อสังหาฯไทย ‘ซบเซาหนักสุด’ ในรอบเกือบ 30 ปี คอนโดขายไม่ออก 4 แสนยูนิต ยังไม่เห็นสัญญาณ ‘จุดต่ำสุด’
ตลาดอสังหาฯไทย ‘ซบเซาหนักที่สุด’ ในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง คอนโดขายไม่ออก 4 แสนยูนิต นี่ไม่ใช่แค่ชะลอตัวตามวัฏจักร แต่เป็นบททดสอบอสังหาฯไทยในยุค ‘เงินแพง–กู้ยาก’ และยังไม่เห็นสัญญาณว่า ‘จุดต่ำสุด’ อยู่ตรงไหน
ภาพรวมดังกล่าว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่แน่ใจว่า ตลาดจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะ 2–3 ปีข้างหน้าหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อ IMF คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัว “เพียง 1.6%” สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังฝังลึก และตอกย้ำว่า วิกฤติอสังหาริมทรัพย์รอบนี้อาจไม่ใช่แค่ “ชะลอตัวตามวัฏจักร” หากแต่เป็นการปรับฐานยาวที่ยัง “มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด”
📌คอนโดขายไม่ออก 4 แสนยูนิต
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า สำหรับ “สัญญาณอันตรายที่สุด” ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในรอบนี้ คือ ปริมาณที่อยู่อาศัยคงค้างที่ยังระบายไม่ออก ซึ่งสะสมต่อเนื่องมาหลายปีและกลายเป็นภาระการเงินใหญ่ของผู้ประกอบการ
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยของบริษัท Agency of Real Estate Affairs เผยกับนิกเกอิ เอเชียว่า เฉพาะในกรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียมค้างขายราว 220,000 ยูนิต หากรวมทั่วประเทศ ตัวเลขอาจ “แตะระดับ 400,000 ยูนิต” ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือผู้พัฒนาโครงการ และกลายเป็นภาระทางการเงินที่ลากยาว
สต็อกมหาศาลเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ที่อยู่ขายไม่ออก” หากแต่หมายถึงต้นทุนการเงินที่ยังคงเดินต่อทุกวัน ตั้งแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าถือครองทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ ไปจนถึงแรงกดดันจากภาระหนี้หุ้นกู้ที่ใกล้ครบกำหนด ในช่วงที่ตลาดทุนไม่เอื้ออำนวย
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ CBRE ยืนยัน “ภาพการชะลอตัว” อย่างชัดเจน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 กรุงเทพฯ มีการเปิดตัวคอนโดใหม่ “เพียง 13,700 ยูนิต” เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 52,000 ยูนิตต่อปีในช่วงปี 2014–2024 ซึ่งรวมถึงช่วงที่ตลาดซบเซาในการระบาดของโควิด-19
การหดตัวของซัพพลายใหม่ ไม่ได้สะท้อนว่าดีมานด์กำลังกลับมา แต่สะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “หยุดก่อนเจ็บตัวมากกว่านี้” เพราะการเปิดโครงการใหม่ในภาวะที่สต็อกเก่ายังล้นตลาด เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงทั้งด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้
CBRE คาดว่า ซัพพลายคอนโดใหม่ในกรุงเทพฯ จะลดลงต่อเนื่อง เหลือไม่ถึง 40,000 ยูนิตในปีนี้ และลดลงเหลือราว 20,000 ยูนิตในปี 2027 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำผิดปกติสำหรับเมืองหลวงของประเทศ และสะท้อนการเข้าสู่โหมด “ตั้งรับระยะยาว” ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อ่านเนื้อหาต่อได้ที่: bangkokbiznews.com/world/economic…
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
อสังหาไทหนักสุดรอบ30ปียังไม่เหนสันยานจุดต่ำสุด
อสังหาฯไทย ‘ซบเซาหนักสุด’ ในรอบเกือบ 30 ปี คอนโดขายไม่ออก 4 แสนยูนิต ยังไม่เห็นสัญญาณ ‘จุดต่ำสุด’
ตลาดอสังหาฯไทย ‘ซบเซาหนักที่สุด’ ในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง คอนโดขายไม่ออก 4 แสนยูนิต นี่ไม่ใช่แค่ชะลอตัวตามวัฏจักร แต่เป็นบททดสอบอสังหาฯไทยในยุค ‘เงินแพง–กู้ยาก’ และยังไม่เห็นสัญญาณว่า ‘จุดต่ำสุด’ อยู่ตรงไหน
ภาพรวมดังกล่าว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่แน่ใจว่า ตลาดจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะ 2–3 ปีข้างหน้าหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อ IMF คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัว “เพียง 1.6%” สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังฝังลึก และตอกย้ำว่า วิกฤติอสังหาริมทรัพย์รอบนี้อาจไม่ใช่แค่ “ชะลอตัวตามวัฏจักร” หากแต่เป็นการปรับฐานยาวที่ยัง “มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด”
📌คอนโดขายไม่ออก 4 แสนยูนิต
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า สำหรับ “สัญญาณอันตรายที่สุด” ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในรอบนี้ คือ ปริมาณที่อยู่อาศัยคงค้างที่ยังระบายไม่ออก ซึ่งสะสมต่อเนื่องมาหลายปีและกลายเป็นภาระการเงินใหญ่ของผู้ประกอบการ
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยของบริษัท Agency of Real Estate Affairs เผยกับนิกเกอิ เอเชียว่า เฉพาะในกรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียมค้างขายราว 220,000 ยูนิต หากรวมทั่วประเทศ ตัวเลขอาจ “แตะระดับ 400,000 ยูนิต” ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือผู้พัฒนาโครงการ และกลายเป็นภาระทางการเงินที่ลากยาว
สต็อกมหาศาลเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ที่อยู่ขายไม่ออก” หากแต่หมายถึงต้นทุนการเงินที่ยังคงเดินต่อทุกวัน ตั้งแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าถือครองทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ ไปจนถึงแรงกดดันจากภาระหนี้หุ้นกู้ที่ใกล้ครบกำหนด ในช่วงที่ตลาดทุนไม่เอื้ออำนวย
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ CBRE ยืนยัน “ภาพการชะลอตัว” อย่างชัดเจน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 กรุงเทพฯ มีการเปิดตัวคอนโดใหม่ “เพียง 13,700 ยูนิต” เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 52,000 ยูนิตต่อปีในช่วงปี 2014–2024 ซึ่งรวมถึงช่วงที่ตลาดซบเซาในการระบาดของโควิด-19
การหดตัวของซัพพลายใหม่ ไม่ได้สะท้อนว่าดีมานด์กำลังกลับมา แต่สะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “หยุดก่อนเจ็บตัวมากกว่านี้” เพราะการเปิดโครงการใหม่ในภาวะที่สต็อกเก่ายังล้นตลาด เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงทั้งด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้
CBRE คาดว่า ซัพพลายคอนโดใหม่ในกรุงเทพฯ จะลดลงต่อเนื่อง เหลือไม่ถึง 40,000 ยูนิตในปีนี้ และลดลงเหลือราว 20,000 ยูนิตในปี 2027 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำผิดปกติสำหรับเมืองหลวงของประเทศ และสะท้อนการเข้าสู่โหมด “ตั้งรับระยะยาว” ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อ่านเนื้อหาต่อได้ที่: bangkokbiznews.com/world/economic…
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic