันไหมนะ

        (มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่