ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้ “วิธีทางทหาร” เข้าแทรกแซงอิหร่านหลังจากเกิดการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ
ยังคงอยู่ในตัวเลือกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้หลายฝ่าย ๆ
ยังคงต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเมื่อทุกอย่างยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้
เดอะ นิวยอร์กไทมส์ เผยแพร่รายงานว่าหากสหรัฐฯ เปิดการโจมตีอิหร่านจริงๆ
พันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอาจไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ของทรัมป์
แม้แต่ซาอุดีอาระเบียที่นิวยอร์กไทม์เรียกว่าเป็นศัตรูของอิหร่านในภูมิภาคก็ยังรู้สึกว่าไม่ต้องการให้ทรัมป์ส่งเครื่องบินรบไปโจมตีอิหร่าน…
-ทำไมอาหรับไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ
เดอะ นิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างอิงความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่ศึกษาเชิงลึก
เกี่ยวกับภูมิภาคตะวันออกกลางที่มองว่าประเทศต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับกังวลว่าผลกระทบในแบบ “ลูกโซ่”
จากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอิหร่านจะถูกโค่นล้มอาจ “บ่อนทำลายความมั่นคงของตนเอง”
และกระทบต่อภาพลักษณ์ว่าประเทศอ่าวอาหรับเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ในภูมิภาคตะวันออกกลางสำหรับธุรกิจและการท่องเที่ยว
แม้ว่าถัดออกไปเพียงเล็กน้อยก็จะเต็มไปด้วยประเทศที่กำลังมีสงครามและความไม่สงบอยู่ทั้งสิ้น
แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือรัฐบาลในบางประเทศอ่าวอาหรับ
เริ่มมองว่าอิสราเอลซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิหร่าน
จะกลายเป็นรัฐที่ก้าวร้าวและมุ่งครอบงำภูมิภาคตะวันออกกลาง
ประเทศอ่าวอาหรับยังมีแนวคิดว่าอิสราเอลอาจเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของภูมิภาคมากกว่า หากอิหร่านอ่อนแอลงในตอนนี้
บาเดอร์ อัล-ไซฟ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคูเวต กล่าวว่า “หากสหรัฐฯ
ทิ้งระเบิดในอิหร่านจะขัดต่อการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์และผลประโยชน์ของรัฐอ่าวอาหรับ
รวมไปถึงการทำให้ระบอบการปกครองปัจจุบันของอิหร่านหมดอำนาจ
ไม่ว่าจะผ่านการเปลี่ยนแปลงระบอบหรือการปรับโครงสร้างผู้นำภายใน
อาจนำไปสู่การครอบงำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของอิสราเอล ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศในอ่าวอาหรับ”
ขณะที่ ยาสมีน ฟารูก ผู้อำนวยการโครงการอ่าวเปอร์เซียและคาบสมุทรอาหรับขององค์กร International Crisis Group
กล่าวว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียกังวลเกี่ยวกับความโกลาหลจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านที่อาจจะก่อผลกระทบในภูมิภาค รวมถึงความกังวลว่าอิสราเอลอาจใช้ประโยชน์จากสุญญากาศอำนาจนั้น
-ชาติในอ่าวอาหรับมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อประเด็นนี้
“โอมาน” ประเทศที่มักทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ส่งคำแนะนำไปยังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ไม่ให้โจมตีอิหร่าน ในขณะที่ “กาตาร์” อีกหนึ่งที่พยายามเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาคด้วยสันติวิธีมาตลอด
ไม่เห็นด้วยกับตัวเลือกโจมตีทางทหารเช่นเดียวกัน มาเจด อัล-อันซารี
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์
กล่าวกับผู้สื่อข่าวในสัปดาห์นี้ว่าความท้าทายใหญ่ ๆ ในตะวันออกกลางทั้งความท้าทายภายในและนอกจำเป็นต้อกลับไปสู่โต๊ะเจรจา
และอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้กาตาร์ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ เพราะ “ฝันร้าย” จากเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่สหรัฐฯ
ตัดสินใจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ในอิหร่านก็เป็นเหตุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งขีปนาวุธโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในกาตาร์ จนในขณะนั้นมีการแชร์ภาพนักท่องเที่ยวในกาตาร์แตกตื่นจากการโจมตี
แม้ว่ากาตาร์จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องในสมการความขัดแย้งนี้เลยก็ตาม เช่นเดียวกับ “คูเวต”
อีกหนึ่งประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับอิหร่านที่ไม่สบายใจหากต้องเกิดการโจมตีครั้งใหม่จากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง
ส่วน “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” หรือ UAE มีท่าทีต่ออิหร่านที่ “ซับซ้อน” เป็นพิเศษ เนื่องจากมีความกังวลและ “หวาดระแวง”
ภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากอิหร่าน เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา UAE ได้หันไปสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอิสราเอล
ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ทำลายฉันทามติของโลกอาหรับที่ดำรงมายาวนาน
อย่างไรก็ตาม UAE เองก็มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับอิหร่านเช่นกัน นครดูไบ
ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของ UAE ทำหน้าที่เป็นท่าเรือหลักสำหรับการค้ากับอิหร่านมานาน
แม้ว่าไม่กี่วันก่อนทรัมป์จะเพิ่งประกาศว่าจะบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 25 ต่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน
แต่ฝั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ UAE กล่าวว่า UAE ยังคงพยายามประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไร
-ซาอุดีอาระเบีย ศัตรูอิหร่านแต่ก็ไม่ซื้อแนวทางสหรัฐฯ
“ซาอุดีอาระเบีย” รวมถึง “บาห์เรน” มีความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับอิหร่านมากกว่าประเทศอื่นในอ่าวอาหรับ
เนื่องจากบาดแผลในอดีตที่กองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุนเคยก่อเหตุโจมตีในซาอุดีอาระเบีย
เจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารของซาอุดีอาระเบียเคยเปรียบผู้นำสูงสุดของอิหร่านกับ “ฮิตเลอร์” จอมเผด็จการในอดีต
ทั้งยังเคยให้คำมั่นว่าหากอิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ซาอุดีอาระเบียก็จะดำเนินการในแบบเดียวกัน
แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามกุฏราชกุมารของซาอุดีอาระเบียจะพยายามลดความตึงเครียดในภูมิภาค
พื่อมุ่งเน้นไปที่วาระเศรษฐกิจภายในประเทศโดยได้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านหลังจากขาดความสัมพันธ์กันมานานหลายปี
และจากการประท้วงที่เกิดขึ้นในอิหร่านแม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ แต่ก็ได้มีการกดดันเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ
ให้ทบทวนทางเลือกในการใช้กำลังทหารอีกครั้ง ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบียได้แจ้งไปยังอิหร่านว่า
ซาอุดีอาระเบียจะไม่เข้าร่วมในความขัดแย้งใด ๆ และจะไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าของตนเพื่อปฏิบัติการโจมตีนี้
โดยมีเป้าหมายเพื่อเว้นระยะห่างจากการเผชิญหน้าโดยตรง
ทั้งนี้ แม้ว่าทรัมป์จะยังไม่ตัดสินใจเลือกวิธีการที่เขาจะดำเนินการในอิหร่าน
แต่ก็ต้องจับตาดูต่อท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าการโจมตีอาจเกิดขึ้นได้เมื่อตัวเลือกเหล่านี้ยังคงอยู่ในมือของทรัมป์
แหล่งที่มา : TNN Thailand
ชาติอาหรับว่าอย่างไร ? หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอีก เมื่อตัวเลือกทางทหารยังอยู่ในมือทรัมป์
เดอะ นิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างอิงความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่ศึกษาเชิงลึก
เกี่ยวกับภูมิภาคตะวันออกกลางที่มองว่าประเทศต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับกังวลว่าผลกระทบในแบบ “ลูกโซ่”
จากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอิหร่านจะถูกโค่นล้มอาจ “บ่อนทำลายความมั่นคงของตนเอง”
และกระทบต่อภาพลักษณ์ว่าประเทศอ่าวอาหรับเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ในภูมิภาคตะวันออกกลางสำหรับธุรกิจและการท่องเที่ยว
แม้ว่าถัดออกไปเพียงเล็กน้อยก็จะเต็มไปด้วยประเทศที่กำลังมีสงครามและความไม่สงบอยู่ทั้งสิ้น
ขณะที่ ยาสมีน ฟารูก ผู้อำนวยการโครงการอ่าวเปอร์เซียและคาบสมุทรอาหรับขององค์กร International Crisis Group
กล่าวว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียกังวลเกี่ยวกับความโกลาหลจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านที่อาจจะก่อผลกระทบในภูมิภาค รวมถึงความกังวลว่าอิสราเอลอาจใช้ประโยชน์จากสุญญากาศอำนาจนั้น
“โอมาน” ประเทศที่มักทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ส่งคำแนะนำไปยังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ไม่ให้โจมตีอิหร่าน ในขณะที่ “กาตาร์” อีกหนึ่งที่พยายามเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาคด้วยสันติวิธีมาตลอด
ไม่เห็นด้วยกับตัวเลือกโจมตีทางทหารเช่นเดียวกัน มาเจด อัล-อันซารี
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์
กล่าวกับผู้สื่อข่าวในสัปดาห์นี้ว่าความท้าทายใหญ่ ๆ ในตะวันออกกลางทั้งความท้าทายภายในและนอกจำเป็นต้อกลับไปสู่โต๊ะเจรจา