(4) THE LONG "O"
ในวันที่ 7 ของการเรียน Phonics เรามาถึงสระตัวหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ (และเป็นตัวแยกชัดเจนระหว่างสำเนียงอังกฤษและอเมริกัน) คือ “
The Long O” หรือ
สระโอว
—> สำหรับคนอเมริกัน มันคือสระ “โอว” (โอ + อู) IPA: /oʊ/
—> สำหรับคนอังกฤษ มันคือสระ “เออว” (เออ + อู) IPA: /əʊ/
—> 📌 สำหรับคนไทย มันคือสระ “โอ” (โอ) IPA: /oː/
ความแตกต่างแรกที่เราต้องสังเกต (เวลาฝึก listening) คือสระโอวในภาษาอังกฤษ (ทั้งสองสำเนียง) มันคือ “
สระประสม” ที่เกิดจากสระสองตัวคือ เออ + อู (ลองพูด เออ-วู / เออ-วู / เออ-วู เร็ว ๆ จะได้สระโอวแบบสำเนียงอังกฤษ)
เพื่อความเข้าใจโดยง่ายผมจะเรียกรวม ๆ กันว่า “สระโอว” ละกันนะครับ (แต่ให้เราเข้าใจว่า “ว” หรือ "วุ" ที่พ่วงท้ายมานี้ หมายความว่าสระโอวในภาษาอังกฤษกับสระโอในภาษาไทยนั้นต่างกัน
คือสระโอวของฝรั่งต้องจบด้วยเสียง วุ เล็กน้อย ในขณะที่สระโอของคนไทยจะเป็นสระเสียงยาว ไม่ได้ประสมเสียง “วุ”)
ถ้าอ่านแล้วงง... ในตอนนี้ช่างมันไปก่อนก็ได้ครับ มันไม่ใช่หัวข้อสำคัญในเรื่อง Phonics หรอก (มันคือเรื่อง Phonetics ที่เราจะศึกษาในภายหลัง) ตอนนี้เรามาดูใจความสำคัญของสระตัวที่สี่ “The Long O” กันดีกว่าว่ามันสามารถสะกดแบบไหนได้บ้าง!
________________
4. สระโอว (The Long O) มีตัวสะกดหลักอยู่ 4 แบบ
👉🏻 "
-o” เช่น go, no, so, open, solo
(อ่าน โกว, โนว, โซว, โอว-เพิ่นฺ, โซว-โลว)
👉🏻 “
o_e” เช่น hope, remote, phone, dome, rose
(อ่าน โฮพฺ, ริ-โมทฺ, โทนฺ, โฟนฺ, โดมฺ, โรซฺ)
👉🏻 “
-oa” เช่น road, boat, soap, coat, coach
(อ่าน โรดฺ, โบทฺ, โสพฺ, โคทฺ, โคชฺ)
👉🏻 “
-ow” เช่น low, show, mellow, know, grow
(อ่าน โลว, โชว, เมล-โลว, โนว, กฺโรว)
. . . . .
นอกจากตัวสะกดหลักที่กล่าวไป เราอาจจะคุ้นเคยกับสระโอวที่สะกดแบบนี้ด้วย (เหล่านี้คือตัวสะกดลำดับรอง หรือ "secondary spellings")
👉🏻 “
-oe” เช่น toe, foe, joe (cup of joe = coffee)
(อ่าน โทว, โฟว, โจว)
👉🏻 “
-ou” เช่น soul, shoulder, poultry ( = สัตว์ปีก)
(อ่าน โซลฺ, โชลฺ-เดอะ, โพลฺ-ทรี)
👉🏻 “
-ough” เช่น though, dough ( = แป้งทำขนมปัง), although
(อ่าน โธว,โดว, ออลฺ-โธว)
. . . . .
นอกจากนี้ ยังมีตัวสะกดประหลาด ที่มีอยู่แค่ไม่กี่คำ แต่ให้เราเข้าใจว่ามันอ่านเป็น “สระโอว” เช่นกัน
👉🏻 “
-eau” เช่น plateau , bureau, chateau
(อ่าน แพลทฺ-โทว, บยัว-โรว, แชท-โทว) แปลว่า ที่ราบสูง, กรม, ปราสาท
*ส่วนมากเป็นคำยืมจากภาษาฝรั่งเศส (อีกคำคือ faux pas อ่านว่า โฟว-พา)
👉🏻 “
-oh” เช่น oh, doh (doh = doh re mi โน้ตดนตรี)
(อ่าน โอว, โดว)
👉🏻 “
-ew” คือ sew (แปลว่า เย็บ) ***มีแค่คำเดียว
(อ่าน โซว)
👉🏻 “
-oo” คือ brooch (แปลว่า เข็มกลัด) ***มีแค่คำเดียว
(อ่าน โบรชฺ)
_______________
Important note: ส่วนมากคำที่เป็น "
open syllable" (พยางค์เปิด ไม่มีตัวสะกด) เวลาสะกดด้วย -o ก็จะเป็นสระโอว เช่น no, go, so 👉🏻 แต่ถ้ามันกลายเป็น "
closed syllable" (พยางค์ปิด มีตัวสะกดปิดท้าย) มันสระกลายเป็นสระเอาะ (short O) เช่น not, got, sob
และก็มีอีกกรณีที่น่าสนใจคือตัวสะกด o_e ในหลาย ๆ คำ หากเราตัด e ออก มันก็จะกลายเป็นสระเอาะ ลองดูคู่คำเหล่านี้ครับ
—> Note vs Not (โนทฺ / นอทฺ)
—> Hope vs Hop (โฮพฺ / ฮอพฺ)
—> Cope vs Cop (โคพฺ / คอพฺ)
—> Dote vs Dot (โดทฺ / ดอทฺ)
(*Dote แปลว่า รักแบบหัวปักหัวปำ)
หรือ -oa ก็จะเป็นกรณีคล้ายกัน คือถ้าเอา a ออก จาก long O (โอว) ก็จะกลายเป็น short O (เอาะ)
—> Boat vs Bot (โบทฺ / บอทฺ)
—> Soak vs Sock (โซคฺ / ซอคฺ)
—> Goat vs Got (โกทฺ / กอทฺ)
—> Coat vs Cot (โคทฺ / คอทฺ)
(*Cot แปลว่า เปลสำหรับเด็กทารก หรือที่คนอเมริกันเรียกว่า crib นั่นเอง)
📌 ส่วน "
ข้อยกเว้นตัวสะกด” สำคัญ ๆ ที่จะได้เจอบ่อย ๆ เช่น do กับ to แม้จะสะกดด้วย -o และเป็นพยางค์เปิด แต่ก็ไม่ใช่สระโอว หรือคำที่เป็น "ข้อยกเว้นของข้อยกเว้นอีกที" เช่นคำว่า host, most, ghost ที่แม้จะเป็นพยางค์ปิดก็ยังเป็นสระโอว (ไม่กลายเป็นสระเอาะแต่อย่างใด)
รวมไปถึงคำอย่าง cow, how, now ที่แม้จะสะกดด้วย -ow แต่มันเป็นสระอาว ไม่ใช่โอว สำหรับข้อยกเว้นเหล่านี้ไว้เรามาดูแบบละเอียดกันในวันพรุ่งนี้ครับ
________________
"
รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน"
JGC. ✌🏻🇬🇧
[DAY: 07] เรียน Phonics (หลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ) ด้วยตัวเอง
ในวันที่ 7 ของการเรียน Phonics เรามาถึงสระตัวหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ (และเป็นตัวแยกชัดเจนระหว่างสำเนียงอังกฤษและอเมริกัน) คือ “The Long O” หรือสระโอว
—> สำหรับคนอเมริกัน มันคือสระ “โอว” (โอ + อู) IPA: /oʊ/
—> สำหรับคนอังกฤษ มันคือสระ “เออว” (เออ + อู) IPA: /əʊ/
—> 📌 สำหรับคนไทย มันคือสระ “โอ” (โอ) IPA: /oː/
ความแตกต่างแรกที่เราต้องสังเกต (เวลาฝึก listening) คือสระโอวในภาษาอังกฤษ (ทั้งสองสำเนียง) มันคือ “สระประสม” ที่เกิดจากสระสองตัวคือ เออ + อู (ลองพูด เออ-วู / เออ-วู / เออ-วู เร็ว ๆ จะได้สระโอวแบบสำเนียงอังกฤษ)
เพื่อความเข้าใจโดยง่ายผมจะเรียกรวม ๆ กันว่า “สระโอว” ละกันนะครับ (แต่ให้เราเข้าใจว่า “ว” หรือ "วุ" ที่พ่วงท้ายมานี้ หมายความว่าสระโอวในภาษาอังกฤษกับสระโอในภาษาไทยนั้นต่างกัน คือสระโอวของฝรั่งต้องจบด้วยเสียง วุ เล็กน้อย ในขณะที่สระโอของคนไทยจะเป็นสระเสียงยาว ไม่ได้ประสมเสียง “วุ”)
ถ้าอ่านแล้วงง... ในตอนนี้ช่างมันไปก่อนก็ได้ครับ มันไม่ใช่หัวข้อสำคัญในเรื่อง Phonics หรอก (มันคือเรื่อง Phonetics ที่เราจะศึกษาในภายหลัง) ตอนนี้เรามาดูใจความสำคัญของสระตัวที่สี่ “The Long O” กันดีกว่าว่ามันสามารถสะกดแบบไหนได้บ้าง!
________________
4. สระโอว (The Long O) มีตัวสะกดหลักอยู่ 4 แบบ
👉🏻 "-o” เช่น go, no, so, open, solo
(อ่าน โกว, โนว, โซว, โอว-เพิ่นฺ, โซว-โลว)
👉🏻 “o_e” เช่น hope, remote, phone, dome, rose
(อ่าน โฮพฺ, ริ-โมทฺ, โทนฺ, โฟนฺ, โดมฺ, โรซฺ)
👉🏻 “-oa” เช่น road, boat, soap, coat, coach
(อ่าน โรดฺ, โบทฺ, โสพฺ, โคทฺ, โคชฺ)
👉🏻 “-ow” เช่น low, show, mellow, know, grow
(อ่าน โลว, โชว, เมล-โลว, โนว, กฺโรว)
. . . . .
นอกจากตัวสะกดหลักที่กล่าวไป เราอาจจะคุ้นเคยกับสระโอวที่สะกดแบบนี้ด้วย (เหล่านี้คือตัวสะกดลำดับรอง หรือ "secondary spellings")
👉🏻 “-oe” เช่น toe, foe, joe (cup of joe = coffee)
(อ่าน โทว, โฟว, โจว)
👉🏻 “-ou” เช่น soul, shoulder, poultry ( = สัตว์ปีก)
(อ่าน โซลฺ, โชลฺ-เดอะ, โพลฺ-ทรี)
👉🏻 “-ough” เช่น though, dough ( = แป้งทำขนมปัง), although
(อ่าน โธว,โดว, ออลฺ-โธว)
. . . . .
นอกจากนี้ ยังมีตัวสะกดประหลาด ที่มีอยู่แค่ไม่กี่คำ แต่ให้เราเข้าใจว่ามันอ่านเป็น “สระโอว” เช่นกัน
👉🏻 “-eau” เช่น plateau , bureau, chateau
(อ่าน แพลทฺ-โทว, บยัว-โรว, แชท-โทว) แปลว่า ที่ราบสูง, กรม, ปราสาท
*ส่วนมากเป็นคำยืมจากภาษาฝรั่งเศส (อีกคำคือ faux pas อ่านว่า โฟว-พา)
👉🏻 “-oh” เช่น oh, doh (doh = doh re mi โน้ตดนตรี)
(อ่าน โอว, โดว)
👉🏻 “-ew” คือ sew (แปลว่า เย็บ) ***มีแค่คำเดียว
(อ่าน โซว)
👉🏻 “-oo” คือ brooch (แปลว่า เข็มกลัด) ***มีแค่คำเดียว
(อ่าน โบรชฺ)
_______________
Important note: ส่วนมากคำที่เป็น "open syllable" (พยางค์เปิด ไม่มีตัวสะกด) เวลาสะกดด้วย -o ก็จะเป็นสระโอว เช่น no, go, so 👉🏻 แต่ถ้ามันกลายเป็น "closed syllable" (พยางค์ปิด มีตัวสะกดปิดท้าย) มันสระกลายเป็นสระเอาะ (short O) เช่น not, got, sob
และก็มีอีกกรณีที่น่าสนใจคือตัวสะกด o_e ในหลาย ๆ คำ หากเราตัด e ออก มันก็จะกลายเป็นสระเอาะ ลองดูคู่คำเหล่านี้ครับ
—> Note vs Not (โนทฺ / นอทฺ)
—> Hope vs Hop (โฮพฺ / ฮอพฺ)
—> Cope vs Cop (โคพฺ / คอพฺ)
—> Dote vs Dot (โดทฺ / ดอทฺ)
(*Dote แปลว่า รักแบบหัวปักหัวปำ)
หรือ -oa ก็จะเป็นกรณีคล้ายกัน คือถ้าเอา a ออก จาก long O (โอว) ก็จะกลายเป็น short O (เอาะ)
—> Boat vs Bot (โบทฺ / บอทฺ)
—> Soak vs Sock (โซคฺ / ซอคฺ)
—> Goat vs Got (โกทฺ / กอทฺ)
—> Coat vs Cot (โคทฺ / คอทฺ)
(*Cot แปลว่า เปลสำหรับเด็กทารก หรือที่คนอเมริกันเรียกว่า crib นั่นเอง)
📌 ส่วน "ข้อยกเว้นตัวสะกด” สำคัญ ๆ ที่จะได้เจอบ่อย ๆ เช่น do กับ to แม้จะสะกดด้วย -o และเป็นพยางค์เปิด แต่ก็ไม่ใช่สระโอว หรือคำที่เป็น "ข้อยกเว้นของข้อยกเว้นอีกที" เช่นคำว่า host, most, ghost ที่แม้จะเป็นพยางค์ปิดก็ยังเป็นสระโอว (ไม่กลายเป็นสระเอาะแต่อย่างใด)
รวมไปถึงคำอย่าง cow, how, now ที่แม้จะสะกดด้วย -ow แต่มันเป็นสระอาว ไม่ใช่โอว สำหรับข้อยกเว้นเหล่านี้ไว้เรามาดูแบบละเอียดกันในวันพรุ่งนี้ครับ
________________
"รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน"
JGC. ✌🏻🇬🇧