Warcraft (2016) - ตำนานออร์คผ่าโลกที่สาวกเกมไม่ควรพลาด (แต่คนไม่เล่นอาจจะงงๆ หน่อยนะครับ)


TITLE: Warcraft (2016) - ตำนานออร์คผ่าโลกที่สาวกเกมไม่ควรพลาด (แต่คนไม่เล่นอาจจะงงๆ หน่อยนะครับ)

สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมขอมาแชร์ความรู้สึกหลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Warcraft ฉบับปี 2016 ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ หรือบางคนก็อาจจะเคยเล่นเกมมาก่อนนะครับ ส่วนตัวผมเองก็เป็นแฟนเกม Warcraft มานานพอสมควรครับ ตั้งแต่สมัย Warcraft III ที่เนื้อเรื่องเข้มข้นมากๆ พอรู้ว่าจะมีภาพยนตร์ออกมาก็ตั้งตารอดูเลยครับ

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า Warcraft ภาคนี้เน้นไปที่เรื่องราวของเผ่าพันธุ์ออร์คที่อพยพมาจากโลกของพวกเขาที่กำลังจะล่มสลาย ผ่านประตูมิติมายังโลกของมนุษย์ที่ชื่อว่า Azeroth ครับ สาเหตุที่พวกเขาต้องมาก็เพราะว่าโลกของพวกเขามีทรัพยากรไม่พอแล้ว แถมยังโดนพลังงานมืดอย่าง Fel ที่ทำให้พวกเขาหน้าตาเปลี่ยนไป ดุร้ายขึ้น และมีความกระหายพลังงานอย่างรุนแรงครับ หัวหน้าเผ่าออร์คที่ชื่อว่า Durotan เป็นตัวละครหลักที่ผมว่าน่าสนใจมากๆ ครับ เขาเป็นออร์คที่ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่พอสมควร ไม่ได้โหดเหี้ยมเหมือนออร์คทั่วไป และพยายามหาทางออกให้กับเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

ส่วนทางฝั่งมนุษย์นะครับ ตัวละครหลักก็คือ Anduin Lothar ครับ เขาเป็นอัศวินผู้เก่งกาจของอาณาจักร Stormwind ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากออร์คครับ การมาถึงของออร์คทำให้เกิดสงครามขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างก็ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดและปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง

สิ่งที่ผมชอบมากๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือฉากแอ็คชั่นครับ การออกแบบท่าต่อสู้ระหว่างออร์คกับมนุษย์ทำออกมาได้อลังการมากๆ ครับ โดยเฉพาะฉากที่ออร์คใช้ขวานยักษ์ฟาดฟัน หรือฉากที่มนุษย์ใช้ดาบและโล่ป้องกัน มันดูสมจริงและทรงพลังครับ การเคลื่อนไหวของออร์คนี่ทำออกมาได้ดีมากๆ ครับ สมจริงจนบางทีก็แอบขนลุกเหมือนกันครับ

เรื่องของ CG นี่ไม่ต้องพูดถึงครับ ยอมรับเลยว่าทำออกมาได้สุดยอดมากๆ ครับ การสร้างตัวออร์คให้ดูมีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก นี่เป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ แต่พวกเขาก็ทำได้สำเร็จครับ การแสดงออกทางสีหน้าของออร์คหลายๆ ตัว โดยเฉพาะ Durotan นี่ทำออกมาได้ดีมากๆ ครับ ทำให้เราอินไปกับเรื่องราวของพวกเขาได้

แต่ก็ต้องบอกตามตรงนะครับว่าสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกม Warcraft มาก่อน อาจจะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องมันเดินเร็วไปหน่อย หรือบางทีก็อาจจะตามไม่ทันครับ เพราะในเกมมันมีรายละเอียดและประวัติศาสตร์ของโลก Azeroth เยอะมากครับ การยัดทุกอย่างลงมาในหนังเรื่องเดียวมันก็ค่อนข้างยากครับ บางตัวละครอาจจะดูมีบทบาทน้อยไปหน่อย หรือบางฉากอาจจะรู้สึกว่าขาดที่มาที่ไปนิดๆ ครับ

ผมว่าหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็นการปูพื้นฐานสำหรับภาคต่อไปมากกว่าครับ เขาพยายามแนะนำโลก ตัวละคร และความขัดแย้งเบื้องต้นให้ผู้ชมรู้จัก ซึ่งผมก็เข้าใจนะครับ เพราะโลกของ Warcraft มันกว้างใหญ่มากๆ ครับ ถ้าจะเล่าทุกอย่างในภาคเดียวคงจะยัดไม่ลงจริงๆ

อีกจุดที่ผมประทับใจคือการออกแบบฉากและเครื่องแต่งกายครับ สวยงามอลังการมากๆ ครับ ชุดเกราะของอัศวินมนุษย์ก็ดูแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ส่วนการแต่งกายของออร์คก็ดูดิบเถื่อน สมจริงดีครับ สภาพแวดล้อมต่างๆ ในโลก Azeroth ก็ทำออกมาได้สวยงามครับ

ในส่วนของบทพูด ผมว่าก็ทำได้โอเคครับ มีทั้งบทพูดที่ดูจริงจัง กินใจ และบทพูดที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ นักแสดงหลายๆ คนก็แสดงได้ดีครับ โดยเฉพาะ Travis Fimmel ที่รับบท Anduin Lothar นี่ผมว่าเขาแสดงได้ถึงบทบาทมากๆ ครับ ดูเป็นผู้นำ เป็นนักรบที่ผ่านศึกมาเยอะ

อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นด้วยกับบางคนที่บอกว่าหนังอาจจะเน้นไปที่ฉากแอ็คชั่นมากเกินไป จนบางครั้งบทสนทนาหรือการพัฒนาตัวละครอาจจะถูกลดทอนไปบ้างครับ คือเราอินกับฉากต่อสู้มากๆ แต่พอถึงช่วงที่ต้องอธิบายปูมหลัง หรือความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร อาจจะรู้สึกว่ามันยังขาดๆ อยู่ครับ

สำหรับแฟนเกม Warcraft นะครับ ผมว่าคุณไม่ควรพลาดเรื่องนี้ครับ เพราะมันคือการนำโลกที่เราคุ้นเคยมาสู่จอภาพยนตร์ครับ การได้เห็นตัวละครที่เราเคยเล่น หรือสถานที่ที่เราเคยผจญภัย ปรากฏขึ้นมาจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมากๆ ครับ ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้เป๊ะตามเกมทุกอย่าง แต่มันก็ให้อารมณ์และบรรยากาศของ Warcraft ได้ดีครับ

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อนเลย ผมแนะนำว่าอาจจะต้องเตรียมใจนิดนึงครับ หรือถ้าเป็นไปได้ ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกของ Warcraft เพิ่มเติมก่อนดู อาจจะช่วยให้เข้าใจเนื้อเรื่องได้มากขึ้นครับ เพราะบางทีการดูโดยไม่มีพื้นฐานเลย อาจจะรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปครับ

สรุปแล้ว Warcraft (2016) เป็นภาพยนตร์ที่ผมว่าทำออกมาได้ดีในแง่ของงานสร้าง CG ฉากแอ็คชั่น และการนำเสนอโลกของ Warcraft ครับ มันเป็นหนังที่แฟนเกมน่าจะถูกใจ แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปอาจจะต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้นหน่อยครับ ผมให้คะแนนเรื่องนี้ประมาณ 7/10 ครับ เป็นหนังที่ดูสนุก ดูเพลินๆ ได้ แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ทิ้งความประทับใจในด้านเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนมากนักครับ

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ ใครที่ได้ดูแล้ว มาคุยกันต่อได้นะครับ ว่ารู้สึกอย่างไรกันบ้างครับผม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่