08:15 น. - เมื่อเพื่อนอวดรูปเที่ยวอุทยานตอนปีใหม่
เพื่อน A เพิ่งกลับจากไปแคมป์ปิ้งที่อุทยานแห่งชาติทางเหนือช่วงปีใหม่ กำลังเปิดรูปโชว์ทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งให้เพื่อนๆ ดูอย่างภูมิใจ
เพื่อน A: "ดูดิพวก ทุ่งดอกไม้นี้โคตรสวย อากาศก็ดี ดอกไม้เล็กๆ พลิ้วตามลมเหมือนในสวรรค์เลยว่ะ"
เพื่อน B: "เออจริงว่ะ เห็นแล้วสดชื่นเลย ว่ามันคือดอกอะไรวะ?"
ไอ้สูท (เดินเข้ามามองรูปนิ่งๆ แล้วเปรยขึ้น): "ความงามที่มาพร้อมกับ... จังหวะการย่ำเท้า นายรู้ไหมว่าทุ่งดอกไม้ที่พลิ้วไหวนั่น มันมีท่วงทำนองเดียวกับเพลง 'Erika' "
เพื่อน A: "เอริก้า? ชื่อสาวที่ไหนวะ? ดอกไม้บ้านกูชื่อพื้นเมืองนะ!"
ไอ้สูท: "มันไม่ใช่แค่ชื่อสาว แต่มันคือดอกไม้ป่าที่ผลิบานเพื่อรอคอยการกลับมาของทหารราบแวร์มัค... ทุกครั้งที่พวกเขาร้องชื่อ 'เอริก้า' ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ มันคือเสียงสะท้อนของความคิดถึงที่ถูกกลบด้วยเสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นดิน... ดอกไม้ที่นายเห็นในรูป มันอาจจะกำลังเต้นระบำไว้อาลัยให้ใครบางคนที่ไม่ได้กลับมาก็ได้นะ"
เพื่อน A: "เชี่ย... จากรูปเที่ยวชิลๆ ทำกูเห็นภาพกองทัพเดินผ่านป่าเลยเหรอวะ กูกลายเป็นทหารค้างแรมในอุทยานเฉยเลย!"
09:00 น. - ลมหนาวที่กัดผิว จนเพื่อนเริ่มหลอน
อากาศเช้านี้ดันทวีความหนาว ลมพัดแรงจนหน้าต่างสั่น เพื่อน C บ่นพลางลูบแขนที่เริ่มถลอกเป็นขุย
เพื่อน C: "โอ๊ย ลมหนาวกัดแขนกูแสบไปหมดแล้วเนี่ย ดูดิ ถลอกจนเป็นรอยแดงเลย"
เพื่อน B: "เออ กูด้วย หน้ากูตึงจนจะปริแล้ว ลมบ้านเรา

ดุชะมัด"
ไอ้สูท (ฮัมเพลง Westerwaldlied เบาๆ): "มันคือความเจ็บปวดที่มีระเบียบวินัย... ลมหนาวป่าเวสเทอร์วาลด์ที่นายกำลังเจออยู่ตอนนี้ มันคือสิ่งที่ทหารเยอรมันต้องเผชิญเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่ง รอยถลอกนั่นคือ 'ตราประทับผู้รอดชีวิต' ... จงขอบคุณที่มันแค่กัดผิว ไม่ได้กัดกระดูกจนนายต้องทิ้งแขนไว้กลางหิมะ"
เพื่อน B: "ไอ้เอ๊ย... กูก็แค่อยากทาโลชั่น ให้กูเป็นทหารหาญเฉย ดูไอ้สูทดิ หน้ามันนิ่งมากเหมือนไม่สะทกสะท้านกับลมเลยว่ะ หรือว่ามันชินกับความหนาวระดับยุโรปไปแล้ววะ?"
12:30 น. - สมุดจดค่าปลาร้า และกระเป๋าเสื้อที่ "หนัก" ผิดปกติ
ช่วงพักเที่ยง เพื่อน B หยิบสมุดเล่มละ 10 บาทขึ้นมาจะจดค่าส้มตำที่หารกัน
เพื่อน B: "มาๆ จดลง 'สมุด' เล่มนี้ จะได้รู้ว่าใครค้างกี่บาท เดี๋ยวลืม"
ไอ้สูท (ขยับเนกไท): "นายกำลังถือ Soldbuch อยู่รู้ตัวไหม? สมุดประจำตัวที่ทหารต้องพกไว้ที่หน้าอกซ้ายเสมอ... เพื่อให้เลือดที่ไหลอาบหัวใจประทับตราความเป็นความตายลงไปในหน้ากระดาษ ให้โลกได้รู้ว่านายคือใครก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน"
เพื่อน A: "หยุด! กูกำลังจะเก็บสมุดเข้ากระเป๋าเสื้อพอดี พูดซะกูไม่กล้าเอาใส่เลยเนี่ย!"
ไอ้สูท: "นั่นแหละเหตุผลที่เสื้อนักเรียนต้องมีกระเป๋าหน้าอกซ้าย... มันคือมรดกจากชุดสนามทหารราบที่เตรียมไว้รับกระสุนและเก็บวิญญาณ... ทุกเช้าที่นายแต่งตัว นายกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิโดยไม่รู้ตัว"
เพื่อน B: "กูยอม... ต่อไปนี้กูจะถือสมุดไว้ในมือตลอด ไม่เอาเข้ากระเป๋าเสื้อเด็ดขาด กลัวเลือดอาบว่ะ!"
13:00 น. - ปากกาที่หมึกหมด อย่างมีเงื่อนงำ
ระหว่างจด เพื่อน B สะบัดปากกาแรงๆ เพราะหมึกไม่ออก
เพื่อน B: "อ้าว ปากกาหมึกหมดเฉยเลยว่ะ เมื่อกี้ยังลื่นอยู่เลย"
ไอ้สูท (จ้องมองปากกานิ่งๆ): "มันไม่ได้แค่หมด... แต่มันกำลังทำหน้าที่เหมือน ปากกาเยอรมัน ที่ถูกตรวจพบโดยฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามจบ... เมื่อภารกิจการบันทึกจบลง ความลับทุกอย่างจะถูกปิดตายทันที หมึกที่หมดไปคือเครื่องหมายว่า 'ประวัติศาสตร์หน้านี้ได้ถูกเขียนเสร็จสิ้นแล้ว' ... นายไม่ควรเติมหมึกให้มันอีก เพราะนั่นอาจหมายถึงการเริ่มสมรภูมิครั้งใหม่ที่นายอาจจะไม่รอด"
เพื่อน B: "เชี่ย... ปากกาลูกลื่นกู กลายเป็นหลักฐานสงครามเฉยเลย เพื่อนๆ ดูดิ ไอ้สูทพูดซะกูขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย"
มาแล้วครับเพื่อนๆ ต่อจากบทความตัวอย่างเด็กประวัติศาสตร์ ที่ผมเขียนเมื่อกระทู้ก่อน คราวนี้ จัดให้ครับ มาเริ่มกันที่ ซีรีย์ เยอรมันWW2กันเลย
15:30 น. - คาบเกษตร และ "พลั่ว" แห่งความสิ้นหวัง
ถึงคาบเกษตร เพื่อนๆ ต้องช่วยกันขุดดินปลูกผัก เพื่อน C ถือพลั่วอันใหญ่เดินมาด้วยความเหนื่อยล้า
เพื่อน C: "ขุดดินนี่มันเหนื่อยกว่าเรียนเลขอีกว่ะ เมื่อไหร่จะเสร็จเนี่ย"
ไอ้สูท (จับด้ามพลั่วช้าๆ): "นายเห็น 'พลั่วสนาม' อันนี้ไหม? ในแนวรบฝั่งตะวันออก ทหารแวร์มัคใช้มันขุดสนามเพลาะด้วยความสิ้นหวังท่ามกลางเสียงระเบิด... พลั่วไม่ได้มีไว้แค่ขุดดิน แต่มันมีไว้ขุดหลุมเพื่อต่อลมหายใจ หรือบางครั้ง... ก็ใช้เป็นอาวุธสุดท้ายในระยะประชิดที่โหดเหี้ยมที่สุด"
เพื่อน C: "ไอ้สูท... กูก็แค่ขุดหลุมปลูกคะน้า ให้กูถืออาวุธสังหารในสนามเพลาะเลยเหรอวะ!"
เพื่อน A: "ดูหน้าไอ้สูทดิ มันมองพลั่วเหมือนมองเพื่อนเก่าเลยว่ะ กูว่าเราตั้งใจขุดกันเถอะ ก่อนที่มันจะพากูมาร์ชกลับห้องเรียน!"
เมื่อเด็กประวัติศาสตร์ ร่วมชั้นเรียน ความฮาจึงบังเกิด EP:1 ซีรีย์ เยอรมันWW2
เพื่อน A เพิ่งกลับจากไปแคมป์ปิ้งที่อุทยานแห่งชาติทางเหนือช่วงปีใหม่ กำลังเปิดรูปโชว์ทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งให้เพื่อนๆ ดูอย่างภูมิใจ
เพื่อน A: "ดูดิพวก ทุ่งดอกไม้นี้โคตรสวย อากาศก็ดี ดอกไม้เล็กๆ พลิ้วตามลมเหมือนในสวรรค์เลยว่ะ"
เพื่อน B: "เออจริงว่ะ เห็นแล้วสดชื่นเลย ว่ามันคือดอกอะไรวะ?"
ไอ้สูท (เดินเข้ามามองรูปนิ่งๆ แล้วเปรยขึ้น): "ความงามที่มาพร้อมกับ... จังหวะการย่ำเท้า นายรู้ไหมว่าทุ่งดอกไม้ที่พลิ้วไหวนั่น มันมีท่วงทำนองเดียวกับเพลง 'Erika' "
เพื่อน A: "เอริก้า? ชื่อสาวที่ไหนวะ? ดอกไม้บ้านกูชื่อพื้นเมืองนะ!"
ไอ้สูท: "มันไม่ใช่แค่ชื่อสาว แต่มันคือดอกไม้ป่าที่ผลิบานเพื่อรอคอยการกลับมาของทหารราบแวร์มัค... ทุกครั้งที่พวกเขาร้องชื่อ 'เอริก้า' ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ มันคือเสียงสะท้อนของความคิดถึงที่ถูกกลบด้วยเสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นดิน... ดอกไม้ที่นายเห็นในรูป มันอาจจะกำลังเต้นระบำไว้อาลัยให้ใครบางคนที่ไม่ได้กลับมาก็ได้นะ"
เพื่อน A: "เชี่ย... จากรูปเที่ยวชิลๆ ทำกูเห็นภาพกองทัพเดินผ่านป่าเลยเหรอวะ กูกลายเป็นทหารค้างแรมในอุทยานเฉยเลย!"
09:00 น. - ลมหนาวที่กัดผิว จนเพื่อนเริ่มหลอน
อากาศเช้านี้ดันทวีความหนาว ลมพัดแรงจนหน้าต่างสั่น เพื่อน C บ่นพลางลูบแขนที่เริ่มถลอกเป็นขุย
เพื่อน C: "โอ๊ย ลมหนาวกัดแขนกูแสบไปหมดแล้วเนี่ย ดูดิ ถลอกจนเป็นรอยแดงเลย"
เพื่อน B: "เออ กูด้วย หน้ากูตึงจนจะปริแล้ว ลมบ้านเรา
ไอ้สูท (ฮัมเพลง Westerwaldlied เบาๆ): "มันคือความเจ็บปวดที่มีระเบียบวินัย... ลมหนาวป่าเวสเทอร์วาลด์ที่นายกำลังเจออยู่ตอนนี้ มันคือสิ่งที่ทหารเยอรมันต้องเผชิญเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่ง รอยถลอกนั่นคือ 'ตราประทับผู้รอดชีวิต' ... จงขอบคุณที่มันแค่กัดผิว ไม่ได้กัดกระดูกจนนายต้องทิ้งแขนไว้กลางหิมะ"
เพื่อน B: "ไอ้เอ๊ย... กูก็แค่อยากทาโลชั่น ให้กูเป็นทหารหาญเฉย ดูไอ้สูทดิ หน้ามันนิ่งมากเหมือนไม่สะทกสะท้านกับลมเลยว่ะ หรือว่ามันชินกับความหนาวระดับยุโรปไปแล้ววะ?"
12:30 น. - สมุดจดค่าปลาร้า และกระเป๋าเสื้อที่ "หนัก" ผิดปกติ
ช่วงพักเที่ยง เพื่อน B หยิบสมุดเล่มละ 10 บาทขึ้นมาจะจดค่าส้มตำที่หารกัน
เพื่อน B: "มาๆ จดลง 'สมุด' เล่มนี้ จะได้รู้ว่าใครค้างกี่บาท เดี๋ยวลืม"
ไอ้สูท (ขยับเนกไท): "นายกำลังถือ Soldbuch อยู่รู้ตัวไหม? สมุดประจำตัวที่ทหารต้องพกไว้ที่หน้าอกซ้ายเสมอ... เพื่อให้เลือดที่ไหลอาบหัวใจประทับตราความเป็นความตายลงไปในหน้ากระดาษ ให้โลกได้รู้ว่านายคือใครก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน"
เพื่อน A: "หยุด! กูกำลังจะเก็บสมุดเข้ากระเป๋าเสื้อพอดี พูดซะกูไม่กล้าเอาใส่เลยเนี่ย!"
ไอ้สูท: "นั่นแหละเหตุผลที่เสื้อนักเรียนต้องมีกระเป๋าหน้าอกซ้าย... มันคือมรดกจากชุดสนามทหารราบที่เตรียมไว้รับกระสุนและเก็บวิญญาณ... ทุกเช้าที่นายแต่งตัว นายกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิโดยไม่รู้ตัว"
เพื่อน B: "กูยอม... ต่อไปนี้กูจะถือสมุดไว้ในมือตลอด ไม่เอาเข้ากระเป๋าเสื้อเด็ดขาด กลัวเลือดอาบว่ะ!"
13:00 น. - ปากกาที่หมึกหมด อย่างมีเงื่อนงำ
ระหว่างจด เพื่อน B สะบัดปากกาแรงๆ เพราะหมึกไม่ออก
เพื่อน B: "อ้าว ปากกาหมึกหมดเฉยเลยว่ะ เมื่อกี้ยังลื่นอยู่เลย"
ไอ้สูท (จ้องมองปากกานิ่งๆ): "มันไม่ได้แค่หมด... แต่มันกำลังทำหน้าที่เหมือน ปากกาเยอรมัน ที่ถูกตรวจพบโดยฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามจบ... เมื่อภารกิจการบันทึกจบลง ความลับทุกอย่างจะถูกปิดตายทันที หมึกที่หมดไปคือเครื่องหมายว่า 'ประวัติศาสตร์หน้านี้ได้ถูกเขียนเสร็จสิ้นแล้ว' ... นายไม่ควรเติมหมึกให้มันอีก เพราะนั่นอาจหมายถึงการเริ่มสมรภูมิครั้งใหม่ที่นายอาจจะไม่รอด"
เพื่อน B: "เชี่ย... ปากกาลูกลื่นกู กลายเป็นหลักฐานสงครามเฉยเลย เพื่อนๆ ดูดิ ไอ้สูทพูดซะกูขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย"
มาแล้วครับเพื่อนๆ ต่อจากบทความตัวอย่างเด็กประวัติศาสตร์ ที่ผมเขียนเมื่อกระทู้ก่อน คราวนี้ จัดให้ครับ มาเริ่มกันที่ ซีรีย์ เยอรมันWW2กันเลย
15:30 น. - คาบเกษตร และ "พลั่ว" แห่งความสิ้นหวัง
ถึงคาบเกษตร เพื่อนๆ ต้องช่วยกันขุดดินปลูกผัก เพื่อน C ถือพลั่วอันใหญ่เดินมาด้วยความเหนื่อยล้า
เพื่อน C: "ขุดดินนี่มันเหนื่อยกว่าเรียนเลขอีกว่ะ เมื่อไหร่จะเสร็จเนี่ย"
ไอ้สูท (จับด้ามพลั่วช้าๆ): "นายเห็น 'พลั่วสนาม' อันนี้ไหม? ในแนวรบฝั่งตะวันออก ทหารแวร์มัคใช้มันขุดสนามเพลาะด้วยความสิ้นหวังท่ามกลางเสียงระเบิด... พลั่วไม่ได้มีไว้แค่ขุดดิน แต่มันมีไว้ขุดหลุมเพื่อต่อลมหายใจ หรือบางครั้ง... ก็ใช้เป็นอาวุธสุดท้ายในระยะประชิดที่โหดเหี้ยมที่สุด"
เพื่อน C: "ไอ้สูท... กูก็แค่ขุดหลุมปลูกคะน้า ให้กูถืออาวุธสังหารในสนามเพลาะเลยเหรอวะ!"
เพื่อน A: "ดูหน้าไอ้สูทดิ มันมองพลั่วเหมือนมองเพื่อนเก่าเลยว่ะ กูว่าเราตั้งใจขุดกันเถอะ ก่อนที่มันจะพากูมาร์ชกลับห้องเรียน!"