แม้จะมีการจัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2563 แต่“ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง”ยังคงสร้างภาระ ความว้าวุ่นให้กับแลนด์ลอร์ด เศรษฐีที่ดิน หลังรัฐบาลหมดโปรโมชั่น ลดอัตราการจัดเก็บเพื่อบรรเทาภาระ เดินหน้าเก็บในอัตรา 100% รวมถึงปี 2569
ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่ประเภท“ที่ดินรกร้างว่างเปล่า”ในกรณีเจ้าของที่ดินปล่อยร้างเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งตั้งแต่ปีที่4 จะเก็บเพิ่มในอัตรา 0.3% ทุกๆ 3 ปี แต่อัตราภาษีรวมไม่เกิน 3%
สำหรับอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีอัตราเพดานอยู่ที่ 1.2%
-มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษี 0.3%
-มูลค่า 50-200 ล้านบาท อัตราภาษี 0.4%
-มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.5%
-มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.6%
-มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.7%
จากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยังคงเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินปรับสภาพเป็นเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าเกณฑ์“ที่ดินเกษตรกรรม”เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เสียในอัตราที่ถูกลง
-มูลค่า 0- 75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01%
-มูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03%
-มูลค่า 100-500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05%
-มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07%
-มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1%
-กรณีเป็นบุคคลธรรมดา มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น
อย่างไรก็ตามการที่ภาครัฐ ได้มีการกำหนดอัตรา“ที่ดินรกร้าง”สูงกว่า“ที่ดินเกษตรกรรม”เพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง แทนการปล่อยรกร้างหรือเก็บไว้เก็งกำไร
แต่การจะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นเกษตรกรรม ต้องเป็นชนิด“พืชและสัตว์“ตามหลักเกณฑ์ประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ในท้ายประกาศ จึงจะถือว่าเป็นการใช้พื้นที่เกษตรกรรม
สำหรับชนิดพืชและอัตราขั้นต่ำการปลูกที่กำหนด ที่มีการปรับปรุงล่าสุด
1.กล้วยหอม 200 ต้น/ไร่
2.กล้วยไข่ 200 ต้น/ไร่
3.กล้วยน้ำว้า 200 ต้น/ไร่
4.กระท้อนเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ทับทิม 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ปุยฝ้าย 25 ต้น/ไร่
5.กาแฟ 170 ต้น/ไร่ พันธุ์โรบัสต้า 170 ต้น/ไร่ พันธุ์อราบิก้า 400 ต้น/ไร่ 6.กานพลู 20 ต้น/ไร่
7.กระวาน 100 ต้น/ไร่
8.โกโก้ 150-170 ต้น/ไร่
9.ขนุน 25 ต้น/ไร่
10.เงาะ 20 ต้น/ไร่
11.จำปาดะ 25 ต้น/ไร่
12.จันทร์เทศ 25 ต้น/ไร่
13.ชมพู่ 45 ต้น/ไร่
14.ทุเรียน 20 ต้น/ไร่
15.ท้อ 45 ต้น/ไร่
16.น้อยหน่า 170 ต้น/ไร่
17.นุ่น 25 ต้น/ไร่
18.บ๊วย 45 ต้น/ไร่
19.ปาล์มน้ำมัน 22 ต้น/ไร่
20.ฝรั่ง 45 ต้น/ไร่
21.พุทรา 80 ต้น/ไร่
22.เสาวรส 400 ต้น/ไร่
23.พริกไทย 400 ต้น/ไร่
24.พลู 100 ต้น/ไร่
25.มะม่วง 20 ต้น/ไร่
26.มะพร้าวแก่ 20 ต้น/ไร่
27.มะพร้าวอ่อน 20 ต้น/ไร่ 28.มะม่วงหิมพานต์ 45 ต้น/ไร่ 29.มะละกอ (ยกร่อง) 100 ต้น/ไร่ (ไม่ยกร่อง) 175 ต้น/ไร่
30.มะนาว 50 ต้น/ไร่
31.มะปราง 25 ต้น/ไร่
32.มะขามเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่
33.มะขามหวาน 25 ต้น/ไร่
34.มังคุด 16 ต้น/ไร่
35.ยางพารา 76 ต้น/ไร่
36.ลิ้นจี่ 20 ต้น/ไร่
37.ลำไย 20 ต้น/ไร่
38.ละมุด 45 ต้น/ไร่
39.ลางสาด 45 ต้น/ไร่
40.ลองกอง 45 ต้น/ไร่
41.ส้มโอ 45 ต้น/ไร่
42.ส้มโอเกลี้ยง 45 ต้น/ไร่
43.ส้มตรา 45 ต้น/ไร่
44.ส้มเขียวหวาน 45 ต้น/ไร่
45.ส้มจุก 45 ต้น/ไร่
46.สาลี่ 45 ต้น/ไร่
47.สะตอ 25 ต้น/ไร่
48.หน่อไม้ไผ่ตง 25 ต้น/ไร่
49.หมาก 100-170 ต้น/ไร่
50. หม่อน 35 ต้น/ไร่
51.องุ่น 35 ต้น/ไร่
52.แก้วมังกร 35 ต้น/ไร่
53.แอปเปิล 35 ต้น/ไร่
54.อะโวคาโด 35 ต้น/ไร่
55.อินทผลัม 35 ต้น/ไร่
56.ยูคาลิปตัส 100 ต้น/ไร่
57.พืชกลุ่มให้เนื้อไม้ 30 ต้น/ไร่
เกณฑ์เลี้ยงสัตว์ 9 ชนิด
1.โค ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่
2.กระบือโตเต็มวัย ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่
3.แพะ-แกะโตเต็มวัย ขนาด 2 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อไร่
4.สุกร พ่อพันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 7.5 ตารางเมตรต่อตัว แม่พันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรอนุบาล ขนาด 0.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรขุน ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว คอกคลอด ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตรต่อตัว ซองอุ้มท้อง ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2 ตารางเมตรต่อตัว
5.สัตว์ปีกเลี้ยงปล่อย (เป็ดและไก่) 4 ตารางเมตรต่อตัว (ตามมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์)
6.กวาง 2 ไร่ต่อตัว
7.หมูป่า 5 ตารางเมตรต่อตัว (เลี้ยงในโรงเรือน) 0.25 ไร่ต่อตัว (เลี้ยงปล่อย)
8.ผึ้ง บริเวณที่มีพืชอาหารเลี้ยงผึ้ง เช่น เกสร และน้ำหวานดอกไม้ที่สมดุล กับจำนวนรังผึ้ง
9.จิ้งหรีด บริเวณพื้นที่เพียงพอและเหมาะสม กับขนาดและจำนวนบ่อ
ทั้งนี้ในกรณีการประกอบการเกษตรที่เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ถือว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มี ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นการใช้ประโยชน์ในการประกอบการเกษตรกรรม
1.พื้นที่บ่อดิน บ่อปูน กระชังบก บ่อพลาสติก โรงเพาะฟัก หรือพื้นที่ที่ใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะอื่นใด ที่ผู้ขุด ผู้สร้าง ผู้จัดทำ เจ้าของ หรือผู้ครอบครอง มีความมุ่งหมายโดยตรงที่ใช้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
2.ที่ดินที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่มีกิจกรรมใช้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อพักน้ำ บ่อบำบัดน้ำ คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ คูน้ำ คันดินขอบบ่อ ถนน และให้รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นใด ที่ใช้ประโยชน์ เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
จากการสอบถามผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการบริหารจัดการที่ดิน ระบุว่าเจ้าของที่ดินยังนำที่ดินมาปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรกรรมทุกปีตามรอบการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และในระยะหลังๆจะเป็นที่ดินแปลงขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 15 ไร่ขึ้นไป เนื่องจากครบเวลา 3 ปีแล้ว และปีที่ 4 ต้องจ่ายเพิ่มเท่าตัว
โดยลูกค้าที่ใช้บริการจะมีทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดปริมณฑลและต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ศรีราชา พัทยา ระยอง เป็นต้น โดยนิยมปลูก ไม้เบญจพรรณ มะม่วง มะพร้าว กล้วย นอกจากนี้อีกปรากฎการณ์ที่เห็นคือ ปรับที่ดินแล้วปล่อยเช่าและขายมากขึ้น จะไม่มีเก็บไว้นานๆเหมือนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระด้านภาษี...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/property/news-1952250
อัปเดตใหม่ “พืช 57 ชนิด” ปลูกแล้วได้ลดภาษีที่ดิน แห่พลิกที่ว่างเปล่าทำเกษตรจำแลง
ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่ประเภท“ที่ดินรกร้างว่างเปล่า”ในกรณีเจ้าของที่ดินปล่อยร้างเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งตั้งแต่ปีที่4 จะเก็บเพิ่มในอัตรา 0.3% ทุกๆ 3 ปี แต่อัตราภาษีรวมไม่เกิน 3%
สำหรับอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีอัตราเพดานอยู่ที่ 1.2%
-มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษี 0.3%
-มูลค่า 50-200 ล้านบาท อัตราภาษี 0.4%
-มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.5%
-มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.6%
-มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.7%
จากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยังคงเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินปรับสภาพเป็นเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าเกณฑ์“ที่ดินเกษตรกรรม”เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เสียในอัตราที่ถูกลง
-มูลค่า 0- 75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01%
-มูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03%
-มูลค่า 100-500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05%
-มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07%
-มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1%
-กรณีเป็นบุคคลธรรมดา มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น
อย่างไรก็ตามการที่ภาครัฐ ได้มีการกำหนดอัตรา“ที่ดินรกร้าง”สูงกว่า“ที่ดินเกษตรกรรม”เพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง แทนการปล่อยรกร้างหรือเก็บไว้เก็งกำไร
แต่การจะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นเกษตรกรรม ต้องเป็นชนิด“พืชและสัตว์“ตามหลักเกณฑ์ประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ในท้ายประกาศ จึงจะถือว่าเป็นการใช้พื้นที่เกษตรกรรม
สำหรับชนิดพืชและอัตราขั้นต่ำการปลูกที่กำหนด ที่มีการปรับปรุงล่าสุด
1.กล้วยหอม 200 ต้น/ไร่
2.กล้วยไข่ 200 ต้น/ไร่
3.กล้วยน้ำว้า 200 ต้น/ไร่
4.กระท้อนเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ทับทิม 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ปุยฝ้าย 25 ต้น/ไร่
5.กาแฟ 170 ต้น/ไร่ พันธุ์โรบัสต้า 170 ต้น/ไร่ พันธุ์อราบิก้า 400 ต้น/ไร่ 6.กานพลู 20 ต้น/ไร่
7.กระวาน 100 ต้น/ไร่
8.โกโก้ 150-170 ต้น/ไร่
9.ขนุน 25 ต้น/ไร่
10.เงาะ 20 ต้น/ไร่
11.จำปาดะ 25 ต้น/ไร่
12.จันทร์เทศ 25 ต้น/ไร่
13.ชมพู่ 45 ต้น/ไร่
14.ทุเรียน 20 ต้น/ไร่
15.ท้อ 45 ต้น/ไร่
16.น้อยหน่า 170 ต้น/ไร่
17.นุ่น 25 ต้น/ไร่
18.บ๊วย 45 ต้น/ไร่
19.ปาล์มน้ำมัน 22 ต้น/ไร่
20.ฝรั่ง 45 ต้น/ไร่
21.พุทรา 80 ต้น/ไร่
22.เสาวรส 400 ต้น/ไร่
23.พริกไทย 400 ต้น/ไร่
24.พลู 100 ต้น/ไร่
25.มะม่วง 20 ต้น/ไร่
26.มะพร้าวแก่ 20 ต้น/ไร่
27.มะพร้าวอ่อน 20 ต้น/ไร่ 28.มะม่วงหิมพานต์ 45 ต้น/ไร่ 29.มะละกอ (ยกร่อง) 100 ต้น/ไร่ (ไม่ยกร่อง) 175 ต้น/ไร่
30.มะนาว 50 ต้น/ไร่
31.มะปราง 25 ต้น/ไร่
32.มะขามเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่
33.มะขามหวาน 25 ต้น/ไร่
34.มังคุด 16 ต้น/ไร่
35.ยางพารา 76 ต้น/ไร่
36.ลิ้นจี่ 20 ต้น/ไร่
37.ลำไย 20 ต้น/ไร่
38.ละมุด 45 ต้น/ไร่
39.ลางสาด 45 ต้น/ไร่
40.ลองกอง 45 ต้น/ไร่
41.ส้มโอ 45 ต้น/ไร่
42.ส้มโอเกลี้ยง 45 ต้น/ไร่
43.ส้มตรา 45 ต้น/ไร่
44.ส้มเขียวหวาน 45 ต้น/ไร่
45.ส้มจุก 45 ต้น/ไร่
46.สาลี่ 45 ต้น/ไร่
47.สะตอ 25 ต้น/ไร่
48.หน่อไม้ไผ่ตง 25 ต้น/ไร่
49.หมาก 100-170 ต้น/ไร่
50. หม่อน 35 ต้น/ไร่
51.องุ่น 35 ต้น/ไร่
52.แก้วมังกร 35 ต้น/ไร่
53.แอปเปิล 35 ต้น/ไร่
54.อะโวคาโด 35 ต้น/ไร่
55.อินทผลัม 35 ต้น/ไร่
56.ยูคาลิปตัส 100 ต้น/ไร่
57.พืชกลุ่มให้เนื้อไม้ 30 ต้น/ไร่
เกณฑ์เลี้ยงสัตว์ 9 ชนิด
1.โค ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่
2.กระบือโตเต็มวัย ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่
3.แพะ-แกะโตเต็มวัย ขนาด 2 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อไร่
4.สุกร พ่อพันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 7.5 ตารางเมตรต่อตัว แม่พันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรอนุบาล ขนาด 0.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรขุน ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว คอกคลอด ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตรต่อตัว ซองอุ้มท้อง ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2 ตารางเมตรต่อตัว
5.สัตว์ปีกเลี้ยงปล่อย (เป็ดและไก่) 4 ตารางเมตรต่อตัว (ตามมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์)
6.กวาง 2 ไร่ต่อตัว
7.หมูป่า 5 ตารางเมตรต่อตัว (เลี้ยงในโรงเรือน) 0.25 ไร่ต่อตัว (เลี้ยงปล่อย)
8.ผึ้ง บริเวณที่มีพืชอาหารเลี้ยงผึ้ง เช่น เกสร และน้ำหวานดอกไม้ที่สมดุล กับจำนวนรังผึ้ง
9.จิ้งหรีด บริเวณพื้นที่เพียงพอและเหมาะสม กับขนาดและจำนวนบ่อ
ทั้งนี้ในกรณีการประกอบการเกษตรที่เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ถือว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มี ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นการใช้ประโยชน์ในการประกอบการเกษตรกรรม
1.พื้นที่บ่อดิน บ่อปูน กระชังบก บ่อพลาสติก โรงเพาะฟัก หรือพื้นที่ที่ใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะอื่นใด ที่ผู้ขุด ผู้สร้าง ผู้จัดทำ เจ้าของ หรือผู้ครอบครอง มีความมุ่งหมายโดยตรงที่ใช้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
2.ที่ดินที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่มีกิจกรรมใช้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อพักน้ำ บ่อบำบัดน้ำ คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ คูน้ำ คันดินขอบบ่อ ถนน และให้รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นใด ที่ใช้ประโยชน์ เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
จากการสอบถามผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการบริหารจัดการที่ดิน ระบุว่าเจ้าของที่ดินยังนำที่ดินมาปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรกรรมทุกปีตามรอบการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และในระยะหลังๆจะเป็นที่ดินแปลงขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 15 ไร่ขึ้นไป เนื่องจากครบเวลา 3 ปีแล้ว และปีที่ 4 ต้องจ่ายเพิ่มเท่าตัว
โดยลูกค้าที่ใช้บริการจะมีทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดปริมณฑลและต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ศรีราชา พัทยา ระยอง เป็นต้น โดยนิยมปลูก ไม้เบญจพรรณ มะม่วง มะพร้าว กล้วย นอกจากนี้อีกปรากฎการณ์ที่เห็นคือ ปรับที่ดินแล้วปล่อยเช่าและขายมากขึ้น จะไม่มีเก็บไว้นานๆเหมือนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระด้านภาษี...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/property/news-1952250