การอภิปรายและผลลัพธ์
1. การอภิปรายผลการวิจัย: ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์กับความล้มเหลวเชิงสถาบันของรัฐไทย
ผลการวิเคราะห์จากเอกสาร นโยบาย สื่อมวลชน และการสัมภาษณ์เชิงลึก สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความล้มเหลวของรัฐไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มิได้เกิดจากการขาดกรอบการพัฒนาที่ถูกต้อง หากแต่เกิดจาก ความล้มเหลวเชิงสถาบัน (institutional failure) อันมีรากฐานจากการแย่งชิงเครดิตทางการเมืองและการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ
ในเชิงหลักการ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล มีความสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ซึ่งยกระดับ “คน” ให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยเน้นความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นฐานของเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า รัฐไทยไม่สามารถแปรปรัชญาอันสูงส่งนี้ให้กลายเป็นกลไกสถาบันที่มั่นคงและต่อเนื่องได้
2. การแย่งชิงเครดิต: กลไกบ่อนทำลายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผลการศึกษาพบรูปแบบร่วมกันในทุกรัฐบาลที่ถูกวิเคราะห์ ได้แก่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลเศรษฐา คือ การใช้การยุบและจัดตั้งหน่วยงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่ออ้างความเป็นเจ้าของผลงาน มากกว่าการสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
การแย่งชิงเครดิตดังกล่าวมีผลกระทบอย่างน้อยสามประการ
ทำลายความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งขัดกับหลักการพัฒนาทุนมนุษย์ระยะยาวในปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
บั่นทอนการเรียนรู้ของสถาบันรัฐ (institutional learning) ทำให้หน่วยงานไม่สามารถสะสมองค์ความรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวที่ผ่านมา
ทำให้ผู้มีบทบาทเชิงประวัติศาสตร์ที่แท้จริง โดยเฉพาะ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ถูกลดทอนบทบาท หรือถูกลบออกจากความทรงจำสาธารณะอย่างไม่เป็นธรรม
3. การบิดเบือนทางประวัติศาสตร์: ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐราชการ
ผลการวิจัยชี้ชัดว่า การบิดเบือนประวัติศาสตร์มิใช่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค หากแต่เป็น ยุทธศาสตร์ของระบบราชการและการเมือง ในการลบความล้มเหลวสะสมยาวนานกว่า 100 ปีของการจัดบริการการศึกษาไทย และแทนที่ด้วยเรื่องเล่าที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในช่วงเวลานั้น
การที่กระทรวงศึกษาธิการเขียนประวัติศาสตร์การศึกษาไทยใหม่ โดยลดทอนความสำคัญของยุคอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 และไม่เชื่อมโยงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 กับปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์อย่างตรงไปตรงมา ส่งผลให้
สังคมไทยไม่เข้าใจรากเหง้าของสิทธิการศึกษา
การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกมองเป็นนโยบายแฟชั่น มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้าง
คุณูปการเชิงอารยธรรมของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ถูกทำให้เลือนหายไปจากพื้นที่สาธารณะ
4. กรณีรางวัล UNESCO และความย้อนแย้งของรัฐไทย
ผลการอภิปรายในกรณีการได้รับรางวัล UNESCO’s Excellence in Educational Management and Service Delivery ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง กล่าวคือ ในระดับนานาชาติ การปฏิรูปการศึกษาของไทยได้รับการยอมรับว่ามีความสอดคล้องกับหลักการพัฒนาทุนมนุษย์ตามปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ แต่ในระดับภายในประเทศ กลับไม่มีการให้เครดิตแก่ผู้วางรากฐานปรัชญาและโครงสร้างดังกล่าวอย่างถูกต้อง
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า รัฐไทยสามารถ “ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียง” ในเวทีโลก แต่ไม่สามารถ “ยอมรับความจริง” ภายในประเทศได้ ซึ่งเป็นสัญญาณของรัฐที่อ่อนแอเชิงคุณธรรม (moral weakness of the state)
5. ผลลัพธ์เชิงวิชาการและเชิงนโยบาย
จากการอภิปรายทั้งหมด สามารถสรุปผลลัพธ์สำคัญได้ดังนี้
เชิงวิชาการ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ควรถูกจัดวางในฐานะรากฐานเชิงปรัชญาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 มิใช่เพียงส่วนขยายของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การวิเคราะห์นโยบายไทยต้องให้ความสำคัญกับ “การเมืองของเครดิต” ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
เชิงนโยบาย
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องมีสถาบันถาวรที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ต้องมีการฟื้นฟูประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความชอบธรรมและความไว้วางใจของสังคม
เชิงสังคมและจริยธรรม
การให้เกียรติ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล อย่างสมศักดิ์ศรี มิใช่เพียงการคืนความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นเงื่อนไขของการสร้างรัฐที่ไม่หลอกลวงประชาชนของตนเอง
บทสรุปการอภิปราย
การอภิปรายและผลลัพธ์ของการศึกษานี้ยืนยันว่า ความล้มเหลวของรัฐไทยมิได้อยู่ที่การขาดปรัชญาการพัฒนา หากแต่อยู่ที่การทรยศต่อปรัชญานั้นผ่านการแย่งชิงเครดิต การบิดเบือนความจริง และการทำลายความต่อเนื่องเชิงสถาบัน การฟื้นคืนคุณค่าและความหมายของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ตามเจตนารมณ์ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จึงเป็นทั้งภารกิจทางวิชาการและภารกิจเชิงศีลธรรมของสังคมไทย
กระทรวงศึกษาธิการเขียนประวัติศาสตร์การศึกษาไทยใหม่ โดยลดทอนความสำคัญของยุคอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
1. การอภิปรายผลการวิจัย: ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์กับความล้มเหลวเชิงสถาบันของรัฐไทย
ผลการวิเคราะห์จากเอกสาร นโยบาย สื่อมวลชน และการสัมภาษณ์เชิงลึก สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความล้มเหลวของรัฐไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มิได้เกิดจากการขาดกรอบการพัฒนาที่ถูกต้อง หากแต่เกิดจาก ความล้มเหลวเชิงสถาบัน (institutional failure) อันมีรากฐานจากการแย่งชิงเครดิตทางการเมืองและการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ
ในเชิงหลักการ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล มีความสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ซึ่งยกระดับ “คน” ให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยเน้นความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นฐานของเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า รัฐไทยไม่สามารถแปรปรัชญาอันสูงส่งนี้ให้กลายเป็นกลไกสถาบันที่มั่นคงและต่อเนื่องได้
2. การแย่งชิงเครดิต: กลไกบ่อนทำลายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผลการศึกษาพบรูปแบบร่วมกันในทุกรัฐบาลที่ถูกวิเคราะห์ ได้แก่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลเศรษฐา คือ การใช้การยุบและจัดตั้งหน่วยงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่ออ้างความเป็นเจ้าของผลงาน มากกว่าการสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
การแย่งชิงเครดิตดังกล่าวมีผลกระทบอย่างน้อยสามประการ
ทำลายความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งขัดกับหลักการพัฒนาทุนมนุษย์ระยะยาวในปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
บั่นทอนการเรียนรู้ของสถาบันรัฐ (institutional learning) ทำให้หน่วยงานไม่สามารถสะสมองค์ความรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวที่ผ่านมา
ทำให้ผู้มีบทบาทเชิงประวัติศาสตร์ที่แท้จริง โดยเฉพาะ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ถูกลดทอนบทบาท หรือถูกลบออกจากความทรงจำสาธารณะอย่างไม่เป็นธรรม
3. การบิดเบือนทางประวัติศาสตร์: ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐราชการ
ผลการวิจัยชี้ชัดว่า การบิดเบือนประวัติศาสตร์มิใช่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค หากแต่เป็น ยุทธศาสตร์ของระบบราชการและการเมือง ในการลบความล้มเหลวสะสมยาวนานกว่า 100 ปีของการจัดบริการการศึกษาไทย และแทนที่ด้วยเรื่องเล่าที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในช่วงเวลานั้น
การที่กระทรวงศึกษาธิการเขียนประวัติศาสตร์การศึกษาไทยใหม่ โดยลดทอนความสำคัญของยุคอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 และไม่เชื่อมโยงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 กับปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์อย่างตรงไปตรงมา ส่งผลให้
สังคมไทยไม่เข้าใจรากเหง้าของสิทธิการศึกษา
การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกมองเป็นนโยบายแฟชั่น มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้าง
คุณูปการเชิงอารยธรรมของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ถูกทำให้เลือนหายไปจากพื้นที่สาธารณะ
4. กรณีรางวัล UNESCO และความย้อนแย้งของรัฐไทย
ผลการอภิปรายในกรณีการได้รับรางวัล UNESCO’s Excellence in Educational Management and Service Delivery ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง กล่าวคือ ในระดับนานาชาติ การปฏิรูปการศึกษาของไทยได้รับการยอมรับว่ามีความสอดคล้องกับหลักการพัฒนาทุนมนุษย์ตามปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ แต่ในระดับภายในประเทศ กลับไม่มีการให้เครดิตแก่ผู้วางรากฐานปรัชญาและโครงสร้างดังกล่าวอย่างถูกต้อง
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า รัฐไทยสามารถ “ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียง” ในเวทีโลก แต่ไม่สามารถ “ยอมรับความจริง” ภายในประเทศได้ ซึ่งเป็นสัญญาณของรัฐที่อ่อนแอเชิงคุณธรรม (moral weakness of the state)
5. ผลลัพธ์เชิงวิชาการและเชิงนโยบาย
จากการอภิปรายทั้งหมด สามารถสรุปผลลัพธ์สำคัญได้ดังนี้
เชิงวิชาการ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ควรถูกจัดวางในฐานะรากฐานเชิงปรัชญาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 มิใช่เพียงส่วนขยายของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การวิเคราะห์นโยบายไทยต้องให้ความสำคัญกับ “การเมืองของเครดิต” ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
เชิงนโยบาย
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องมีสถาบันถาวรที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ต้องมีการฟื้นฟูประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความชอบธรรมและความไว้วางใจของสังคม
เชิงสังคมและจริยธรรม
การให้เกียรติ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล อย่างสมศักดิ์ศรี มิใช่เพียงการคืนความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นเงื่อนไขของการสร้างรัฐที่ไม่หลอกลวงประชาชนของตนเอง
บทสรุปการอภิปราย
การอภิปรายและผลลัพธ์ของการศึกษานี้ยืนยันว่า ความล้มเหลวของรัฐไทยมิได้อยู่ที่การขาดปรัชญาการพัฒนา หากแต่อยู่ที่การทรยศต่อปรัชญานั้นผ่านการแย่งชิงเครดิต การบิดเบือนความจริง และการทำลายความต่อเนื่องเชิงสถาบัน การฟื้นคืนคุณค่าและความหมายของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ตามเจตนารมณ์ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จึงเป็นทั้งภารกิจทางวิชาการและภารกิจเชิงศีลธรรมของสังคมไทย