ใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น คงเคยเห็นภาพรถไฟที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน จนในบางครั้ง พนักงานสถานีต้องใช้มือดันผู้โดยสารเข้ารถ เพื่อให้ปิดประตูได้
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ห่างไกล หรือตามชนบท
ก็มีภาพคนแก่ที่อยู่คนเดียว ไปจนถึงบ้านร้างจำนวนมาก
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจดูขัดกับภาพในหัวของหลาย ๆ คน ที่มองว่าญี่ปุ่น มีการกระจายความเจริญไปทั้งประเทศ
แล้วญี่ปุ่นทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ ?
แล้วไทย ที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน จะสามารถเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่นได้บ้าง ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1BoNdMuTbj/?mibextid=wwXIfr
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง และญี่ปุ่นเริ่มสร้างประเทศขึ้นมาใหม่
หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่ญี่ปุ่นใช้ คือการ “กระจายอำนาจ” ผ่าน Local Autonomy Law เพื่อให้แต่ละท้องถิ่น มีอำนาจจัดการตัวเองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะกระจายอำนาจแล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังเจอกับปัญหาอมตะ เพราะเมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียว ยังคงเป็นแม่เหล็กขนาดยักษ์ ที่คอยดูดคนออกจากเมืองอื่น ๆ
คนหนุ่มสาวจากต่างจังหวัด แห่กันไปที่โตเกียว เพื่อหางาน เรียนต่อ หรือหาโอกาสที่ดีกว่า และทิ้งบ้านเกิดไว้เบื้องหลัง ให้เหลือแต่คนแก่และบ้านร้าง
ขณะที่กรุงโตเกียวเอง ก็เริ่มรับไม่ไหว จนมีปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งการจราจรติดขัด ชีวิตที่เร่งรีบ ที่อยู่อาศัยราคาแพง ไปจนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น เป็นเงาตามตัว
ถึงจุดหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤติระดับชาติ
ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า 1 ใน 3 ของเทศบาลทั้งประเทศ เสี่ยงจะหายไปภายในปี 2040 เพราะไม่มีคนอยู่เลย
ทั้งหมดนี้ เป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลญี่ปุ่น ต้องทำอะไรสักอย่าง..
ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด ทั้งการปรับโครงสร้างการเก็บภาษี และการจัดการงบประมาณ ที่ทำให้ท้องถิ่นมีอิสระมากขึ้น
โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากกรุงโตเกียว เหมือนเมื่อก่อน
และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ญี่ปุ่น “ดิ้นรน” อย่างไร เราลองมาดู 3 กลยุทธ์ที่น่าสนใจ ที่ญี่ปุ่นงัดมาใช้สู้กับวิกฤตินี้กัน
กลยุทธ์แรก
แยกหน่วยงานสำคัญอย่าง JNR
ในประเทศไทย ระบบรางส่วนใหญ่ ที่วิ่งไปทั่วประเทศ
ถูกบริหารงานโดยหน่วยงานเดียว คือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นในอดีต ก็มี Japanese National Railways หรือ JNR ที่คอยดูแลระบบรางทั่วประเทศเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่า JNR นี้อยู่ภายใต้รัฐบาลกลาง
แต่ปัญหาคือ รัฐบาลกลางที่โตเกียวก็อาจไม่ได้รู้จริงว่าคนในเกาะคีวชูต้องการอะไร หรือรถไฟแบบไหนที่เหมาะสมกับฮอกไกโด
การตัดสินใจจากโตเกียว ที่ไม่เข้าใจหน้างานจริง ทำให้การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ จนองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง JNR ขาดทุนสะสมจนแทบล้มละลาย..
ท้ายที่สุด รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจทำสิ่งที่กล้าหาญ นั่นคือการแยกหน่วยงานรถไฟออกเป็นภูมิภาค
จาก JNR เป็น JR East (โตเกียวและภาคตะวันออก), JR West (โอซากาและภาคตะวันตก), JR Kyushu (เกาะคีวชู), JR Hokkaido (เกาะฮอกไกโด) และอื่น ๆ
พร้อมทั้งแปรรูปเป็นบริษัทเอกชน และปล่อยให้แต่ละพื้นที่บริหารกันเอง
ผลคือ นอกจากบริษัทรถไฟหลายแห่ง จะกลับมามีกำไรแล้ว
ยังทำให้รถไฟกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการกระจายความเจริญ ออกไปยังเมืองอื่น ๆ ทั้งสามารถออกแบบเส้นทางและรูปแบบรถไฟ ได้ด้วยตัวเอง
ตัวอย่างเช่น JR Kyushu ที่มีการออกรถไฟท่องเที่ยวมากมาย เช่น Seven Stars in Kyushu ซึ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวสุดหรู ที่จองได้ยากมาก เพราะมักถูกจองเต็มอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ บริษัทรถไฟเหล่านี้ ยังมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบสถานีรถไฟ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม คาเฟ ให้เข้ากับแต่ละพื้นที่
ทำให้สถานีรถไฟ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ขึ้น-ลงรถ แต่เป็นจุดนัดพบของคนในเมือง
ทั้งหมดนี้ มาจากความเข้าใจของคนในท้องถิ่นว่าเส้นทางไหนควรเน้นขนส่งคนทำงาน เส้นทางไหนควรเน้นการท่องเที่ยว และรถไฟแบบไหน ที่เหมาะกับเส้นทางที่ว่ามา
โดยที่ไม่ต้องตัดสินใจแบบเดียวกันทั้งประเทศ หรือรอฟังนโยบายจากโตเกียวอย่างเดียว แบบเมื่อก่อน
มาถึงกลยุทธ์ที่สอง
ภาษีบ้านเกิด (Furusato Nozei)
ปกติเวลาเราจ่ายภาษีในไทย เงินภาษีส่วนใหญ่จะถูกบริหารโดยรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะถูกกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ
ซึ่งอาจทำให้บางจังหวัด ไม่ได้รับงบประมาณมากเท่าที่ควร ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่กำลังเจออยู่
แต่ญี่ปุ่น มีระบบที่อนุญาตให้ผู้จ่ายภาษี สามารถบริจาคเงินให้กับจังหวัดไหนก็ได้ เพื่อที่จะนำมาลดหย่อนภาษี
ที่น่าสนใจคือ จังหวัดเหล่านั้น จะส่ง “ของขวัญ” กลับมาให้ ในมูลค่าไม่เกิน 30% ของเงินบริจาค
- บริจาคให้ฮอกไกโด อาจได้ปูยักษ์ และหอยเชลล์
- บริจาคให้มิยาซากิ อาจได้เนื้อวากิว A5
- บริจาคให้กุนมะ อาจได้ตั๋วแช่ออนเซ็น
ไอเดียนี้ ทำให้จังหวัดเล็ก ๆ อย่างมิยาซากิ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เงียบสงบ และไม่ได้มีอุตสาหกรรมหนักเหมือนฟูกูโอกะ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เหมือนเกียวโต
สามารถหารายได้ในหลักหมื่นล้านเยนหรือพันล้านบาท ในแต่ละปี
นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลท้องถิ่น สวมหมวกเป็น CEO บริษัท ที่ต้องแข่งกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนเลือกบริจาคให้ท้องถิ่นของตัวเอง
ทั้งยังทำให้จังหวัดต่าง ๆ แข่งกันพัฒนาสินค้าพื้นเมืองให้มีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินด้วย
อย่างไรก็ตาม ไอเดียนี้ ก็ทำให้โตเกียว สูญเสียรายได้อย่างมหาศาลในทางอ้อม
มาถึงกลยุทธ์ที่สาม
คือ การหดเมือง
ที่ผ่านมาเราอาจคุ้นชินกับนโยบายที่เน้นพัฒนาให้ทั่วถึง สร้างถนนไปทุกที่ หรือสร้างรถไฟไปทุกแห่ง
แต่ในความเป็นจริงคือ แนวคิดนี้ต้องกระจายงบประมาณไปทุกที่ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไม่มีที่ไหนได้เงินเยอะพอที่จะพัฒนาอย่างจริงจัง
และที่สำคัญ ยิ่งเมืองกระจายตัว ต้นทุนก็ยิ่งสูงเป็นเงาตามตัว ทั้งต้องดูแลถนนหลายร้อยกิโลเมตร ต้องมีไฟฟ้าไปทุกพื้นที่ หรือส่งรถเก็บขยะไปทุกหมู่บ้าน
แต่เมืองแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เลือกที่จะสวนกระแส
เมืองนั้นคือโทยามะ ที่ใช้โมเดลที่เรียกว่า Compact City หรือการหดเมือง
แทนที่จะขยายเมืองออกไป พวกเขากลับ “ดึงคน” กลับมารวมกันในใจกลางเมือง โดยการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับคนที่ยอมย้ายเข้ามาในพื้นที่ที่กำหนด
ผลลัพธ์คือ นอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานลงได้แล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจของเมืองโทยามะ หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ร้านค้ามีคนเข้า คนมีงานทำ ผู้คนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย
จนทำให้โทยามะ กลายเป็นเมืองต้นแบบ ที่เมืองอื่น ๆ ทั่วโลกให้ความสนใจ
มาถึงตรงนี้ เราสามารถสรุป 3 กลยุทธ์ที่น่าสนใจ
- ให้ท้องถิ่นบริหารเองได้ เพราะคนในพื้นที่รู้ดีกว่าคนในห้องประชุมที่เมืองหลวง
- ให้ท้องถิ่นหาเงินเองได้ ถ้ามีเงินในมือ ก็จะมีอำนาจทำสิ่งต่าง ๆ ได้จริง
- ให้ท้องถิ่นออกแบบเมืองเองได้ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จเดียว ที่ใช้ได้ทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกไว้ก่อนว่า แม้จะมีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย แต่ญี่ปุ่น ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการดูดคนของโตเกียว ได้สำเร็จ 100%
แต่อย่างน้อย ก็สามารถทำให้เมืองหลาย ๆ แห่ง โดยเฉพาะเมืองเล็กที่อาจถูกมองข้ามจากรัฐบาลกลาง สามารถลืมตาอ้าปากและขายจุดเด่นของตัวเอง ให้ผู้คนได้เห็น
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มหันกลับมามองที่ประเทศไทย
รู้หรือไม่ว่า ขนาดเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ และปริมณฑล นั้น ใหญ่ถึง 47.7% ของเศรษฐกิจทั้งประเทศ เทียบกับมหานครโตเกียวและจังหวัดรอบ ๆ ซึ่งอยู่ที่ราว 40% ของประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน คือมีผู้คนจากจังหวัดต่าง ๆ เดินทางเข้ามาหาโอกาสจำนวนมาก
พูดง่าย ๆ ก็คือ เรากำลังเผชิญปัญหาคล้ายกับญี่ปุ่น ในสเกลที่อาจรุนแรงกว่า..
ญี่ปุ่น ประเทศที่ดิ้นรน เพื่อไม่ให้ความเจริญ “กระจุก” อยู่แค่โตเกียว /โดย ลงทุนแมน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ห่างไกล หรือตามชนบท
ก็มีภาพคนแก่ที่อยู่คนเดียว ไปจนถึงบ้านร้างจำนวนมาก
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจดูขัดกับภาพในหัวของหลาย ๆ คน ที่มองว่าญี่ปุ่น มีการกระจายความเจริญไปทั้งประเทศ
แล้วญี่ปุ่นทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ ?
แล้วไทย ที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน จะสามารถเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่นได้บ้าง ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1BoNdMuTbj/?mibextid=wwXIfr
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง และญี่ปุ่นเริ่มสร้างประเทศขึ้นมาใหม่
หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่ญี่ปุ่นใช้ คือการ “กระจายอำนาจ” ผ่าน Local Autonomy Law เพื่อให้แต่ละท้องถิ่น มีอำนาจจัดการตัวเองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะกระจายอำนาจแล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังเจอกับปัญหาอมตะ เพราะเมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียว ยังคงเป็นแม่เหล็กขนาดยักษ์ ที่คอยดูดคนออกจากเมืองอื่น ๆ
คนหนุ่มสาวจากต่างจังหวัด แห่กันไปที่โตเกียว เพื่อหางาน เรียนต่อ หรือหาโอกาสที่ดีกว่า และทิ้งบ้านเกิดไว้เบื้องหลัง ให้เหลือแต่คนแก่และบ้านร้าง
ขณะที่กรุงโตเกียวเอง ก็เริ่มรับไม่ไหว จนมีปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งการจราจรติดขัด ชีวิตที่เร่งรีบ ที่อยู่อาศัยราคาแพง ไปจนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น เป็นเงาตามตัว
ถึงจุดหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤติระดับชาติ
ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า 1 ใน 3 ของเทศบาลทั้งประเทศ เสี่ยงจะหายไปภายในปี 2040 เพราะไม่มีคนอยู่เลย
ทั้งหมดนี้ เป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลญี่ปุ่น ต้องทำอะไรสักอย่าง..
ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด ทั้งการปรับโครงสร้างการเก็บภาษี และการจัดการงบประมาณ ที่ทำให้ท้องถิ่นมีอิสระมากขึ้น
โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากกรุงโตเกียว เหมือนเมื่อก่อน
และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ญี่ปุ่น “ดิ้นรน” อย่างไร เราลองมาดู 3 กลยุทธ์ที่น่าสนใจ ที่ญี่ปุ่นงัดมาใช้สู้กับวิกฤตินี้กัน
กลยุทธ์แรก
แยกหน่วยงานสำคัญอย่าง JNR
ในประเทศไทย ระบบรางส่วนใหญ่ ที่วิ่งไปทั่วประเทศ
ถูกบริหารงานโดยหน่วยงานเดียว คือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นในอดีต ก็มี Japanese National Railways หรือ JNR ที่คอยดูแลระบบรางทั่วประเทศเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่า JNR นี้อยู่ภายใต้รัฐบาลกลาง
แต่ปัญหาคือ รัฐบาลกลางที่โตเกียวก็อาจไม่ได้รู้จริงว่าคนในเกาะคีวชูต้องการอะไร หรือรถไฟแบบไหนที่เหมาะสมกับฮอกไกโด
การตัดสินใจจากโตเกียว ที่ไม่เข้าใจหน้างานจริง ทำให้การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ จนองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง JNR ขาดทุนสะสมจนแทบล้มละลาย..
ท้ายที่สุด รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจทำสิ่งที่กล้าหาญ นั่นคือการแยกหน่วยงานรถไฟออกเป็นภูมิภาค
จาก JNR เป็น JR East (โตเกียวและภาคตะวันออก), JR West (โอซากาและภาคตะวันตก), JR Kyushu (เกาะคีวชู), JR Hokkaido (เกาะฮอกไกโด) และอื่น ๆ
พร้อมทั้งแปรรูปเป็นบริษัทเอกชน และปล่อยให้แต่ละพื้นที่บริหารกันเอง
ผลคือ นอกจากบริษัทรถไฟหลายแห่ง จะกลับมามีกำไรแล้ว
ยังทำให้รถไฟกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการกระจายความเจริญ ออกไปยังเมืองอื่น ๆ ทั้งสามารถออกแบบเส้นทางและรูปแบบรถไฟ ได้ด้วยตัวเอง
ตัวอย่างเช่น JR Kyushu ที่มีการออกรถไฟท่องเที่ยวมากมาย เช่น Seven Stars in Kyushu ซึ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวสุดหรู ที่จองได้ยากมาก เพราะมักถูกจองเต็มอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ บริษัทรถไฟเหล่านี้ ยังมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบสถานีรถไฟ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม คาเฟ ให้เข้ากับแต่ละพื้นที่
ทำให้สถานีรถไฟ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ขึ้น-ลงรถ แต่เป็นจุดนัดพบของคนในเมือง
ทั้งหมดนี้ มาจากความเข้าใจของคนในท้องถิ่นว่าเส้นทางไหนควรเน้นขนส่งคนทำงาน เส้นทางไหนควรเน้นการท่องเที่ยว และรถไฟแบบไหน ที่เหมาะกับเส้นทางที่ว่ามา
โดยที่ไม่ต้องตัดสินใจแบบเดียวกันทั้งประเทศ หรือรอฟังนโยบายจากโตเกียวอย่างเดียว แบบเมื่อก่อน
มาถึงกลยุทธ์ที่สอง
ภาษีบ้านเกิด (Furusato Nozei)
ปกติเวลาเราจ่ายภาษีในไทย เงินภาษีส่วนใหญ่จะถูกบริหารโดยรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะถูกกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ
ซึ่งอาจทำให้บางจังหวัด ไม่ได้รับงบประมาณมากเท่าที่ควร ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่กำลังเจออยู่
แต่ญี่ปุ่น มีระบบที่อนุญาตให้ผู้จ่ายภาษี สามารถบริจาคเงินให้กับจังหวัดไหนก็ได้ เพื่อที่จะนำมาลดหย่อนภาษี
ที่น่าสนใจคือ จังหวัดเหล่านั้น จะส่ง “ของขวัญ” กลับมาให้ ในมูลค่าไม่เกิน 30% ของเงินบริจาค
- บริจาคให้ฮอกไกโด อาจได้ปูยักษ์ และหอยเชลล์
- บริจาคให้มิยาซากิ อาจได้เนื้อวากิว A5
- บริจาคให้กุนมะ อาจได้ตั๋วแช่ออนเซ็น
ไอเดียนี้ ทำให้จังหวัดเล็ก ๆ อย่างมิยาซากิ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เงียบสงบ และไม่ได้มีอุตสาหกรรมหนักเหมือนฟูกูโอกะ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เหมือนเกียวโต
สามารถหารายได้ในหลักหมื่นล้านเยนหรือพันล้านบาท ในแต่ละปี
นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลท้องถิ่น สวมหมวกเป็น CEO บริษัท ที่ต้องแข่งกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนเลือกบริจาคให้ท้องถิ่นของตัวเอง
ทั้งยังทำให้จังหวัดต่าง ๆ แข่งกันพัฒนาสินค้าพื้นเมืองให้มีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินด้วย
อย่างไรก็ตาม ไอเดียนี้ ก็ทำให้โตเกียว สูญเสียรายได้อย่างมหาศาลในทางอ้อม
มาถึงกลยุทธ์ที่สาม
คือ การหดเมือง
ที่ผ่านมาเราอาจคุ้นชินกับนโยบายที่เน้นพัฒนาให้ทั่วถึง สร้างถนนไปทุกที่ หรือสร้างรถไฟไปทุกแห่ง
แต่ในความเป็นจริงคือ แนวคิดนี้ต้องกระจายงบประมาณไปทุกที่ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไม่มีที่ไหนได้เงินเยอะพอที่จะพัฒนาอย่างจริงจัง
และที่สำคัญ ยิ่งเมืองกระจายตัว ต้นทุนก็ยิ่งสูงเป็นเงาตามตัว ทั้งต้องดูแลถนนหลายร้อยกิโลเมตร ต้องมีไฟฟ้าไปทุกพื้นที่ หรือส่งรถเก็บขยะไปทุกหมู่บ้าน
แต่เมืองแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เลือกที่จะสวนกระแส
เมืองนั้นคือโทยามะ ที่ใช้โมเดลที่เรียกว่า Compact City หรือการหดเมือง
แทนที่จะขยายเมืองออกไป พวกเขากลับ “ดึงคน” กลับมารวมกันในใจกลางเมือง โดยการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับคนที่ยอมย้ายเข้ามาในพื้นที่ที่กำหนด
ผลลัพธ์คือ นอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานลงได้แล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจของเมืองโทยามะ หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ร้านค้ามีคนเข้า คนมีงานทำ ผู้คนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย
จนทำให้โทยามะ กลายเป็นเมืองต้นแบบ ที่เมืองอื่น ๆ ทั่วโลกให้ความสนใจ
มาถึงตรงนี้ เราสามารถสรุป 3 กลยุทธ์ที่น่าสนใจ
- ให้ท้องถิ่นบริหารเองได้ เพราะคนในพื้นที่รู้ดีกว่าคนในห้องประชุมที่เมืองหลวง
- ให้ท้องถิ่นหาเงินเองได้ ถ้ามีเงินในมือ ก็จะมีอำนาจทำสิ่งต่าง ๆ ได้จริง
- ให้ท้องถิ่นออกแบบเมืองเองได้ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จเดียว ที่ใช้ได้ทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกไว้ก่อนว่า แม้จะมีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย แต่ญี่ปุ่น ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการดูดคนของโตเกียว ได้สำเร็จ 100%
แต่อย่างน้อย ก็สามารถทำให้เมืองหลาย ๆ แห่ง โดยเฉพาะเมืองเล็กที่อาจถูกมองข้ามจากรัฐบาลกลาง สามารถลืมตาอ้าปากและขายจุดเด่นของตัวเอง ให้ผู้คนได้เห็น
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มหันกลับมามองที่ประเทศไทย
รู้หรือไม่ว่า ขนาดเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ และปริมณฑล นั้น ใหญ่ถึง 47.7% ของเศรษฐกิจทั้งประเทศ เทียบกับมหานครโตเกียวและจังหวัดรอบ ๆ ซึ่งอยู่ที่ราว 40% ของประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน คือมีผู้คนจากจังหวัดต่าง ๆ เดินทางเข้ามาหาโอกาสจำนวนมาก
พูดง่าย ๆ ก็คือ เรากำลังเผชิญปัญหาคล้ายกับญี่ปุ่น ในสเกลที่อาจรุนแรงกว่า..