วันนี้ขออนุญาตหยิบเรื่องหนักอกที่คนทำงานหลายคนเจอมาคุยกันแบบบ้านๆ นะครับ นั่นคือเรื่อง "การจัดการเงินกับครอบครัว" เชื่อว่าหลายคนพอเริ่มมีเงินเดือนปุ๊บ ความหวังของหมู่บ้านก็พุ่งมาที่ตัวเราทันที ค่าน้ำ ค่าไฟ หนี้ธนาคารของพ่อแม่ หรือค่าน้องเรียน... แน่นอนว่าการทดแทนบุญคุณเป็นสิ่งดีครับ แต่ถ้าทำจนเราเองต้องติดหนี้ หรือไม่มีเงินเก็บเลย แบบนี้เรากำลังเดินไปถูกทางหรือเปล่า?
จากประสบการณ์ที่ผมเคย "ใจดีจนตัวเองเจ็บ" ผมมีข้อคิดมาแชร์ครับ
เราต้อง "รอด" ก่อนถึงจะ "ช่วย" คนอื่นได้
เหมือนเวลาอยู่บนเครื่องบิน เขาบอกให้เราสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยช่วยคนข้างๆ การเงินก็เช่นกันครับ ถ้าเรายังมีหนี้ท่วมหัว หรือไม่มีเงินสำรองเลย แล้วเราพยายามแบกทุกคนไว้ สุดท้ายจะล้มไปด้วยกันหมดทั้งบ้านครับ
"ความกตัญญู" ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ "เงินทั้งหมดที่มี"
หลายคนรู้สึกผิดเวลาปฏิเสธที่บ้าน
ลองใหม่: ให้ตามกำลังที่คงที่ เช่น ให้เดือนละ 3,000 หรือ 5,000 คือจบแค่นั้น ต้องใจแข็งไม่ให้เงินก้อนใหญ่ตามอารมณ์หรือหนี้ที่เกิดจากการฟุ่มเฟือยของคนอื่นครับ
กล้าที่จะ "พูดเรื่องเงิน" กับที่บ้านตรงๆ
คนไทยมักอายที่จะบอกพ่อแม่ว่า "ลูกไม่มีเงินแล้วนะ"
ลองใหม่: นั่งจับเข่าคุยกันครับ บอกรายจ่ายที่เรามี บอกเป้าหมายว่าเรากำลังเก็บเงินไปทำอะไร การให้ที่บ้านรู้สถานะการเงินที่แท้จริงของเรา จะช่วยลดความคาดหวังที่เกินจริงลงได้ครับ
วิธีบริหารจัดการ:
แยกบัญชีสำหรับที่บ้าน: โอนเข้าไว้เลยตั้งแต่ต้นเดือน จะให้เท่าไหร่คือในก้อนนี้เท่านั้น
ช่วยเป็น "แรง" แทน "เงิน" ในบางเรื่อง: เช่น ช่วยทำเรื่องลดหย่อนภาษีให้พ่อแม่ ช่วยหาวิธีลดค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือช่วยสอนที่บ้านใช้แอปธนาคารเพื่อเช็กยอดเงิน
ใจแข็งกับ "หนี้นอกระบบ" ของคนอื่น: ถ้าญาติมาขอยืมเพราะไปสร้างเรื่องไว้ ต้องกล้าปฏิเสธครับ เพราะการช่วยครั้งหนึ่ง จะมีครั้งที่สองตามมาเสมอ
"การรักครอบครัว คือการสร้างอนาคตที่มั่นคง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้เป็นที่พึ่งให้พวกเขาได้อย่างยั่งยืนจริงๆ"
มีเพื่อนๆ คนไหนกำลังแบกความหวังของที่บ้านอยู่บ้างไหมครับ? จัดการความรู้สึกและจัดการเงินกันยังไง มาแชร์เป็นวิทยาทานให้คนทำงานรุ่นใหม่ๆ หน่อยนะครับ
เป็น "เอทีเอ็มของที่บ้าน" จนตัวเองแทบไม่เหลือเก็บ... เราจะมีวิธีบาลานซ์ "ความกตัญญู" กับ "ความอยู่รอด" ยังไงดี?
จากประสบการณ์ที่ผมเคย "ใจดีจนตัวเองเจ็บ" ผมมีข้อคิดมาแชร์ครับ
เราต้อง "รอด" ก่อนถึงจะ "ช่วย" คนอื่นได้
เหมือนเวลาอยู่บนเครื่องบิน เขาบอกให้เราสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยช่วยคนข้างๆ การเงินก็เช่นกันครับ ถ้าเรายังมีหนี้ท่วมหัว หรือไม่มีเงินสำรองเลย แล้วเราพยายามแบกทุกคนไว้ สุดท้ายจะล้มไปด้วยกันหมดทั้งบ้านครับ
"ความกตัญญู" ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ "เงินทั้งหมดที่มี"
หลายคนรู้สึกผิดเวลาปฏิเสธที่บ้าน
ลองใหม่: ให้ตามกำลังที่คงที่ เช่น ให้เดือนละ 3,000 หรือ 5,000 คือจบแค่นั้น ต้องใจแข็งไม่ให้เงินก้อนใหญ่ตามอารมณ์หรือหนี้ที่เกิดจากการฟุ่มเฟือยของคนอื่นครับ
กล้าที่จะ "พูดเรื่องเงิน" กับที่บ้านตรงๆ
คนไทยมักอายที่จะบอกพ่อแม่ว่า "ลูกไม่มีเงินแล้วนะ"
ลองใหม่: นั่งจับเข่าคุยกันครับ บอกรายจ่ายที่เรามี บอกเป้าหมายว่าเรากำลังเก็บเงินไปทำอะไร การให้ที่บ้านรู้สถานะการเงินที่แท้จริงของเรา จะช่วยลดความคาดหวังที่เกินจริงลงได้ครับ
วิธีบริหารจัดการ:
แยกบัญชีสำหรับที่บ้าน: โอนเข้าไว้เลยตั้งแต่ต้นเดือน จะให้เท่าไหร่คือในก้อนนี้เท่านั้น
ช่วยเป็น "แรง" แทน "เงิน" ในบางเรื่อง: เช่น ช่วยทำเรื่องลดหย่อนภาษีให้พ่อแม่ ช่วยหาวิธีลดค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือช่วยสอนที่บ้านใช้แอปธนาคารเพื่อเช็กยอดเงิน
ใจแข็งกับ "หนี้นอกระบบ" ของคนอื่น: ถ้าญาติมาขอยืมเพราะไปสร้างเรื่องไว้ ต้องกล้าปฏิเสธครับ เพราะการช่วยครั้งหนึ่ง จะมีครั้งที่สองตามมาเสมอ
"การรักครอบครัว คือการสร้างอนาคตที่มั่นคง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้เป็นที่พึ่งให้พวกเขาได้อย่างยั่งยืนจริงๆ"
มีเพื่อนๆ คนไหนกำลังแบกความหวังของที่บ้านอยู่บ้างไหมครับ? จัดการความรู้สึกและจัดการเงินกันยังไง มาแชร์เป็นวิทยาทานให้คนทำงานรุ่นใหม่ๆ หน่อยนะครับ