"เมื่อจิตเคลื่อน เมื่อใด...
ก็เป็นสมมติสังขาร เมื่อนั้น...ท่านจึงให้พิจารณาสังขาร คือจิตมันเคลื่อนไหวนั่นเอง!
เมื่อมันเคลื่อนออกไป ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เมื่อผู้รู้ รู้ตามความเป็นจริง ของจิต
หรือเจตสิกเหล่านี้...จิต ก็ไม่ใช่เรา สิ่งเหล่านี้
มีแต่ของทิ้งทั้งหมดไม่ควรเข้าไปยึด ไปหมายมั่น ทั้งนั้น
เหมือนกับตะเกียง เป็นตัวผู้รู้...
แสงสว่างของตะเกียง มันจะเป็นอย่างไร
ก็ช่างมัน มันเกิดจาก ผู้รู้...อันนี้
ถ้าจิตนี้...ไม่มี ผู้รู้...ก็ไม่มีเช่นกัน
มันคือ...อาการของพวกนี้ ฉะนั้น...สิ่งเหล่านี้
รวมแล้วเป็นนามหมด...
ท่านว่า จิตนี้...ก็ชื่อว่าจิต
มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล มิใช่ตัว มิใช่ตน มิใช่เรา มิใช่เขา ธรรมนี้...ก็สักว่าธรรม มิใช่ตัวตน
เรา เขา ไม่เป็นอะไร...ท่านให้เอาที่ไหน ?
เวทนา ก็ดี สัญญา ก็ดี สิ่งทั้งหลาย เหล่านี้...
ล้วนแต่...เป็นขันธ์ห้า ท่านให้วาง...
สิ่งทั้งหลาย ที่จิตคิดไป
ทุกสิ่ง ทุกอย่างเหล่านี้ ล้วนเป็นสังขารทั้งหมด
เมื่อรู้แล้ว...ท่านให้วาง
เมื่อรู้แล้ว...ท่านให้ละ
ให้รู้สิ่งเหล่านี้...ตามความเป็นจริง ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็ทุกข์ ก็ไม่วาง...สิ่งเหล่านี้ได้
เมื่อรู้ตามความเป็นจริงแล้ว...สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นของหลอกลวง
สมกับที่พระศาสดาตรัสว่า...
จิตนี้ ไม่มี...อะไร ไม่เกิดตามใคร ไม่ตายกับใคร จิตเป็นเสรีรุ่งโรจน์โชติการ
ไม่มี...เรื่องราวต่างๆ เข้าไปอยู่ในที่นั้น...
ที่จะมีเรื่องราว ก็เพราะมันหลงสังขาร นี่เอง!
หลงอัตตา นี่เอง!
พระศาสนดาจึงให้มองดูจิต ของเรา
เบื้องแรกมันมีอะไร ไม่มี...อะไรจริงๆ
สิ่งเหล่านี้...มิได้เกิดด้วย มิได้ตายด้วย
ถูกอารมณ์ดีมากระทบ ก็มิได้ดีด้วย
ถูกอารมณ์ร้ายมากระทบ ก็มิได้ร้ายไปด้วย เพราะรู้ตัวของตัว อย่างชัดเจนรู้ว่า...
สภาวะเหล่านั้น...ไม่เป็นแก่นสาร ท่านเห็น
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ตัวผู้รู้นี้...รู้ตามความเป็นจริง
ผู้รู้...มิได้ดีใจไปด้วย มิได้เสียใจไปด้วย
อาการ...ที่ดีใจไปด้วย นั่นแหละเกิด!
อาการ...ที่เสียใจไปด้วยนั่นแหละตาย!
ถ้ามันตาย ก็เกิด ถ้ามันเกิด ก็ตาย
ตัวที่เกิดที่ตายนี่แหละ! เป็นวัฏฏะ เวียนว่าย
ตาย-เกิด อยู่...ไม่หยุด
เมื่อจิตผู้ปฏิบัติเป็นอยู่อย่างนั้น...
ไม่ต้องสงสัย ภพมีไหน ชาติมีไหม ไม่ต้อง
ถามใคร พิจารณาอาการสังขารเหล่านี้แล้ว
จึงได้ปล่อยวาง...สังขาร วาง...ขันธ์ เหล่านี้
เป็นเพียง...ผู้รับทราบไว้เฉยๆ
มันจะดีขึ้นมา...
ท่าน ก็ไม่ดีกับมัน เป็นคนดูอยู่เฉยๆ
ถ้ามันร้ายขึ้นมา ท่านก็ไม่ร้ายกับมัน
เพราะมันขาดจากปัจจัยแล้ว...
เมื่อรู้ตามความเป็นจริง ปัจจัยที่จะส่งเสริม
ให้เกิด...ไม่มี เมื่อถูกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ
มากระทบ มันก็เกิดเป็นอาการ ขึ้นกับใจเรา
เราติดมันไหม?
เราวางมันได้ไหม?
อาการ...ที่ไม่ชอบใจนั้นเกิดขึ้นมา
เรารู้แล้ว...ผู้รู้ เอาความไม่ชอบไว้ในใจ
หรือเปล่า ? หรือว่าเห็นแล้ว...วาง
ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ แล้ว...
ยังเอาไว้ในใจของเรา ให้เรียนใหม่
เพราะยังผิดอยู่ ยังไม่ยิ่ง
ถ้ามันยิ่งแล้ว...มันวาง ให้ดูอย่างนี้.."
...............
คำสอนของ
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง
อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี
จิตเคลื่อนเมื่อใด เป็นสมมุติสังขาร ต้องพิจารณาจิตเอาไว้ตรงนี้นะ
ก็เป็นสมมติสังขาร เมื่อนั้น...ท่านจึงให้พิจารณาสังขาร คือจิตมันเคลื่อนไหวนั่นเอง!
เมื่อมันเคลื่อนออกไป ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เมื่อผู้รู้ รู้ตามความเป็นจริง ของจิต
หรือเจตสิกเหล่านี้...จิต ก็ไม่ใช่เรา สิ่งเหล่านี้
มีแต่ของทิ้งทั้งหมดไม่ควรเข้าไปยึด ไปหมายมั่น ทั้งนั้น
เหมือนกับตะเกียง เป็นตัวผู้รู้...
แสงสว่างของตะเกียง มันจะเป็นอย่างไร
ก็ช่างมัน มันเกิดจาก ผู้รู้...อันนี้
ถ้าจิตนี้...ไม่มี ผู้รู้...ก็ไม่มีเช่นกัน
มันคือ...อาการของพวกนี้ ฉะนั้น...สิ่งเหล่านี้
รวมแล้วเป็นนามหมด...
ท่านว่า จิตนี้...ก็ชื่อว่าจิต
มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล มิใช่ตัว มิใช่ตน มิใช่เรา มิใช่เขา ธรรมนี้...ก็สักว่าธรรม มิใช่ตัวตน
เรา เขา ไม่เป็นอะไร...ท่านให้เอาที่ไหน ?
เวทนา ก็ดี สัญญา ก็ดี สิ่งทั้งหลาย เหล่านี้...
ล้วนแต่...เป็นขันธ์ห้า ท่านให้วาง...
สิ่งทั้งหลาย ที่จิตคิดไป
ทุกสิ่ง ทุกอย่างเหล่านี้ ล้วนเป็นสังขารทั้งหมด
เมื่อรู้แล้ว...ท่านให้วาง
เมื่อรู้แล้ว...ท่านให้ละ
ให้รู้สิ่งเหล่านี้...ตามความเป็นจริง ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็ทุกข์ ก็ไม่วาง...สิ่งเหล่านี้ได้
เมื่อรู้ตามความเป็นจริงแล้ว...สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นของหลอกลวง
สมกับที่พระศาสดาตรัสว่า...
จิตนี้ ไม่มี...อะไร ไม่เกิดตามใคร ไม่ตายกับใคร จิตเป็นเสรีรุ่งโรจน์โชติการ
ไม่มี...เรื่องราวต่างๆ เข้าไปอยู่ในที่นั้น...
ที่จะมีเรื่องราว ก็เพราะมันหลงสังขาร นี่เอง!
หลงอัตตา นี่เอง!
พระศาสนดาจึงให้มองดูจิต ของเรา
เบื้องแรกมันมีอะไร ไม่มี...อะไรจริงๆ
สิ่งเหล่านี้...มิได้เกิดด้วย มิได้ตายด้วย
ถูกอารมณ์ดีมากระทบ ก็มิได้ดีด้วย
ถูกอารมณ์ร้ายมากระทบ ก็มิได้ร้ายไปด้วย เพราะรู้ตัวของตัว อย่างชัดเจนรู้ว่า...
สภาวะเหล่านั้น...ไม่เป็นแก่นสาร ท่านเห็น
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ตัวผู้รู้นี้...รู้ตามความเป็นจริง
ผู้รู้...มิได้ดีใจไปด้วย มิได้เสียใจไปด้วย
อาการ...ที่ดีใจไปด้วย นั่นแหละเกิด!
อาการ...ที่เสียใจไปด้วยนั่นแหละตาย!
ถ้ามันตาย ก็เกิด ถ้ามันเกิด ก็ตาย
ตัวที่เกิดที่ตายนี่แหละ! เป็นวัฏฏะ เวียนว่าย
ตาย-เกิด อยู่...ไม่หยุด
เมื่อจิตผู้ปฏิบัติเป็นอยู่อย่างนั้น...
ไม่ต้องสงสัย ภพมีไหน ชาติมีไหม ไม่ต้อง
ถามใคร พิจารณาอาการสังขารเหล่านี้แล้ว
จึงได้ปล่อยวาง...สังขาร วาง...ขันธ์ เหล่านี้
เป็นเพียง...ผู้รับทราบไว้เฉยๆ
มันจะดีขึ้นมา...
ท่าน ก็ไม่ดีกับมัน เป็นคนดูอยู่เฉยๆ
ถ้ามันร้ายขึ้นมา ท่านก็ไม่ร้ายกับมัน
เพราะมันขาดจากปัจจัยแล้ว...
เมื่อรู้ตามความเป็นจริง ปัจจัยที่จะส่งเสริม
ให้เกิด...ไม่มี เมื่อถูกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ
มากระทบ มันก็เกิดเป็นอาการ ขึ้นกับใจเรา
เราติดมันไหม?
เราวางมันได้ไหม?
อาการ...ที่ไม่ชอบใจนั้นเกิดขึ้นมา
เรารู้แล้ว...ผู้รู้ เอาความไม่ชอบไว้ในใจ
หรือเปล่า ? หรือว่าเห็นแล้ว...วาง
ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ แล้ว...
ยังเอาไว้ในใจของเรา ให้เรียนใหม่
เพราะยังผิดอยู่ ยังไม่ยิ่ง
ถ้ามันยิ่งแล้ว...มันวาง ให้ดูอย่างนี้.."
...............
คำสอนของ
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง
อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี