กระทู้นี้เป็นกระทู้แนะนำ สมาชิก รอบตัวของลูกสาว ที่ ไปเรียนไฮสคูล ในต่างประเทศและ ดำเนินชีวิตมาจนกว่าปีครึ่ง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ได้โอกาสอันดีสำหรับการยื่นขอทุนสนับสนุนการเรียนต่อได้คือการ มีเพื่อนให้มาก ทำกิจกรรมให้หลากหลายที่สุด และ สร้างความรู้สึกด้านบวกกับคนให้ได้เยอะที่สุด เมื่อนั้นโอกาสก็จะมาถึง และเมื่อถึงตอนนั้น ความสามารถคือตัวชี้วัดว่าจะจับโอกาสนั้นไว้ได้หรือไม่
ลองมาดูกันว่า ชีวิตของเค้าหลังจากอยู่ต่างแดน ห่างไกล จากที่คำบอกเล่า และ ได้ทักทายสาวๆทางวีดีโอคอลกันมาบ้าง มีใคร ที่เรียกได้ว่าเข้าขั้น "เพื่อนสนิท" กัน
คนแรกคือ รูมเมทปัจจุบัน
เนื่องจาก ตอนนี้อยู่หอพักของโรงเรียน ในขณะที่ปีแรกที่ไป ไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน จึงอยู่กับโฮสต์นอกโรงเรียน ปีนี้ ย้ายมาเป็นนักเรียนต่างชาติ ได้พักในหอ ซึ่งก็มารู้ทีหลังว่า ที่นี่มีนักเรียนแลกเปลี่ยนเยอะ ซึ่งหลายโครงการก็ไม่ได้อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ แต่อาศัยอยู่ในหอพักเหมือนนักเรียนหอในปกติ แตกต่างแค่พวกนี้อยู่แค่ปีเดียวแล้วกลับประเทศไป ซึ่ง ลูกสาวก็ได้รูมเมทเป็น สาวแลกเปลี่ยนจากอิตาลี นี่เอง
แม่นางเ)็นสาวอิตาลีแท้ๆ จากตอนเหนือ ที่บ้านมีฐานะจัดว่าดี เป็นเจ้าของโรงแรมติดทะเลสาบแหล่งท่องเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากมาเรียนอเมริกาเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเรียนรู้โลกกว้าง ตอนนี้ เรียนภาษาไทยจนพูดได้นิดหน่อย เป็นแฟนพันธุ์แท้อาหารไทยฝีมือบ้านๆ สู้เผ็ดพริกสดได้ในระดับที่ฝรั่งทั่วไปต้องยอมแพ้
เคยได้ยินชื่อประเทศไทย แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่ตรงไหนของโลก นึกภาพไม่ออก ตอนแรกได้ยินว่าได้อยู่กับคนไทย นึกว่าหมายถึงไต้หวัน เป็นแบบคนจีน จากความประทับใจนี้ ให้สัญญาว่า เรียนจบจะมาเที่ยวไทยหลังจากโดนป้ายยาทั้งเกาะ ชายหาด และสีสันของสยามประเทศ กับรสนิยมของดนตรี EDM ที่ถึงแม้จะมาอยู่เมืองนอกเมืองนา แต่ก็ยังฟังเพลงอิตาเลียนแนวเต้นรำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเป็นนักกีฬาซ็อคเกอร์(ฟุตบอล)หญิงของโรงเรียนอีกด้วย สามารถคัดตัวได้ลงเล่นตัวจริงกำลังเตีรยมตัวสำหรับฤดูกาลฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูร้อนที่จะมาถึง
คนต่อไปเห็นเป็นเอเชียแต่จริงๆเธอเป็นเด็กที่เกิดที่อเมริกาเต็มตัว สายเลือดญี่ปุ่น โดยเป็นรุ่นที่ 2 ที่เกิดที่นั่น มีคุณแม่เป็นรุ่นแรก ดังนั้น นอกจากหน้าตา จริงๆก็เป็นอเมริกันชนอย่างเต็มตัว แต่ มักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่น ทั้งที่พูดญี่ปุ่นได้น้อยมาก มาสนิทกันตั้งแต่ปีแรกที่ไปเรียนแลกเปลี่ยนเพราะ ลูกสาว ไปเข้าชมรมกีฬาทุกชนิดที่มีและคัดตัวผ่าน ว่ายน้ำ กรีฑา ลงแข่งตลอดปีแรก รวมถึงตอนหลังเข้าชมรมวิชาการ ทำให้ ได้เจอกันบ่อย
เนือ่งจากเธอเป็นตากล้องของโรงเรียน นอกจากที่บ้านจะมีฐานะดี ก็ยังถ่ายรุปได้เงินมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้นแล้ว อนาคต ใฝ่ฝันอยากเป็นช่างภาพกีฬา สัตว์ป่า สงคราม ภัยพิบัติ
ทั้งสองคน ลงเรียนวิชาเหมือนกันทั้งหมด สิ่งที่แตกต่างคือตอนเย็นกับวันหยุดที่ทั้งสองจะแยกไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจโดยไม่เอาตัวติดกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า สาวญี่ปุ่นคนนี้จะมีนิสัยคล้ายกับลูกสาวคือ เป็นพวกใช้ชีวิตอิสระได้ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ผูกกับตัวคนตัวเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ก็มาสนิทกันเพราะเจอกันในทุกๆกิจกรรม โดยเฉพาะการเชียร์กีฬา เพราะความบันเทิงเด็กหอคือการเชียร์กีฬาแทบทุกชนิดของโรงเรียน และเมื่อจบแมทช์ มักจะไปสิงอยู่ในหอเพื่อโหลดรูปลงโน้ตบุ้คและนั่นทำให้สนิทกับทั้งลูกสาวและรูมเมท และเนื่องจากต้องไปทุกกิจกรรมที่มี จึงเป็นมือขับรถให้กับชาวเด็กหอ นักเรียนต่างชาติ นักเรียนแลกเปลี่ยนไปโดยปริยาย (แลกกับค่าน้ำมันที่มาช่วยกันหาร)
คนสุดท้ายในระดับชั้นเพื่อนสนิท ลูกสาวเล่าให้ฟังว่าตอนแรก รู้สึกประหม่าเพราะคนไทย ไม่คุ้นชินกับคนผิวสี แต่ก็เพราะเพื่อนคนนี้ที่ทำให้มีโอกาสในวันนี้ เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นในปีก่อน ที่มาทาบทามให้ไปเข้าชมรมวิชาการ ไปร่วมกันแข่งตอบคำถามวิชาการ เพราะเห็นลูกสาวถนัดสังคมและประวัติศาสตร์เอเชีย
เธอเป็นคนผิวสีก็จริงแต่ที่บ้าน เป็นบ้านหมอทั้งพ่อและแม่ เรียนจบระดับสูงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ถือว่ามีฐานะที่มั่นคง อยู่สบาย ทำให้ลูกสาวได้เรียนรู้ว่า อย่าตัดสินคนที่รูปร่างเห็นเพียงภายนอกเพียงสีผิว ซึ่งเธอก็เป็นลูกไม้ที่น่าจะหล่นไม่ไกลต้นนักเพราะลูกสาวบอกว่า เรียนเก่งมากๆ ทำคะแนนส่วนใหญ่ได้ท็อปของคลาสและทำคะแนนสอบต่างๆได้ติดอันดับ ระดับของรัฐเลยทีเดียว
ถึงจะไม่ได้เรียนด้วยกันในทุกวิชาแต่ใช้เวลานอกร่วมกันเยอะ และยังเป็นเด็กเรียนที่เข้าสังคมได้เก่ง ไปเชียร์กีฬา ไปปาร์ตี้ได้ สิ่งที่ขาดคือ เล่นกีฬา งานศิลปะ เล่นดนตรี ที่ไม่ได้เอาเสียเลย แค่ร้องเพลงยังเพี้ยน
อันที่จริง หากถามลูกสาวว่ามีเพื่อนมั้ย นางจะตอบว่าไม่ค่อยมี เพราะ มีเพียงสามคนนี้ที่สนิทกันมากกว่าแค่เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมหอ เพื่อนร่วมกิจกรรม แต่ สิ่งหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟังในการพูดคุย(ออนไลน์) คือ ลูกสาวเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เค้าไปทำทุกกิจกรรมและพยายามปรับตัวเข้ากับคนได้หมด จึงมีเพื่อนได้ง่าย ปรับตัวไว ได้ทั้งกีฬา และดนตรี ในเวลาว่าง ถ้ามีกิจกรรมสังคมเช่น แข่งกีฬา งานอาสาใดๆ ก็ไปร่วมเสมอจนคนจำหน้า คุ้นหน้ากัน ทักทายกันได้ มันช่วย เวลาเค้าเรียน และใช้ชีวิต
หากไม่มีการแข่งขันก็จะใช้เวลากับสมาชิกในหอ ทำอาหาร ทำกิจวัตรเดินสวนกันไปกันมา ด้วยความเป็นหอหญิงที่น่าจะเจ๊าะแจ๊ะๆพอดูเลย (จากที่นางเล่า มีทำขนมแบ่งกันกินด้วย)
ดังนั้น หากใคร กำลังจะไปเรียนแลกเปลี่ยน บอกเลยว่า การสลายกำแพงรอบตัวของเรา เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก หากพ่อแม่คนไหนกำลังจะส่งลูกไปแลกเปลี่ยน ต้องวางแผนฝึกให้เค้า ใช้ชีวิตได้แบบไร้กำแพง เพราะ จะหมายถึงโอกาสหลายๆอย่างที่จะเข้ามาได้มากกว่า แน่นอนว่าสุดท้าย มันก็คือฝีมือนั่นแหละ แต่ สิ่งหนึ่งที่คงต้องยอมรับกัน เก่งในดลกยุคนี้ไม่ได้จะสำเร็จเสมอไป แต่ต้อง อยู่ได้ อยู่เป็นด้วย
หมายเหตุ เช่นเคย ภาพทั้งหมด จำลองดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
กระทู้เห่อลูก : เปิดโลกด้วยการมีเพื่อนให้มาก
ลองมาดูกันว่า ชีวิตของเค้าหลังจากอยู่ต่างแดน ห่างไกล จากที่คำบอกเล่า และ ได้ทักทายสาวๆทางวีดีโอคอลกันมาบ้าง มีใคร ที่เรียกได้ว่าเข้าขั้น "เพื่อนสนิท" กัน
คนแรกคือ รูมเมทปัจจุบัน
เนื่องจาก ตอนนี้อยู่หอพักของโรงเรียน ในขณะที่ปีแรกที่ไป ไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน จึงอยู่กับโฮสต์นอกโรงเรียน ปีนี้ ย้ายมาเป็นนักเรียนต่างชาติ ได้พักในหอ ซึ่งก็มารู้ทีหลังว่า ที่นี่มีนักเรียนแลกเปลี่ยนเยอะ ซึ่งหลายโครงการก็ไม่ได้อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ แต่อาศัยอยู่ในหอพักเหมือนนักเรียนหอในปกติ แตกต่างแค่พวกนี้อยู่แค่ปีเดียวแล้วกลับประเทศไป ซึ่ง ลูกสาวก็ได้รูมเมทเป็น สาวแลกเปลี่ยนจากอิตาลี นี่เอง
แม่นางเ)็นสาวอิตาลีแท้ๆ จากตอนเหนือ ที่บ้านมีฐานะจัดว่าดี เป็นเจ้าของโรงแรมติดทะเลสาบแหล่งท่องเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากมาเรียนอเมริกาเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเรียนรู้โลกกว้าง ตอนนี้ เรียนภาษาไทยจนพูดได้นิดหน่อย เป็นแฟนพันธุ์แท้อาหารไทยฝีมือบ้านๆ สู้เผ็ดพริกสดได้ในระดับที่ฝรั่งทั่วไปต้องยอมแพ้
เคยได้ยินชื่อประเทศไทย แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่ตรงไหนของโลก นึกภาพไม่ออก ตอนแรกได้ยินว่าได้อยู่กับคนไทย นึกว่าหมายถึงไต้หวัน เป็นแบบคนจีน จากความประทับใจนี้ ให้สัญญาว่า เรียนจบจะมาเที่ยวไทยหลังจากโดนป้ายยาทั้งเกาะ ชายหาด และสีสันของสยามประเทศ กับรสนิยมของดนตรี EDM ที่ถึงแม้จะมาอยู่เมืองนอกเมืองนา แต่ก็ยังฟังเพลงอิตาเลียนแนวเต้นรำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเป็นนักกีฬาซ็อคเกอร์(ฟุตบอล)หญิงของโรงเรียนอีกด้วย สามารถคัดตัวได้ลงเล่นตัวจริงกำลังเตีรยมตัวสำหรับฤดูกาลฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูร้อนที่จะมาถึง
คนต่อไปเห็นเป็นเอเชียแต่จริงๆเธอเป็นเด็กที่เกิดที่อเมริกาเต็มตัว สายเลือดญี่ปุ่น โดยเป็นรุ่นที่ 2 ที่เกิดที่นั่น มีคุณแม่เป็นรุ่นแรก ดังนั้น นอกจากหน้าตา จริงๆก็เป็นอเมริกันชนอย่างเต็มตัว แต่ มักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่น ทั้งที่พูดญี่ปุ่นได้น้อยมาก มาสนิทกันตั้งแต่ปีแรกที่ไปเรียนแลกเปลี่ยนเพราะ ลูกสาว ไปเข้าชมรมกีฬาทุกชนิดที่มีและคัดตัวผ่าน ว่ายน้ำ กรีฑา ลงแข่งตลอดปีแรก รวมถึงตอนหลังเข้าชมรมวิชาการ ทำให้ ได้เจอกันบ่อย
เนือ่งจากเธอเป็นตากล้องของโรงเรียน นอกจากที่บ้านจะมีฐานะดี ก็ยังถ่ายรุปได้เงินมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้นแล้ว อนาคต ใฝ่ฝันอยากเป็นช่างภาพกีฬา สัตว์ป่า สงคราม ภัยพิบัติ
ทั้งสองคน ลงเรียนวิชาเหมือนกันทั้งหมด สิ่งที่แตกต่างคือตอนเย็นกับวันหยุดที่ทั้งสองจะแยกไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจโดยไม่เอาตัวติดกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า สาวญี่ปุ่นคนนี้จะมีนิสัยคล้ายกับลูกสาวคือ เป็นพวกใช้ชีวิตอิสระได้ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ผูกกับตัวคนตัวเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ก็มาสนิทกันเพราะเจอกันในทุกๆกิจกรรม โดยเฉพาะการเชียร์กีฬา เพราะความบันเทิงเด็กหอคือการเชียร์กีฬาแทบทุกชนิดของโรงเรียน และเมื่อจบแมทช์ มักจะไปสิงอยู่ในหอเพื่อโหลดรูปลงโน้ตบุ้คและนั่นทำให้สนิทกับทั้งลูกสาวและรูมเมท และเนื่องจากต้องไปทุกกิจกรรมที่มี จึงเป็นมือขับรถให้กับชาวเด็กหอ นักเรียนต่างชาติ นักเรียนแลกเปลี่ยนไปโดยปริยาย (แลกกับค่าน้ำมันที่มาช่วยกันหาร)
คนสุดท้ายในระดับชั้นเพื่อนสนิท ลูกสาวเล่าให้ฟังว่าตอนแรก รู้สึกประหม่าเพราะคนไทย ไม่คุ้นชินกับคนผิวสี แต่ก็เพราะเพื่อนคนนี้ที่ทำให้มีโอกาสในวันนี้ เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นในปีก่อน ที่มาทาบทามให้ไปเข้าชมรมวิชาการ ไปร่วมกันแข่งตอบคำถามวิชาการ เพราะเห็นลูกสาวถนัดสังคมและประวัติศาสตร์เอเชีย
เธอเป็นคนผิวสีก็จริงแต่ที่บ้าน เป็นบ้านหมอทั้งพ่อและแม่ เรียนจบระดับสูงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ถือว่ามีฐานะที่มั่นคง อยู่สบาย ทำให้ลูกสาวได้เรียนรู้ว่า อย่าตัดสินคนที่รูปร่างเห็นเพียงภายนอกเพียงสีผิว ซึ่งเธอก็เป็นลูกไม้ที่น่าจะหล่นไม่ไกลต้นนักเพราะลูกสาวบอกว่า เรียนเก่งมากๆ ทำคะแนนส่วนใหญ่ได้ท็อปของคลาสและทำคะแนนสอบต่างๆได้ติดอันดับ ระดับของรัฐเลยทีเดียว
ถึงจะไม่ได้เรียนด้วยกันในทุกวิชาแต่ใช้เวลานอกร่วมกันเยอะ และยังเป็นเด็กเรียนที่เข้าสังคมได้เก่ง ไปเชียร์กีฬา ไปปาร์ตี้ได้ สิ่งที่ขาดคือ เล่นกีฬา งานศิลปะ เล่นดนตรี ที่ไม่ได้เอาเสียเลย แค่ร้องเพลงยังเพี้ยน
อันที่จริง หากถามลูกสาวว่ามีเพื่อนมั้ย นางจะตอบว่าไม่ค่อยมี เพราะ มีเพียงสามคนนี้ที่สนิทกันมากกว่าแค่เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมหอ เพื่อนร่วมกิจกรรม แต่ สิ่งหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟังในการพูดคุย(ออนไลน์) คือ ลูกสาวเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เค้าไปทำทุกกิจกรรมและพยายามปรับตัวเข้ากับคนได้หมด จึงมีเพื่อนได้ง่าย ปรับตัวไว ได้ทั้งกีฬา และดนตรี ในเวลาว่าง ถ้ามีกิจกรรมสังคมเช่น แข่งกีฬา งานอาสาใดๆ ก็ไปร่วมเสมอจนคนจำหน้า คุ้นหน้ากัน ทักทายกันได้ มันช่วย เวลาเค้าเรียน และใช้ชีวิต
หากไม่มีการแข่งขันก็จะใช้เวลากับสมาชิกในหอ ทำอาหาร ทำกิจวัตรเดินสวนกันไปกันมา ด้วยความเป็นหอหญิงที่น่าจะเจ๊าะแจ๊ะๆพอดูเลย (จากที่นางเล่า มีทำขนมแบ่งกันกินด้วย)
ดังนั้น หากใคร กำลังจะไปเรียนแลกเปลี่ยน บอกเลยว่า การสลายกำแพงรอบตัวของเรา เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก หากพ่อแม่คนไหนกำลังจะส่งลูกไปแลกเปลี่ยน ต้องวางแผนฝึกให้เค้า ใช้ชีวิตได้แบบไร้กำแพง เพราะ จะหมายถึงโอกาสหลายๆอย่างที่จะเข้ามาได้มากกว่า แน่นอนว่าสุดท้าย มันก็คือฝีมือนั่นแหละ แต่ สิ่งหนึ่งที่คงต้องยอมรับกัน เก่งในดลกยุคนี้ไม่ได้จะสำเร็จเสมอไป แต่ต้อง อยู่ได้ อยู่เป็นด้วย
หมายเหตุ เช่นเคย ภาพทั้งหมด จำลองดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง