ตอนนี้ผมมีเพจแล้วนะครับ แวะไปอ่านได้ครับ มีรีวิวมากกว่า 250 เรื่องครับ
https://www.facebook.com/Mr.CoffeeKDramaReview
หากต้องการฟังเป็นคลิปเสียง เชิญได้ที่
https://www.youtube.com/@mrcoffeekdramareview ครับ กำลังทำเพิ่มเรื่อยๆ ให้มีครบทุกเรื่องครับ
ส่วนคลิปเสียงของเรื่องนี้ ฟังได้ที่นี่ครับ

รีวิวซีรีส์
เรื่องที่ 256 Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร มี 12 EP EP ละประมาณ 60 นาที / Netflix
#CanThisLoveBeTranslated #ยากชะมัดรักภาษาอะไร #MrCoffeeKDramaReview

การที่ซีรีส์เกาหลีสักเรื่องจะโด่งดัง และเป็นที่รอคอยกันข้ามปี ย่อมต้องมีองค์ประกอบที่มีพลังดึงดูดให้คนติดตาม ไม่ว่าจะเป็นคู่นักแสดงที่หล่อสุด สวยสุด เคมีเข้ากันสุด นักเขียนบทมือทอง ทุนสร้างสูงลิบ ถ่ายทำที่หลายประเทศ และสร้างโดย Netflix ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร ซีรีส์แนวโรแมนติกคอมมิดี้ ที่อาจจะโด่งดังตั้งแต่ก่อนฉายมากที่สุด สำหรับแนวนี้เท่าที่เคยมีมา
Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร เป็นเรื่องราวของพระเอก ล่ามมากความสามารถ พูดได้สารพัดภาษา ได้เจอและช่วยเหลือนางเอก นักแสดงสาวต๊อกต๋อย ที่กำลังต้องการล่ามอย่างเร่งด่วนที่ญี่ปุ่น จากนั้น นางเอกก็กลายเป็นนักแสดงดังระดับโลก และได้มาเจอกันอีกครั้งในรายการเรียลลิตี้แนวโรแมนติก แต่พระเอกดันมาเป็นล่ามซะอย่างนั้น
แน่นอนว่าการที่ Netflix ฉายเรื่องนี้รวดเดียว 12 ตอน มันย่อมทำให้คนที่รอคอย ต้องดูลากยาว ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ ถ้าซีรีส์มีพลังดึงดูดเพียงพอ คนดูก็จะสู้ แต่ถ้าไม่พอ คนดูก็จะเปิดไปถึงสักจุดที่รู้สึกว่า หยุดก่อน แล้วก็อาจลืมดูต่อ ไม่เหมือนซีรีส์รายสัปดาห์ ที่ดู 2 ตอน แล้วก็ต้องรอ ผมไม่รู้ว่า Netflix คิดผิดหรือถูกในเรื่องนี้
ซีรีส์เรื่องนี้ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันมี 3 องค์ หรือ 3 ช่วงหลัก ผมไม่ได้ยึดตามหลักการอะไร แต่ช่วงแรกนั้น เหมือนเราดูซีรีส์โรแมนติกคอมมิดี้ ดีๆ สักเรื่องหนึ่ง ดูเพลิน วิวสวยมาก ชวนติดตาม เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่พอเข้าช่วงที่ 2 ผมรู้สึกว่าความเป็นโรแมนติกคอมมิดี้ เริ่มสูญเสียไป แน่นอนว่าเนื้อหาเข้มข้น น่าสนใจมากขึ้น แต่คนดูจะชอบเรื่องราวแบบนี้หรือเปล่า สำหรับคนที่ชอบโรแมนติกคอมมิดี้เพียวๆ อาจรู้สึกไม่ใช่ขึ้นมาได้เลย ส่วนสุดท้ายนั้นกลับมาเป็นโรแมนติกคอมมิดี้ทั่วไปชัดเจน
เมื่อเป็นแบบนี้ ระดับความพีคของอารมณ์ มันค่อนข้างขาดพลังในการกระชากน้ำตาคนดู ทั้งที่เราก็เศร้าไปกับตัวละคร การแสดงก็ดีไปหมด เคมีก็ได้ แต่เหมือนจังหวะมันไม่ค่อยได้ และไม่ค่อยฟินเท่าไหร่ น่าประหลาดที่การเขียนบทให้มีมิติ ซับซ้อน และละเอียด กลับทำให้อารมณ์พีคและฟิน ไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น การพยายามเสนอเรื่องของการพูดกันไม่เข้าใจน่ะ ผม ok นะ แต่จังหวะมันไม่ได้ยังไงไม่รู้
สำหรับนักแสดงอย่าง คิมซอนโฮ และโกยุนจอง นั้นทำหน้าที่ได้ไม่มีที่ติ ความสวยและความหล่อนั้นแทบทะลุจอออกมา งานภาพยอดเยี่ยม ฉากสวยไร้ที่ติ หากใครไม่คิดอะไรมาก สามารถดูได้อย่างสบายใจ ความตลกก็มีพอกรุบกริบ โกยุนจอง แสดงเป็นนักแสดงระดับโลกแต่ไม่มีทรงได้เป็นอย่างดี
เรื่องนี้ ถ้าชอบนักแสดง ก็ดูได้เลยครับ ไม่มีผิดหวัง แต่ถ้าชอบโรแมนติกคอมมิดี้เพียวๆ ผมว่าเผื่อใจไว้บ้าง แต่ถ้าชอบแนวผสมความลึกลับ หรือจิตวิทยา ก็คงชอบกับช่วงที่ 2 ของเรื่องได้ไม่ยาก แนะนำให้ลองเปิดดูก่อนครับ เพื่อโดนก็ได้ดูยาวๆ
[CR] [Mr. Coffee รีวิว] Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร
https://www.facebook.com/Mr.CoffeeKDramaReview
หากต้องการฟังเป็นคลิปเสียง เชิญได้ที่ https://www.youtube.com/@mrcoffeekdramareview ครับ กำลังทำเพิ่มเรื่อยๆ ให้มีครบทุกเรื่องครับ
ส่วนคลิปเสียงของเรื่องนี้ ฟังได้ที่นี่ครับ
รีวิวซีรีส์
เรื่องที่ 256 Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร มี 12 EP EP ละประมาณ 60 นาที / Netflix
#CanThisLoveBeTranslated #ยากชะมัดรักภาษาอะไร #MrCoffeeKDramaReview
การที่ซีรีส์เกาหลีสักเรื่องจะโด่งดัง และเป็นที่รอคอยกันข้ามปี ย่อมต้องมีองค์ประกอบที่มีพลังดึงดูดให้คนติดตาม ไม่ว่าจะเป็นคู่นักแสดงที่หล่อสุด สวยสุด เคมีเข้ากันสุด นักเขียนบทมือทอง ทุนสร้างสูงลิบ ถ่ายทำที่หลายประเทศ และสร้างโดย Netflix ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร ซีรีส์แนวโรแมนติกคอมมิดี้ ที่อาจจะโด่งดังตั้งแต่ก่อนฉายมากที่สุด สำหรับแนวนี้เท่าที่เคยมีมา
Can This Love Be Translated? ยากชะมัด รักภาษาอะไร เป็นเรื่องราวของพระเอก ล่ามมากความสามารถ พูดได้สารพัดภาษา ได้เจอและช่วยเหลือนางเอก นักแสดงสาวต๊อกต๋อย ที่กำลังต้องการล่ามอย่างเร่งด่วนที่ญี่ปุ่น จากนั้น นางเอกก็กลายเป็นนักแสดงดังระดับโลก และได้มาเจอกันอีกครั้งในรายการเรียลลิตี้แนวโรแมนติก แต่พระเอกดันมาเป็นล่ามซะอย่างนั้น
แน่นอนว่าการที่ Netflix ฉายเรื่องนี้รวดเดียว 12 ตอน มันย่อมทำให้คนที่รอคอย ต้องดูลากยาว ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ ถ้าซีรีส์มีพลังดึงดูดเพียงพอ คนดูก็จะสู้ แต่ถ้าไม่พอ คนดูก็จะเปิดไปถึงสักจุดที่รู้สึกว่า หยุดก่อน แล้วก็อาจลืมดูต่อ ไม่เหมือนซีรีส์รายสัปดาห์ ที่ดู 2 ตอน แล้วก็ต้องรอ ผมไม่รู้ว่า Netflix คิดผิดหรือถูกในเรื่องนี้
ซีรีส์เรื่องนี้ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันมี 3 องค์ หรือ 3 ช่วงหลัก ผมไม่ได้ยึดตามหลักการอะไร แต่ช่วงแรกนั้น เหมือนเราดูซีรีส์โรแมนติกคอมมิดี้ ดีๆ สักเรื่องหนึ่ง ดูเพลิน วิวสวยมาก ชวนติดตาม เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่พอเข้าช่วงที่ 2 ผมรู้สึกว่าความเป็นโรแมนติกคอมมิดี้ เริ่มสูญเสียไป แน่นอนว่าเนื้อหาเข้มข้น น่าสนใจมากขึ้น แต่คนดูจะชอบเรื่องราวแบบนี้หรือเปล่า สำหรับคนที่ชอบโรแมนติกคอมมิดี้เพียวๆ อาจรู้สึกไม่ใช่ขึ้นมาได้เลย ส่วนสุดท้ายนั้นกลับมาเป็นโรแมนติกคอมมิดี้ทั่วไปชัดเจน
เมื่อเป็นแบบนี้ ระดับความพีคของอารมณ์ มันค่อนข้างขาดพลังในการกระชากน้ำตาคนดู ทั้งที่เราก็เศร้าไปกับตัวละคร การแสดงก็ดีไปหมด เคมีก็ได้ แต่เหมือนจังหวะมันไม่ค่อยได้ และไม่ค่อยฟินเท่าไหร่ น่าประหลาดที่การเขียนบทให้มีมิติ ซับซ้อน และละเอียด กลับทำให้อารมณ์พีคและฟิน ไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น การพยายามเสนอเรื่องของการพูดกันไม่เข้าใจน่ะ ผม ok นะ แต่จังหวะมันไม่ได้ยังไงไม่รู้
สำหรับนักแสดงอย่าง คิมซอนโฮ และโกยุนจอง นั้นทำหน้าที่ได้ไม่มีที่ติ ความสวยและความหล่อนั้นแทบทะลุจอออกมา งานภาพยอดเยี่ยม ฉากสวยไร้ที่ติ หากใครไม่คิดอะไรมาก สามารถดูได้อย่างสบายใจ ความตลกก็มีพอกรุบกริบ โกยุนจอง แสดงเป็นนักแสดงระดับโลกแต่ไม่มีทรงได้เป็นอย่างดี
เรื่องนี้ ถ้าชอบนักแสดง ก็ดูได้เลยครับ ไม่มีผิดหวัง แต่ถ้าชอบโรแมนติกคอมมิดี้เพียวๆ ผมว่าเผื่อใจไว้บ้าง แต่ถ้าชอบแนวผสมความลึกลับ หรือจิตวิทยา ก็คงชอบกับช่วงที่ 2 ของเรื่องได้ไม่ยาก แนะนำให้ลองเปิดดูก่อนครับ เพื่อโดนก็ได้ดูยาวๆ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้