ที่บ้านเป็นกงสี ขอบอกว่าอึดอัดมาก ทำได้เท่าไหร่ก็ไม่เห็นเงินเป็นน้ำเป็นเนื้อ (ได้เงินเดือน30000 ) รายได้ส่งเข้ากงสี แล้วเงินก็กระจายละลายไปกับสมาชิกที่ทำอะไรก็ล้มเหลว ต้องมาเบิกเงินจากกงสีตลอด (แม่เป็นคนกุมอำนาจ)
Boommer ที่บ้าน ก็ชอบแจกเงิน วันก่อนเอาเงินไปแจกเด็กนักเรียนอีก😂 เนื่องในวันเด็ก
ปล. พอมีเวลามาเขียนเพิ่มเติมโพสต์ให้มีรายละเอียดมากขึ้น
ผมเป็นคน เจน x ช่วงท้ายๆ เชื้อสายจีน พ่อย้ายจากถิ่นเกิดภาคกลางมาอยู่แถวตะวันออก เจอกับแม่ เลยแต่งงานแล้วเปิดร้านยาแผนปัจจุบัน บรรจุเสร็จ สมัยนี้เรียก ขย.2 พ่อเข้ารับอบรมจากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อห้าสิบปีก่อน เลยสามารถเปิดร้านได้ เรียกง่ายๆว่าหมอตี๋ ล่ะครับ และมีร้านขายของโชห่วย และอื่นๆอีก เรียกว่าค่อนข้างมีครบทุกอย่างที่สมัยนั้นจะหาซื้อได้ สากกะเบือยันเรือรบเลยครับ ไม่ได้โม้ 555
ช่วงที่ผมเรียนประถม สัก ป.4 ผมก็ได้สมาชิกใหม่เพิ่มในบ้านอีกคน เป็นเด็กเพิ่งจบ ป.6 ซึ่งเป็นเด็กกำพร้า ยาย(หรือย่า)ของเด็กคนนี้เป็นญาติใกล้ชิดกับยายของผม แม่ผมรับเด็กมาอุปการะ ยายของเด็กบอกว่าช่วยจัดการให้ด้วยนะ ฝากฝังแม่ผมซะเต็มที่
เวลาผ่านไป พอเริ่มถึงวัยที่จะต้องเตรียมมุ่งเข็มทิศเข้ามหาวิทยาลัย แม่ก็build ให้ผมเข้าคณะเภสัช ให้ได้ แต่ผมก็เลือกสอบ วิทยาศาสตร์ เคมี แล้วเรียนต่อโท ปิโตรฯ จบมาช่วง IMF พอดีเป๊ะ หางานยากมากๆ รอนานหลายเดือน เลยตัดสินใจบวช อยู่ไปจนผ่านพรรษาก็ยังไม่อยากสึก จนแม่ต้องแค่นให้สึก ช่วงที่บวช ก็ได้คิดปลงอะไรหลายอย่าง มาได้ฟังเพลง ของ ค่ายขนมปัง คุณ กมลา ร้องไว้
"อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่จริงไม่ใช่สิ่งที่ฝัน แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด...."
จบกันกับความฝันของผมที่อยากจะทำงานด้านปิโตรฯ หักเข็มทิศเลี้ยวกับมา นับ1 ใหม่ กับ คณะเภสัชศาสตร์ ที่เขาเปิดรับ ปริญญาใบที่สอง
ด้วยความที่ผมเรียนเก่ง ถึงแม้จะเรียนตอนอายุเริ่มมาก ก็ยังไม่ใช่ปัญหา เรียนจบสบายๆ พร้อมกับน้องๆ 5ปี
ชีวิตเพิ่งเริ่ม....
หลังจากเรียนจบ ก็มาทำงาน รพ.แถวบ้าน เก็บประสบการณ์1ปีครึ่ง แล้วมาพัฒนาร้าน เริ่มใช้ความรู้เพื่อพยายามให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่า เป็นเภสัชกรแล้วนะ มีคนรับรู้มากขึ้นเพราะเจอกับชาวบ้าน ที่ รพ. ก็บ่อยๆ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนใบอนุญาตเป็น ขย.1 มีอยู่หลายเหตุผลที่ยังไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดนัก
เพราะติดกับ เรื่อง การที่เป็นร้านขายของเยอะแยะมาก มีร้านค้าสองฝั่ง มีฝั่งหนึ่งเปิด 24 ชม. ก็ง่วนสิครับ ผมมีพี่สาวคนนึง คอยช่วย
เริ่มวกกลับมาที่ เด็กกำพร้าคนนั้น (ผมเรียกเขาว่า กู๋ ) เขาเบื่อกับการอยู่ร้านค้ามานานมากแล้ว เขาอยากทำสวนยางพารา สวนทุเรียน เป็นจุดเริ่มความรั่วไหลของเงินกงสี สรุปสั้นๆคือ ทำสวนยางพาราก็ไม่ได้กำไร ทำสวนทุเรียนก็ยังเริ่มตั้งไข่เหมือนเด็กอนุบาล เงินไปจมกับที่ดิน เสียหายหมดไปไม่รู้เท่าไหร่ ทำแปลงผักก็โดนโกง มีคดีเรื่องอาวุธปืน พกปืนไม่มีใบอนุญาต ขนคนงานต่างด้าว เสียเงินทั้งนั้น ล่าสุดก็โดนลูบคม เสียรู้พวกแขกที่มาเช่าห้องแถว มันต่อเติมเพิ่ม อ้างว่าจะมีไว้เผื่อรับรองญาติๆ เฮ้อ มันจะเตรียมปล่อยเช่าต่ออีกทอดนึงต่างหาก แล้วเผลอๆมันจะยึดเอาด้วย เพราะที่ดินไม่มีโฉนด ทั้งที่ภรรยาผมก็บอกไปแล้วนะ อย่าไว้ใจ ปฏิเสธไปดีกว่าไม่ให้มาเช่า ดูแล้วแปลกๆ ภรรยาผมมองคนขาดมาก รู้หมด ทายถูกทุกเรื่อง ให้คำปรึกษาหลายครั้ง
จุดที่เริ่มเปิดร้านใหม่ให้เป็นร้านยาแบบจริงจัง ไม่ใช่โชว์ห่วย ก็เริ่มจากที่เริ่มมีกฏหมายบังคับ ได้จังหวะที่จะ ขู่boomer ว่าต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะมีปัญหา จนได้เปิดร้านใหม่ ขย.1 แผนปัจจุบันเสียที ฝั่งตรงข้ามกับ ร้านขย.2 (ปี2554)
ปัญหาใหญ่ คือ ผมต้องวิ่งรอก สองฝั่ง เพื่อช่วยขายของ เพราะด้วยความที่ขายหลายอย่าง จะทำให้เปลืองบุคคลากรมาก มีลูกจ้างแค่ฝั่งละ 1คน
สรุปว่าร้านเปิดใหม่ เปิดเพื่อให้ผ่านก่อนที่กฏหมายใหม่จะบังคับใช้ เป็นห้องว่างๆ มียาวางอยู่เป็นเหมือนห้องเก็บstock มากกว่าที่จะขายจริง
จนวันนึงผมกับภรรยา (ลืมบอกไปว่า แต่งงานกันตอนอายุเยอะทั้งคู่ ตัดสินใจไม่มีลูก) ก็ต้องคุยกับboomer ว่าต้องทำร้านจริงจังแล้วนะ ไม่งั้นจะแย่กันหมดทั้งบ้าน เลยได้ย้ายมาขายที่ร้านใหม่จริงจัง สลัดภาพลักษณ์จาก ไอ้ตี๋ขายของ ตี๋เด็กส่งหนังสือพิมพ์ ตี๋เด็กส่งแก๊ส มาเป็น เภสัชกร
ผมถือว่าผมยังโชคดีที่ภรรยายังอดทนอยู่กับผมได้มาถึงวันนี้ ทั้งที่เขาเป็น panic ซึมเศร้า ด้วย
รั่วทางที่สอง แม่เตลิดกับสังคมออนไลน์ ติดไลน์ ติดเพื่อน เปย์เพื่อนในไลน์ ไปเที่ยวกันบ่อย คนลำบากก็พ่อผมสิครับ จะ80ยังต้องขับรถพาไปบ้านเพื่อนที่ราชบุรี เพื่อนมาที่บ้านก็เดินเข้านอกออกใน สบายๆ ผมล่ะเสียง ถ้าเป็นพวกสายให้มิจฉาชีพจะว่างัย
เดี๋ยวนี้ยังมีการทำงาน แบ่งเงิน แบบระบบกงสี อีกไหม
Boommer ที่บ้าน ก็ชอบแจกเงิน วันก่อนเอาเงินไปแจกเด็กนักเรียนอีก😂 เนื่องในวันเด็ก
ปล. พอมีเวลามาเขียนเพิ่มเติมโพสต์ให้มีรายละเอียดมากขึ้น
ผมเป็นคน เจน x ช่วงท้ายๆ เชื้อสายจีน พ่อย้ายจากถิ่นเกิดภาคกลางมาอยู่แถวตะวันออก เจอกับแม่ เลยแต่งงานแล้วเปิดร้านยาแผนปัจจุบัน บรรจุเสร็จ สมัยนี้เรียก ขย.2 พ่อเข้ารับอบรมจากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อห้าสิบปีก่อน เลยสามารถเปิดร้านได้ เรียกง่ายๆว่าหมอตี๋ ล่ะครับ และมีร้านขายของโชห่วย และอื่นๆอีก เรียกว่าค่อนข้างมีครบทุกอย่างที่สมัยนั้นจะหาซื้อได้ สากกะเบือยันเรือรบเลยครับ ไม่ได้โม้ 555
ช่วงที่ผมเรียนประถม สัก ป.4 ผมก็ได้สมาชิกใหม่เพิ่มในบ้านอีกคน เป็นเด็กเพิ่งจบ ป.6 ซึ่งเป็นเด็กกำพร้า ยาย(หรือย่า)ของเด็กคนนี้เป็นญาติใกล้ชิดกับยายของผม แม่ผมรับเด็กมาอุปการะ ยายของเด็กบอกว่าช่วยจัดการให้ด้วยนะ ฝากฝังแม่ผมซะเต็มที่
เวลาผ่านไป พอเริ่มถึงวัยที่จะต้องเตรียมมุ่งเข็มทิศเข้ามหาวิทยาลัย แม่ก็build ให้ผมเข้าคณะเภสัช ให้ได้ แต่ผมก็เลือกสอบ วิทยาศาสตร์ เคมี แล้วเรียนต่อโท ปิโตรฯ จบมาช่วง IMF พอดีเป๊ะ หางานยากมากๆ รอนานหลายเดือน เลยตัดสินใจบวช อยู่ไปจนผ่านพรรษาก็ยังไม่อยากสึก จนแม่ต้องแค่นให้สึก ช่วงที่บวช ก็ได้คิดปลงอะไรหลายอย่าง มาได้ฟังเพลง ของ ค่ายขนมปัง คุณ กมลา ร้องไว้
"อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่จริงไม่ใช่สิ่งที่ฝัน แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด...."
จบกันกับความฝันของผมที่อยากจะทำงานด้านปิโตรฯ หักเข็มทิศเลี้ยวกับมา นับ1 ใหม่ กับ คณะเภสัชศาสตร์ ที่เขาเปิดรับ ปริญญาใบที่สอง
ด้วยความที่ผมเรียนเก่ง ถึงแม้จะเรียนตอนอายุเริ่มมาก ก็ยังไม่ใช่ปัญหา เรียนจบสบายๆ พร้อมกับน้องๆ 5ปี
ชีวิตเพิ่งเริ่ม....
หลังจากเรียนจบ ก็มาทำงาน รพ.แถวบ้าน เก็บประสบการณ์1ปีครึ่ง แล้วมาพัฒนาร้าน เริ่มใช้ความรู้เพื่อพยายามให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่า เป็นเภสัชกรแล้วนะ มีคนรับรู้มากขึ้นเพราะเจอกับชาวบ้าน ที่ รพ. ก็บ่อยๆ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนใบอนุญาตเป็น ขย.1 มีอยู่หลายเหตุผลที่ยังไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดนัก
เพราะติดกับ เรื่อง การที่เป็นร้านขายของเยอะแยะมาก มีร้านค้าสองฝั่ง มีฝั่งหนึ่งเปิด 24 ชม. ก็ง่วนสิครับ ผมมีพี่สาวคนนึง คอยช่วย
เริ่มวกกลับมาที่ เด็กกำพร้าคนนั้น (ผมเรียกเขาว่า กู๋ ) เขาเบื่อกับการอยู่ร้านค้ามานานมากแล้ว เขาอยากทำสวนยางพารา สวนทุเรียน เป็นจุดเริ่มความรั่วไหลของเงินกงสี สรุปสั้นๆคือ ทำสวนยางพาราก็ไม่ได้กำไร ทำสวนทุเรียนก็ยังเริ่มตั้งไข่เหมือนเด็กอนุบาล เงินไปจมกับที่ดิน เสียหายหมดไปไม่รู้เท่าไหร่ ทำแปลงผักก็โดนโกง มีคดีเรื่องอาวุธปืน พกปืนไม่มีใบอนุญาต ขนคนงานต่างด้าว เสียเงินทั้งนั้น ล่าสุดก็โดนลูบคม เสียรู้พวกแขกที่มาเช่าห้องแถว มันต่อเติมเพิ่ม อ้างว่าจะมีไว้เผื่อรับรองญาติๆ เฮ้อ มันจะเตรียมปล่อยเช่าต่ออีกทอดนึงต่างหาก แล้วเผลอๆมันจะยึดเอาด้วย เพราะที่ดินไม่มีโฉนด ทั้งที่ภรรยาผมก็บอกไปแล้วนะ อย่าไว้ใจ ปฏิเสธไปดีกว่าไม่ให้มาเช่า ดูแล้วแปลกๆ ภรรยาผมมองคนขาดมาก รู้หมด ทายถูกทุกเรื่อง ให้คำปรึกษาหลายครั้ง
จุดที่เริ่มเปิดร้านใหม่ให้เป็นร้านยาแบบจริงจัง ไม่ใช่โชว์ห่วย ก็เริ่มจากที่เริ่มมีกฏหมายบังคับ ได้จังหวะที่จะ ขู่boomer ว่าต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะมีปัญหา จนได้เปิดร้านใหม่ ขย.1 แผนปัจจุบันเสียที ฝั่งตรงข้ามกับ ร้านขย.2 (ปี2554)
ปัญหาใหญ่ คือ ผมต้องวิ่งรอก สองฝั่ง เพื่อช่วยขายของ เพราะด้วยความที่ขายหลายอย่าง จะทำให้เปลืองบุคคลากรมาก มีลูกจ้างแค่ฝั่งละ 1คน
สรุปว่าร้านเปิดใหม่ เปิดเพื่อให้ผ่านก่อนที่กฏหมายใหม่จะบังคับใช้ เป็นห้องว่างๆ มียาวางอยู่เป็นเหมือนห้องเก็บstock มากกว่าที่จะขายจริง
จนวันนึงผมกับภรรยา (ลืมบอกไปว่า แต่งงานกันตอนอายุเยอะทั้งคู่ ตัดสินใจไม่มีลูก) ก็ต้องคุยกับboomer ว่าต้องทำร้านจริงจังแล้วนะ ไม่งั้นจะแย่กันหมดทั้งบ้าน เลยได้ย้ายมาขายที่ร้านใหม่จริงจัง สลัดภาพลักษณ์จาก ไอ้ตี๋ขายของ ตี๋เด็กส่งหนังสือพิมพ์ ตี๋เด็กส่งแก๊ส มาเป็น เภสัชกร
ผมถือว่าผมยังโชคดีที่ภรรยายังอดทนอยู่กับผมได้มาถึงวันนี้ ทั้งที่เขาเป็น panic ซึมเศร้า ด้วย
รั่วทางที่สอง แม่เตลิดกับสังคมออนไลน์ ติดไลน์ ติดเพื่อน เปย์เพื่อนในไลน์ ไปเที่ยวกันบ่อย คนลำบากก็พ่อผมสิครับ จะ80ยังต้องขับรถพาไปบ้านเพื่อนที่ราชบุรี เพื่อนมาที่บ้านก็เดินเข้านอกออกใน สบายๆ ผมล่ะเสียง ถ้าเป็นพวกสายให้มิจฉาชีพจะว่างัย