"วัยทำงาน" เผชิญอะไรอยู่?
1. ภาพรวมของวงสนทนาคือคนในวัยอายุเฉลี่ยที่ 28-35 คือ Gen Y เป็นหลัก โดยมีนักศึกษา คนเพิ่งจบ และผู้บริหารในวัย 37-38 ผสมบางส่วน
2. เป็นวัยที่เผชิญความ "ท้าทาย" เรื่องเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะสิ่งที่เรียนมาและมีประสบการณ์ทำงานมา 7-10 ปี พร้อมจะหมดอายุ หรือถูกทดแทนด้วยเอไอ
3. คนหนึ่งในวงบอกว่า "วัย 35 ปี ไม่ใช่วัยที่จะหางานทำได้ง่ายๆ อีกต่อไป" และอีกหลายคนในวงก็รู้สึกแบบเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าจะลาออกหรือย้ายงานก็คิดหนัก มีเสียงสะท้อนว่าว่างงานอยู่เป็นปี
4. อีกเสียงจากผู้บริหารที่ทำงานด้าน "ลดจำนวนพนักงาน โดยใช้เทคโนโลยีแทน" แชร์ให้ฟังว่านี่คือเทรนที่กำลังเกิดในทุกอุตสาหกรรม คำถามขององค์กรคือ งานนี้ยังจำเป็นต้องใช้คนอยู่ไหม ต้องใช้คนเยอะเท่าเดิมไหม คนแบบเดิมยังทำงานนี้ได้ไหม ฉะนั้น พนักงานจะถูกลดจำนวนแน่นอน ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย
5. ก็จริงอยู่ว่า "ยังมีงานสำหรับมนุษย์" ซึ่งต้องปรับตัวไปทำงานที่มีทักษะเข้าอกเข้าใจมนุษย์ หรือ reskill / upskill ไปทำงานอื่นให้ได้ แต่งานเหล่านี้ก็ไม่ได้มีเยอะพอจะรองรับ "พนักงานเก่า" ทั้งหมด คนรอดอย่างเก่งก็ 30%
6. กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงคือคนวัย 45 ขึ้นไป และเพิ่งจบใหม่ โดยกลุ่มกลางคนหลายคนเหนื่อยล้ากับการปรับตัวแล้ว ส่วนที่เพิ่งจบมาเป็นคนรุ่นโควิดหรือคนรุ่นหน้าจอ ซึ่งมีทักษะสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้อยลงไป ยิ่งทำให้ไม่มีคุณสมบัติที่จะแข่งกับเอไอได้ "งานแบบที่เป็นแพทเทิร์นต่างๆ เอไอทำได้ดีกว่าเด็กจบใหม่แล้ว"
7. งานหายาก ตำแหน่งงานหดลงเรื่อยๆ ทำให้ "ความคาดหวัง" จากองค์กรที่มีต่อพนักงานมีมากขึ้น รีดเค้นศักยภาพจากแต่ละคนให้สูงสุด (ต้องคุ้มกว่าใช้เอไอ) มีการพูดถึงการเปิดคอมพ์ทำงานตลอดเวลา ข้อเรียกร้องให้ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งองค์กรต้องการ 7 วันด้วยซ้ำ
8. ในมุมคนวัย 35 ก็มีครอบครัวต้องดูแล พ่อแม่เริ่มแก่ อยากใช้เวลาชีวิตให้สมดุล แต่ดูเหมือน work-life balance จะกลายเป็นคำต้องห้ามในมุมของนายจ้างไปแล้ว ถ้ามีเงื่อนไขนี้ก็ยากจะหางานได้
9. คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "เราไม่มีสิทธิ์จะไม่เก่ง" ทุกคนต้องถีบตัวเองให้เป็นคนเก่งตลอด ไม่งั้นก็จะกลายเป็นคนไม่มีค่าในองค์กร พร้อมตกยุค พร้อมถูกให้ออก ในยุคสมัยที่องค์กรพยายาม "ลีน" ให้มากที่สุด
10. ในมุมองค์กรก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ทุกที่ก็พยายามลดต้นทุน เร่งความเร็ว ทำกำไร ในยามศก.โลก ศก.ไทย เป็นแบบนี้ ความกดดันเหล่านี้แผ่กระจายไปบนบ่าพนักงาน
11. คนจำนวนไม่น้อยในวงรู้สึก "น่วม" กับระบบ บ้างลาออก บ้างถูกให้ออก บ้างตัดสินใจมาเป็นฟรีแลนซ์ ก็ได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่หวาดหวั่นกับชีวิตที่ไม่มั่นคง เพราะถ้าวันไหนไม่ทำงานก็หมายถึงไม่มีรายได้ แม้อิสระกว่าแต่ก็ใช่ว่าจะทำงานน้อยกว่า
12. คนทำธุรกิจกงสีก็ "น่วม" อีกแบบ ได้รับแรงกดดันจากคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ได้มีเสียงหรือการตัดสินใจของตัวเอง ทำงานให้ที่บ้านมา 8 ปี ถึงวันนึงพ่อบอกต้องปิดบริษัทก็คว้าง เพราะไม่รู้จะเริ่มใหม่ยังไง "เริ่มต้นทำงานในระบบในวัย 30 เนี่ยนะ"
13. คนทำงานราชการก็ "น่วม" เช่นกัน จากระบบที่เหมือนถูกแช่แข็งไว้ แม้อยากใช้ศักยภาพเพื่อพัฒนาตัวเองก็เหมือนจะไม่เติบโตสักเท่าไหร่ ความคิดที่อยากใช้เพื่อพัฒนาประเทศก็ไม่ถูกนำไปทำเป็นชิ้นเป็นอัน แถมถูกระบบอุปถัมภ์เล่นงาน ใครรู้สึกพี่คนนั้นคนนี้ก็ได้เลื่อนขั้น ผ่านเวลามา 10 ปี ครั้นจะลาออกมาก็รู้สึกว่าไม่รู้จักใครในแวดวงเอกชนเลย หรือไม่มีไอเดียในการทำสิ่งใหม่ ก็ต้องใช้เวลาสำรวจโอกาสอีกสักพัก
14. แต่ก็มีคนที่ปรับตัว ออกมาทำเอกชน ก็เจอความทุกข์อีกแบบ เพราะงานถูกโยนลงบ่าแบบท่วมท้น เพราะบริษัทต้องการใช้ศักยภาพสูงสุด แล้ววันหนึ่งองค์กรมีนโยบายลดพนักงานก็ปิดทีมที่ทำอยู่ไปเลย กลายเป็นคนไม่มีงานทำ ก็เลยเพิ่งเริ่มออกมาทำของตัวเอง
15. โดยรวม Gen Y เป็นคนในรุ่นที่เผชิญความท้าทายและผันผวนอย่างหนัก เพราะเริ่มทำงานในโลกยุคก่อนเอไอ แต่การเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้นเร็วจนน่าใจหาย จำนวนมากเหนื่อยกับการต้อง reskill / upskill / relearn / unlearn และ lifelong learning ประมาณว่า "กูพยายามแล้ว แต่พยายามแค่ไหน เทคโนโลยี

ก็ไล่ตามแล้วแซงไปอยู่ดี" ถึงขั้นมีคนนึงพูดว่า "เริ่มหัดปลูกผักแล้ว" เพราะวันนึงคงทนไม่ไหวกับการต้องแข่งขันแบบนี้ในระบบ
16. มีคนพูดถึงความเหนื่อยล้ากับระบบการทำงานหลายคน ช่วงท้ายผมชวนคิดว่าเราอยู่ใน "โครงสร้าง" หรือ "ระบบ" แบบไหนบ้าง คำตอบที่โยนกันมาคือ บริโภคนิยม ทุนนิยม ระบบอุปถัมภ์ ระบบเจ้าสัวและมาเฟีย ระบบหยวนๆ ระบบการศึกษาที่ไม่ทำให้เราตระหนักรู้ในตัวเอง ไม่รู้คุณค่าตัวเอง ความต้องการตัวเอง ระบบ senoirity ระบบอำนาจนิยม ระบบการศึกษาที่เหลื่อมล้ำ เป็นอาทิ--ความเหนื่อยของเราเป็นผลจากระบบเหล่านี้ด้วย
17. มีการยกตัวอย่างประเทศสวีเดน (ที่เขาเคยไปทำงาน) คนที่นั่นเวลาตกงานก็ได้เงินจากรัฐเท่าเงินเดือน มีเงินสนับสนุนให้ reskill ไม่ผลักภาระให้แต่ละคนต้องจ่ายเอง ขวนขวายเอง
18. อีกคนบอกว่า ในไทยเราอยู่ในระบบสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ PM2.5 ทำให้เราออกกำลังกายไม่ได้ ต้องจ่ายเงินค่าเครื่องฟอกอากาศเองอีก ภาระที่มีอยู่ก็เยอะแล้ว
19. มีนักศึกษาปีสองกำลังผ่อนรถไฟฟ้าด้วยการทำอาชีพเสริมคือขับ grab สามารถทำรายได้เดือนละ 6,000-12,000 บาท โดยเลือกผ่อนสูงสุด 84 เดือน ต้องผ่อนเดือนละเป็นหมื่น แต่ก็มีความสุขจากการได้มีรถใช้และมีอิสระในการเดินทาง
20. น้องแชร์ให้ฟังว่าตัวเองได้เงินจากครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนบางคนได้ 4,000 บาท และคนที่ไลฟ์สไตล์หรูหน่อย กินในห้าง ได้เงินเดือน 20,000-25,000 บาท แต่ละคนใช้ชีวิตต่างกัน ถ้าอยากใช้ชีวิตดีก็ต้องทำงาน มีเพื่อนๆ หลายคนทำงานเสิร์ฟ ได้เดือนละ 4,000-6,000 บาท ส่วนเขาเลือกขับ grab
21. น้องอีกคนที่จบรร.อินเตอร์เล่าว่าตัวเองได้เงินเดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ก็มีเพื่อนได้เงินสองหมื่นกว่า น้องเห็นความเหลื่อมล้ำชัดเจน และมีข้อสังเกตว่าคนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากครอบครัวอาจเผชิญเรื่องยากในชีวิตได้ยากกว่าคนที่ได้เงินน้อยและต้องดูแลตัวเอง
22. สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตอนที่ผมถามว่า "มีใครอยากมีลูกบ้าง" มีคนยกมือแค่ 5 คนจาก 30 คน พอถามย้ำว่า "ใครยังคิดว่า ฉันจะมีลูกแน่ๆ" แทบไม่เหลือคนยกมือเลย เพราะรู้ว่านี่คืองานหนัก และรายจ่ายอีกมหาศาล (เช่นเรียนอินเตอร์ปีละห้าแสนถึงล้าน) รวมถึงความท้าทายว่าจะเลี้ยงลูกยังไงให้ไม่กลายเป็นเด็กติดจอ สมาธิสั้น เป็นเด็กพิเศษ
23. หลายคนพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต จำนวนหนึ่งพูดถึงหัวหน้าที่ toxic คือใช้อำนาจ พูดจาไม่ดี (ในหนังก็มี) สิ่งเหล่านี้เกิดจากในชีวิตไม่มีคนรับฟัง ในที่ทำงานก็ไม่ฟัง ที่บ้านพ่อแม่ก็ไม่ฟัง ความกดดันอันอั้นอยู่ภายในก่อเกิดเป็นอาการ เช่น จู่ๆ ก็ร้องไห้ไม่หยุด
24. เมื่อผมถามว่า "ใครมีความรู้สึกเกลียดเอไอบ้าง" มือที่ยกขึ้นมาประมาณ 40% ด้วยเหตุผลว่า มันมาทำให้ชีวิตงานยากขึ้น ต้องปรับตัวตลอด ถูกลดจำนวน ต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เราคิดเองไม่เป็น
25. ความรู้สึกว่า "ฉันไม่เก่งพอ" หรือ "ฉันเป็นคนกลางๆ ไม่ได้" เหมือนเงามืดที่หลอกหลอนคนรุ่นนี้อยู่ไม่ไปไหน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สมเหตุสมผลเสียด้วย ทุกคนรู้ว่ากำลังถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงาน และถูกเปรียบกับปัญญาประดิษฐ์ที่มันเก่งขึ้นทุกคืนระหว่างเรานอนหลับ
26. ผมสัมผัสถึงความเหนื่อย และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง จนแทบไม่มีเวลาวางแผนชีวิตระยะยาว ไม่ต้องคิดเรื่องการมีครอบครัว มีลูก หรือชีวิตยาวๆ แบบนั้น เอาแค่วันนี้ให้รอดก็ยากมากแล้ว
27. คนที่ทำงานด้วยการเขียน การแปล โฆษณา สะท้อนให้ฟังว่า ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาเผชิญความท้าทายที่เอไอเข้ามามีผลกับการทำงานของพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกว่าต้องรีบเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น แต่บางทีก็คิดไม่ออกว่าจะต้องทำอะไร
28. คนประมาณครึ่งนึงยังยกมือว่าอยากมีบ้าน แต่ทั้งวงมีเพียงคนเดียวที่ยกมือว่าอยากมีรถ และอย่างที่บอกไปว่าแทบทั้งหมดไม่อยากมีลูก สิ่งนี้สะท้อน "ความยากทางเศรษฐกิจ" ของคนรุ่นนี้
29. ยอมรับว่าระหว่างพูดคุยกับในวงนั้นมีความรู้สึกหนักหนาและหม่นหมองพอสมควร แต่การได้ยินปัญหาของคนอื่นก็ทำให้รู้สึกมีเพื่อนทุกข์ และทำให้ปัญหาของตัวเองดูปกติและเบาลง หลายคนสะท้อนสิ่งนี้ให้ฟัง
30. และเมื่อถามว่า "ใครคิดว่าประเทศนี้เปลี่ยนแปลงได้" 80% ในวงยกมือ และมีคนปลุกพลังเพื่อนในวงว่า "อยากให้ยังมีความหวังและช่วยกันเปลี่ยนประเทศนี้ด้วยกัน"
31. มีคนพูดถึงความมั่นคงซึ่งหาได้ยากยิ่งขึ้น ผมสังเกตว่าคนรุ่นนี้ไม่ได้พูดถึงชีวิตแบบ "ภาพฝันไกลๆ" อีกต่อไป พวกเขากำลังมึนงงว่า "กูจะเอายังไงต่อดี" กับชีวิตภายใน 1-2 ปีตรงหน้านี่แหละ ส่วนความมั่นคงนั้นไม่ต้องพูดถึง ฟังแล้วผมจึงเข้าใจว่า เมื่อชีวิตมันยากขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่เนื้อหาแบบ "รวยเร็ว" หรือ "ลงทุนอันนี้แล้วรวยเลย" จึงได้รับความนิยม กระทั่งธุรกิจสีเทาก็เช่นกัน เพราะงานที่ค่อยๆ ทำไปนั้นมันเหนื่อยและเสี่ยงอย่างยิ่ง
32. หนึ่งคนในวงจึงพูดถึง "ความมั่นคงภายใน" เพราะโลกมีโอกาสเกิด black swan ขึ้นเสมอ บางที "ทุกอย่างก็พังทลาย" ลงได้ จึงต้องฝึกจิตใจ สอดคล้องกับอีกคนที่พูดถึงโอกาสที่เอไอยังทำไม่ได้ คือดูแลจิตใจกัน พูดถึงธุรกิจอย่าง mental health / well being ที่ยังมีโอกาส
33. ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ยิ่งเราโดดเดี่ยวเรายิ่งทุกข์ และยิ่งมองโลกแคบลง ไม่ค่อยเห็นทางออก การได้มานั่งคุยกัน แชร์กัน ฟังกัน จะทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ ได้เจอคนใหม่ๆ อาจนำไปสู่ "ทางออกใหม่" ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เราต้องการชุมชนมากขึ้น ต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยนมากขึ้น และยิ่งเห็นว่ากิจกรรมแบบที่ทำอยู่มีประโยชน์อย่างมาก
34. ผมคิดว่าเราวุ่นกับการ "เอาตัวรอด" เสียจนเราไม่ได้ถอยออกมาตั้งคำถามกับชีวิต รวมถึงตั้งคำถามกับระบบ เพื่อจัดสรรชีวิตให้เป็นรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง รวมถึงช่วยกันคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบให้มันเอื้อต่อการมีชีวิตที่ดี เพราะระบบมันปั่นหัวเราเสียจนเราเครียด กังวล และจะเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว
35. มีเรื่องที่น่าพูดคุยอีกมาก ผมสนใจจัดวง "สายเทค" เหมือนกันนะ เพราะคิดว่ามันน่ามีนโยบายกำกับเรื่องเอไอ ภาษีเอไอ การควบคุมทุนเทค ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อผู้คนมหาศาล วง "การศึกษา" ก็อยากฟัง เพราะครูอาจารย์หลายท่านที่มาร่วมวงสะท้อนแต่ละเรื่องนี่ทั้งน่าสนใจและน่ากังวล คือเราต้องมีเวลาถอดตัวจากระบบแล้ววิพากษ์ระบบบ้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบที่ทำให้เราจะกลายเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว
CR Sarawut Hengsawad
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/share/p/1CHzaL7KJj/?mibextid=wwXIfr
วัยทำงาน Gen Y ทุกข์ ท้าทาย ท้อแท้ ท่วมท้น
1. ภาพรวมของวงสนทนาคือคนในวัยอายุเฉลี่ยที่ 28-35 คือ Gen Y เป็นหลัก โดยมีนักศึกษา คนเพิ่งจบ และผู้บริหารในวัย 37-38 ผสมบางส่วน
2. เป็นวัยที่เผชิญความ "ท้าทาย" เรื่องเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะสิ่งที่เรียนมาและมีประสบการณ์ทำงานมา 7-10 ปี พร้อมจะหมดอายุ หรือถูกทดแทนด้วยเอไอ
3. คนหนึ่งในวงบอกว่า "วัย 35 ปี ไม่ใช่วัยที่จะหางานทำได้ง่ายๆ อีกต่อไป" และอีกหลายคนในวงก็รู้สึกแบบเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าจะลาออกหรือย้ายงานก็คิดหนัก มีเสียงสะท้อนว่าว่างงานอยู่เป็นปี
4. อีกเสียงจากผู้บริหารที่ทำงานด้าน "ลดจำนวนพนักงาน โดยใช้เทคโนโลยีแทน" แชร์ให้ฟังว่านี่คือเทรนที่กำลังเกิดในทุกอุตสาหกรรม คำถามขององค์กรคือ งานนี้ยังจำเป็นต้องใช้คนอยู่ไหม ต้องใช้คนเยอะเท่าเดิมไหม คนแบบเดิมยังทำงานนี้ได้ไหม ฉะนั้น พนักงานจะถูกลดจำนวนแน่นอน ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย
5. ก็จริงอยู่ว่า "ยังมีงานสำหรับมนุษย์" ซึ่งต้องปรับตัวไปทำงานที่มีทักษะเข้าอกเข้าใจมนุษย์ หรือ reskill / upskill ไปทำงานอื่นให้ได้ แต่งานเหล่านี้ก็ไม่ได้มีเยอะพอจะรองรับ "พนักงานเก่า" ทั้งหมด คนรอดอย่างเก่งก็ 30%
6. กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงคือคนวัย 45 ขึ้นไป และเพิ่งจบใหม่ โดยกลุ่มกลางคนหลายคนเหนื่อยล้ากับการปรับตัวแล้ว ส่วนที่เพิ่งจบมาเป็นคนรุ่นโควิดหรือคนรุ่นหน้าจอ ซึ่งมีทักษะสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้อยลงไป ยิ่งทำให้ไม่มีคุณสมบัติที่จะแข่งกับเอไอได้ "งานแบบที่เป็นแพทเทิร์นต่างๆ เอไอทำได้ดีกว่าเด็กจบใหม่แล้ว"
7. งานหายาก ตำแหน่งงานหดลงเรื่อยๆ ทำให้ "ความคาดหวัง" จากองค์กรที่มีต่อพนักงานมีมากขึ้น รีดเค้นศักยภาพจากแต่ละคนให้สูงสุด (ต้องคุ้มกว่าใช้เอไอ) มีการพูดถึงการเปิดคอมพ์ทำงานตลอดเวลา ข้อเรียกร้องให้ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งองค์กรต้องการ 7 วันด้วยซ้ำ
8. ในมุมคนวัย 35 ก็มีครอบครัวต้องดูแล พ่อแม่เริ่มแก่ อยากใช้เวลาชีวิตให้สมดุล แต่ดูเหมือน work-life balance จะกลายเป็นคำต้องห้ามในมุมของนายจ้างไปแล้ว ถ้ามีเงื่อนไขนี้ก็ยากจะหางานได้
9. คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "เราไม่มีสิทธิ์จะไม่เก่ง" ทุกคนต้องถีบตัวเองให้เป็นคนเก่งตลอด ไม่งั้นก็จะกลายเป็นคนไม่มีค่าในองค์กร พร้อมตกยุค พร้อมถูกให้ออก ในยุคสมัยที่องค์กรพยายาม "ลีน" ให้มากที่สุด
10. ในมุมองค์กรก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ทุกที่ก็พยายามลดต้นทุน เร่งความเร็ว ทำกำไร ในยามศก.โลก ศก.ไทย เป็นแบบนี้ ความกดดันเหล่านี้แผ่กระจายไปบนบ่าพนักงาน
11. คนจำนวนไม่น้อยในวงรู้สึก "น่วม" กับระบบ บ้างลาออก บ้างถูกให้ออก บ้างตัดสินใจมาเป็นฟรีแลนซ์ ก็ได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่หวาดหวั่นกับชีวิตที่ไม่มั่นคง เพราะถ้าวันไหนไม่ทำงานก็หมายถึงไม่มีรายได้ แม้อิสระกว่าแต่ก็ใช่ว่าจะทำงานน้อยกว่า
12. คนทำธุรกิจกงสีก็ "น่วม" อีกแบบ ได้รับแรงกดดันจากคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ได้มีเสียงหรือการตัดสินใจของตัวเอง ทำงานให้ที่บ้านมา 8 ปี ถึงวันนึงพ่อบอกต้องปิดบริษัทก็คว้าง เพราะไม่รู้จะเริ่มใหม่ยังไง "เริ่มต้นทำงานในระบบในวัย 30 เนี่ยนะ"
13. คนทำงานราชการก็ "น่วม" เช่นกัน จากระบบที่เหมือนถูกแช่แข็งไว้ แม้อยากใช้ศักยภาพเพื่อพัฒนาตัวเองก็เหมือนจะไม่เติบโตสักเท่าไหร่ ความคิดที่อยากใช้เพื่อพัฒนาประเทศก็ไม่ถูกนำไปทำเป็นชิ้นเป็นอัน แถมถูกระบบอุปถัมภ์เล่นงาน ใครรู้สึกพี่คนนั้นคนนี้ก็ได้เลื่อนขั้น ผ่านเวลามา 10 ปี ครั้นจะลาออกมาก็รู้สึกว่าไม่รู้จักใครในแวดวงเอกชนเลย หรือไม่มีไอเดียในการทำสิ่งใหม่ ก็ต้องใช้เวลาสำรวจโอกาสอีกสักพัก
14. แต่ก็มีคนที่ปรับตัว ออกมาทำเอกชน ก็เจอความทุกข์อีกแบบ เพราะงานถูกโยนลงบ่าแบบท่วมท้น เพราะบริษัทต้องการใช้ศักยภาพสูงสุด แล้ววันหนึ่งองค์กรมีนโยบายลดพนักงานก็ปิดทีมที่ทำอยู่ไปเลย กลายเป็นคนไม่มีงานทำ ก็เลยเพิ่งเริ่มออกมาทำของตัวเอง
15. โดยรวม Gen Y เป็นคนในรุ่นที่เผชิญความท้าทายและผันผวนอย่างหนัก เพราะเริ่มทำงานในโลกยุคก่อนเอไอ แต่การเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้นเร็วจนน่าใจหาย จำนวนมากเหนื่อยกับการต้อง reskill / upskill / relearn / unlearn และ lifelong learning ประมาณว่า "กูพยายามแล้ว แต่พยายามแค่ไหน เทคโนโลยี
16. มีคนพูดถึงความเหนื่อยล้ากับระบบการทำงานหลายคน ช่วงท้ายผมชวนคิดว่าเราอยู่ใน "โครงสร้าง" หรือ "ระบบ" แบบไหนบ้าง คำตอบที่โยนกันมาคือ บริโภคนิยม ทุนนิยม ระบบอุปถัมภ์ ระบบเจ้าสัวและมาเฟีย ระบบหยวนๆ ระบบการศึกษาที่ไม่ทำให้เราตระหนักรู้ในตัวเอง ไม่รู้คุณค่าตัวเอง ความต้องการตัวเอง ระบบ senoirity ระบบอำนาจนิยม ระบบการศึกษาที่เหลื่อมล้ำ เป็นอาทิ--ความเหนื่อยของเราเป็นผลจากระบบเหล่านี้ด้วย
17. มีการยกตัวอย่างประเทศสวีเดน (ที่เขาเคยไปทำงาน) คนที่นั่นเวลาตกงานก็ได้เงินจากรัฐเท่าเงินเดือน มีเงินสนับสนุนให้ reskill ไม่ผลักภาระให้แต่ละคนต้องจ่ายเอง ขวนขวายเอง
18. อีกคนบอกว่า ในไทยเราอยู่ในระบบสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ PM2.5 ทำให้เราออกกำลังกายไม่ได้ ต้องจ่ายเงินค่าเครื่องฟอกอากาศเองอีก ภาระที่มีอยู่ก็เยอะแล้ว
19. มีนักศึกษาปีสองกำลังผ่อนรถไฟฟ้าด้วยการทำอาชีพเสริมคือขับ grab สามารถทำรายได้เดือนละ 6,000-12,000 บาท โดยเลือกผ่อนสูงสุด 84 เดือน ต้องผ่อนเดือนละเป็นหมื่น แต่ก็มีความสุขจากการได้มีรถใช้และมีอิสระในการเดินทาง
20. น้องแชร์ให้ฟังว่าตัวเองได้เงินจากครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนบางคนได้ 4,000 บาท และคนที่ไลฟ์สไตล์หรูหน่อย กินในห้าง ได้เงินเดือน 20,000-25,000 บาท แต่ละคนใช้ชีวิตต่างกัน ถ้าอยากใช้ชีวิตดีก็ต้องทำงาน มีเพื่อนๆ หลายคนทำงานเสิร์ฟ ได้เดือนละ 4,000-6,000 บาท ส่วนเขาเลือกขับ grab
21. น้องอีกคนที่จบรร.อินเตอร์เล่าว่าตัวเองได้เงินเดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ก็มีเพื่อนได้เงินสองหมื่นกว่า น้องเห็นความเหลื่อมล้ำชัดเจน และมีข้อสังเกตว่าคนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากครอบครัวอาจเผชิญเรื่องยากในชีวิตได้ยากกว่าคนที่ได้เงินน้อยและต้องดูแลตัวเอง
22. สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตอนที่ผมถามว่า "มีใครอยากมีลูกบ้าง" มีคนยกมือแค่ 5 คนจาก 30 คน พอถามย้ำว่า "ใครยังคิดว่า ฉันจะมีลูกแน่ๆ" แทบไม่เหลือคนยกมือเลย เพราะรู้ว่านี่คืองานหนัก และรายจ่ายอีกมหาศาล (เช่นเรียนอินเตอร์ปีละห้าแสนถึงล้าน) รวมถึงความท้าทายว่าจะเลี้ยงลูกยังไงให้ไม่กลายเป็นเด็กติดจอ สมาธิสั้น เป็นเด็กพิเศษ
23. หลายคนพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต จำนวนหนึ่งพูดถึงหัวหน้าที่ toxic คือใช้อำนาจ พูดจาไม่ดี (ในหนังก็มี) สิ่งเหล่านี้เกิดจากในชีวิตไม่มีคนรับฟัง ในที่ทำงานก็ไม่ฟัง ที่บ้านพ่อแม่ก็ไม่ฟัง ความกดดันอันอั้นอยู่ภายในก่อเกิดเป็นอาการ เช่น จู่ๆ ก็ร้องไห้ไม่หยุด
24. เมื่อผมถามว่า "ใครมีความรู้สึกเกลียดเอไอบ้าง" มือที่ยกขึ้นมาประมาณ 40% ด้วยเหตุผลว่า มันมาทำให้ชีวิตงานยากขึ้น ต้องปรับตัวตลอด ถูกลดจำนวน ต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เราคิดเองไม่เป็น
25. ความรู้สึกว่า "ฉันไม่เก่งพอ" หรือ "ฉันเป็นคนกลางๆ ไม่ได้" เหมือนเงามืดที่หลอกหลอนคนรุ่นนี้อยู่ไม่ไปไหน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สมเหตุสมผลเสียด้วย ทุกคนรู้ว่ากำลังถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงาน และถูกเปรียบกับปัญญาประดิษฐ์ที่มันเก่งขึ้นทุกคืนระหว่างเรานอนหลับ
26. ผมสัมผัสถึงความเหนื่อย และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง จนแทบไม่มีเวลาวางแผนชีวิตระยะยาว ไม่ต้องคิดเรื่องการมีครอบครัว มีลูก หรือชีวิตยาวๆ แบบนั้น เอาแค่วันนี้ให้รอดก็ยากมากแล้ว
27. คนที่ทำงานด้วยการเขียน การแปล โฆษณา สะท้อนให้ฟังว่า ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาเผชิญความท้าทายที่เอไอเข้ามามีผลกับการทำงานของพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกว่าต้องรีบเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น แต่บางทีก็คิดไม่ออกว่าจะต้องทำอะไร
28. คนประมาณครึ่งนึงยังยกมือว่าอยากมีบ้าน แต่ทั้งวงมีเพียงคนเดียวที่ยกมือว่าอยากมีรถ และอย่างที่บอกไปว่าแทบทั้งหมดไม่อยากมีลูก สิ่งนี้สะท้อน "ความยากทางเศรษฐกิจ" ของคนรุ่นนี้
29. ยอมรับว่าระหว่างพูดคุยกับในวงนั้นมีความรู้สึกหนักหนาและหม่นหมองพอสมควร แต่การได้ยินปัญหาของคนอื่นก็ทำให้รู้สึกมีเพื่อนทุกข์ และทำให้ปัญหาของตัวเองดูปกติและเบาลง หลายคนสะท้อนสิ่งนี้ให้ฟัง
30. และเมื่อถามว่า "ใครคิดว่าประเทศนี้เปลี่ยนแปลงได้" 80% ในวงยกมือ และมีคนปลุกพลังเพื่อนในวงว่า "อยากให้ยังมีความหวังและช่วยกันเปลี่ยนประเทศนี้ด้วยกัน"
31. มีคนพูดถึงความมั่นคงซึ่งหาได้ยากยิ่งขึ้น ผมสังเกตว่าคนรุ่นนี้ไม่ได้พูดถึงชีวิตแบบ "ภาพฝันไกลๆ" อีกต่อไป พวกเขากำลังมึนงงว่า "กูจะเอายังไงต่อดี" กับชีวิตภายใน 1-2 ปีตรงหน้านี่แหละ ส่วนความมั่นคงนั้นไม่ต้องพูดถึง ฟังแล้วผมจึงเข้าใจว่า เมื่อชีวิตมันยากขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่เนื้อหาแบบ "รวยเร็ว" หรือ "ลงทุนอันนี้แล้วรวยเลย" จึงได้รับความนิยม กระทั่งธุรกิจสีเทาก็เช่นกัน เพราะงานที่ค่อยๆ ทำไปนั้นมันเหนื่อยและเสี่ยงอย่างยิ่ง
32. หนึ่งคนในวงจึงพูดถึง "ความมั่นคงภายใน" เพราะโลกมีโอกาสเกิด black swan ขึ้นเสมอ บางที "ทุกอย่างก็พังทลาย" ลงได้ จึงต้องฝึกจิตใจ สอดคล้องกับอีกคนที่พูดถึงโอกาสที่เอไอยังทำไม่ได้ คือดูแลจิตใจกัน พูดถึงธุรกิจอย่าง mental health / well being ที่ยังมีโอกาส
33. ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ยิ่งเราโดดเดี่ยวเรายิ่งทุกข์ และยิ่งมองโลกแคบลง ไม่ค่อยเห็นทางออก การได้มานั่งคุยกัน แชร์กัน ฟังกัน จะทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ ได้เจอคนใหม่ๆ อาจนำไปสู่ "ทางออกใหม่" ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เราต้องการชุมชนมากขึ้น ต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยนมากขึ้น และยิ่งเห็นว่ากิจกรรมแบบที่ทำอยู่มีประโยชน์อย่างมาก
34. ผมคิดว่าเราวุ่นกับการ "เอาตัวรอด" เสียจนเราไม่ได้ถอยออกมาตั้งคำถามกับชีวิต รวมถึงตั้งคำถามกับระบบ เพื่อจัดสรรชีวิตให้เป็นรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง รวมถึงช่วยกันคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบให้มันเอื้อต่อการมีชีวิตที่ดี เพราะระบบมันปั่นหัวเราเสียจนเราเครียด กังวล และจะเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว
35. มีเรื่องที่น่าพูดคุยอีกมาก ผมสนใจจัดวง "สายเทค" เหมือนกันนะ เพราะคิดว่ามันน่ามีนโยบายกำกับเรื่องเอไอ ภาษีเอไอ การควบคุมทุนเทค ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อผู้คนมหาศาล วง "การศึกษา" ก็อยากฟัง เพราะครูอาจารย์หลายท่านที่มาร่วมวงสะท้อนแต่ละเรื่องนี่ทั้งน่าสนใจและน่ากังวล คือเราต้องมีเวลาถอดตัวจากระบบแล้ววิพากษ์ระบบบ้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบที่ทำให้เราจะกลายเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว
CR Sarawut Hengsawad
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้